พิพิธภัณฑ์พระที่นั่งวิมานเมฆ

กรุงเทพฯกลายมาเป็นเมืองหลวงของไทยในปีพ.ศ. 2325 เมื่อครั้งย้ายราชธานีมาจากกรุงศรีอยุธยา ที่ถูกทิ้งไว้ในสภาพปรักหักพังจากสงครามระหว่างพม่าซึ่งกินเวลานานหลายปี หลังจากตั้งกรุงเป็นการถาวรที่กรุงธนบุรีทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา อ่านต่อ

นี่คือสวรรค์สำหรับคนรักการซื้อของ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากท่านพร้อมจะต่อราคา ตลาดต้นไม้มีทุกวันพุธและพฤหัสบดี ขณะที่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ จตุจักรจะกลายสภาพเป็นตลาดนัดขนาดใหญ่ที่สุดในไทย และมีผู้ขายกว่า 8,000 แผงจากทั่วทุกสารทิศ อ่านต่อ

วัดโพธิ์ตั้งอยู่ด้านหลังของพระบรมมหาราชวัง ใกล้กับท่าเตียน วัดใหญ่แห่งนี้แต่เดิมเรียกว่า วัดโพธาราม สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้บูรณะปฏิสังขรณ์จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2332 พร้อมทั้งอัญเชิญบรรดาพระพุทธรูปจากวัดเก่าในที่ต่างๆของประเทศที่ถูกทิ้งร้างมาประดิษฐานไว้ อ่านต่อ

วัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว เป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ตรงมุมด้านตะวันเฉียงเหนือของพระบรมราชวังเป็นที่ประดิษฐานพระมหามณีรัตนปฏิมากร ( พระแก้วมรกต ) และใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีทางศาสนาที่สำคัญ อ่านต่อ

ชื่อวัดอรุณฯ มาจาก พระอรุณเทพ ซึ่งเป็นพระนามของเทพเจ้ารุ่งอรุณของอินเดีย วัดนี้ตั้งอยู่ที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเลือกวัดที่สร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 17นี้เป็นทั้งวัดประจำรัชกาลและพระราชวัง ระยะแรก รู้จักกันในนาม วัดมะกอก แต่เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดเกล้าฯให้บูรณะปฏิสังขรณ์ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดแจ้ง ตามบริบทแล้วหมายถึง วัดแห่งรุ่งอรุณนั่นเอง อ่านต่อ

พระที่นั่งวิมานเมฆเป็นพระที่นั่งถาวรองค์แรกในสวนดุสิต สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2443 ตามพระบรมราชโองการของรัชกาลที่ 5 อ่านต่อ

ย่านไชน่าทาวน์ของคนกรุงเทพนั้นตั้งอยู่ที่ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ เป็นเขตธุรกิจที่ครอบคลุมพื้นที่บนถนนเยาวราชและถนนเจริญกรุง อ่านต่อ

แสงสีและชีวิตชีวายามพระอาทิตย์ตกคือเสน่ห์ที่ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วโลกแวะมาเยือนถนนข้าวสาร ถนนเล็กๆสายนี้ ถนนข้าวสารนั้นเดิมทีเป็นย่านการค้าขายข้าวสารที่เจริญรุ่งเรืองมากในสมัย ร.6 และถือเป็นแหล่งค้าขายข้าวสารที่ใหญ่ที่สุดในเขตพระนครอีกด้วย ในปัจจุบันนั้นถนนเส้นนี้ถือเป็นหนึ่งในถนนสายที่โด่งดังระดับโลกและเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่อยากแวะเวียนมาสัมผัสชีวิตชีวาบนถนนสายนี้กันสักครั้ง อ่านต่อ

เดิมสถานที่แห่งนี้เป็นสวนและทุ่ง นามว่า ทุ่งพญาไท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชโองการรับสั่งให้สร้างพระตำหนักหลังใหม่ เพื่อเป็นทั้งที่ประทับพักผ่อนและเพื่อทดลองทำการเกษตร อ่านต่อ

เดิมทีพื้นที่ส่วนที่เคยเป็นสวนผักกาดนั้น พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิตและพระชายา คือ หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ ดำริให้สร้างวังเพื่อประทับในช่วงสุดสัปดาห์ขึ้น ต่อมาภายหลังกลายเป็นที่ประทับถาวรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังจะสิ้นสุดลง ภายในวังสวนผักกาดประกอบด้วยเรือนไทยทั้งหมด 7 หลัง หอเขียนลายรดน้ำ และ ห้องศิลปนิทรรศมารศ แต่ละเรือนมีการแบ่งหมวดหมู่การจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้และของสังสม รวมถึงการดัดแปลงสถานที่เพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้เพิ่มเติม นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่วังสวนผักกาดได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 น. – 16.00 น. หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-245-4934 หรือ 02- 246-1775-6 ต่อ 229 อ่านต่อ

วัดซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเกาะรัตนโกสินทร์แห่งนี้ นับเป็นหนึ่งในหกวัดสำคัญของประเทศ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางพระนครในปี 2350 การดำเนินการก่อสร้างกว่าจะแล้วเสร็จตามหมายกำหนดการในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อปี 2390 พระองค์จึงพระราชทานนามให้ว่า “วัดสุทัศน์เทพวราราม” อ่านต่อ

พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้มีพระราชพิธีฝังเสาหลักเมืองขึ้น ภายหลังจากที่ได้มีการสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นราชธานี ตามโบราณราชประเพณี เพื่อความเป้นสิริมงคลและความเป็นปึกแผ่นของแผ่นดิน นับจากนั้นมาศาลหลักเมืองก็เป็นที่เคารพสักการะอย่างไม่เสื่อมคลาย ในฐานะที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นหลักของความมั่นคงของพระนคร และเป็นที่พึ่งของชาวไทยทุกคน นอกจากประชาชนทั่วไปที่มาสักการะศาลหลักเมือง เพื่อขอพรให้บ้านเมืองมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขแล้ว ยังมีความเชื่อที่เล่าสืบกันมาว่า หากผู้ใดได้มาไหว้พระหลักเมืองนั้น จะช่วยเสริมหลักฐานความมั่นคงให้กับชีวิต ช่วยตัดเคราะห์ ต่อดวงชะตา เสริมอำนาจบารมี ให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองอีกด้วย หากมีโอกาสได้มาไหว้พระหลักเมืองแล้ว ควรจะเข้าไปสักการะเทวดาสำคัญ ผู้รักษาพระนครทั้งห้าที่ประดิษฐานอยู่ในหอเทพารักษ์ด้วย คือให้ตั้งจิตอธิษฐานถามถึงสิ่งที่ปรารถนา การยกพระเสี่ยงทายนั้นต้องทำสองครั้ง ครั้งแรกขอให้ยกขึ้น ส่วนครั้งที่สองขอให้ยกไม่ขึ้น หากเป็นดังนั้นเชื่อว่าจะสมหวังในสิ่งที่ต้องการ อ่านต่อ

ชมซิ่นตีนจกเก่าแก่ อายุกว่า 100 ปีที่ร้านสาธรที่บ้านหาดเสี้ยวเป็นแหล่งจำหน่ายผ้าทอมือหลากชนิดของชาวไทยพวนที่สำคัญ หลังร้านเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ผ้าทอมือนับร้อยผืนอายุนับร้อยปีตั้งอยู่ทางตอนเหนือ ต.หาดเสี้ยว อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย อ่านต่อ

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2483 เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในปี 2475 อ่านต่อ

แวะพักที่โลกสีเขียวในวงล้อมป่าคอนกรีต พักผ่อนกายสบายใจ...ใต้ร่มเงา...อุทยานผีเสื้อและแมลง ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของคนกรุงหลายคนอาจกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในช่วงวันหยุด ที่ใช้เวลาในการเดินทางไม่นาน หากใครยังไม่มีโปรแกรมท่องเที่ยวที่ไหนขอแนะนำ อุทยานผีเสื้อและแมลงกรุงเทพฯ ที่ยังมีสวนสาธารณะให้สูดโอโซนบริสุทธิ์จากสีเขียวของต้นไม้ได้มากถึง 2 แห่งด้วยกันคือ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) และสวนสมเด็ดพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ อ่านต่อ

หากเคยสงสัยว่า คนไทย คือใคร มากจากที่ไหน และมีความหมายเช่นไร ลองค้นหาคำตอบนี้ได้ด้วยตัวเอง ที่มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้แห่งใหม่ล่าสุด ที่ช่วยจุดประกายความอยากรู้ อ่านต่อ

วันเริ่มต้นปีใหม่ของขาวไทยเชื้อสายจีน เทศกาลตรุษจีนที่เยาวราช กรุงเทพมหานคร วันตรุษจีน หรือ วันปีใหม่ของชาวจีน ถือเป็นวันเริ่มต้นของความเป็นสิริมงคล คนไทยเชื้อสายจีนจะเก็บกวาดให้สะอาดเอี่ยม เพื่อรอรับความรุ่งเรืองและสิ่งดีงาม ชาวจีนถือว่าวันตรุษจีน เป็นวันเริ่มต้นของปี ก่อนหน้า วันตรุษจีน สองวัน จะเป็นวันจ่าย ชาวจีนจะออกไปจับจ่ายซื้อของ เพื่อมาทำพิธีไหว้ ก่อนวันถือหนึ่งวัน จะเรียก วันไหว้ ชาวจีนจะทำพิธีไหว้เจ้าที่ พระพุทธ ศาลต่างๆ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกที่ในบ้าน และบริเวณบ้านทั้งหมด รวมทั้งไหว้บรรพบุรุษเพื่อระลึกถึงบุญคุณ และอธิษฐานให้เกิดสิ่งดีงามในชีวิตในวันตรุษจีน ร้านรวงที่เป็นของคนจีน จะหยุดกิจการค้าขาย ถือโอกาสหยุดพักผ่อน จึงถือเป็นวันเที่ยว วันที่ครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้ากัน อ่านต่อ

พิพิธภัณฑ์พระที่นั่งวิมานเมฆ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับจากการเสด็จประพาสยุโรปในปี พ.ศ. 2440 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ซื้อสวนผลไม้และนาข้าวระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมและคลองสามเสนด้วยทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อสร้างอุทยานสถาน และพระองค์ท่านพระราชทานนามว่า "สวนดุสิต”

พระที่นั่งวิมานเมฆเป็นพระที่นั่งถาวรองค์แรกในสวนดุสิต สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2443 ตามพระบรมราชโองการของรัชกาลที่ 5 ที่โปรดให้รื้อถอน พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ จากพระจุฑาธุชราชฐาน ที่เกาะสีชังและมาสร้างใหม่ที่สวนดุสิตภายใต้การดูแลของพระเจ้าบรมวงค์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ครั้นแล้วเสร็จ จึงได้มีการเฉลิมฉลองในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2444 จากนั้นพระองค์ท่านจึงเสด็จแปรพระราชฐานจากพระบรมมหาราชวังมาประทับถาวรที่พระตำหนักวิมานเมฆนี้ 5 ปี กระทั่งในปี พ.ศ. 2449 การก่อสร้างพระที่นั่งอัมพรสถานจึงแล้วเสร็จ รัชกาลที่ 5 จึงเสด็จฯกลับไปประทับที่นั่นจวบจนเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2453 หลังจากนั้นพระตำหนักวิมานเมฆก็ปิดฉากลง บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์จึงเสด็จกลับมาประทับยังพระบรมมหาราชวัง

ช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯพระราชทานอนุญาตให้สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจีพระวรราชชายาเสด็จมาประทับที่พระตำหนักดังกล่าว หลังการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าฯทรงไปประทับยังพระตำหนักในสวนหงษ์ ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของพระตำหนักวิมานเมฆ ทำให้พระตำหนักวิมานเมฆร้างไป

ในสมัย พ.ศ.2525 อันเป็นปีมหามงคลสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพบว่าพระตำหนักทีี่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมอันวิจิตรนี้ มิได้เสื่อมสภาพไปแต่อย่างใดจึงทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาติจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรับปรุงพระตำหนักให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมฉลองรัชกาลที่ 5 แทน โดยมีการจัดเแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ต่างๆ บรรดาศิลปะและงานฝีมือส่วนพระองค์ นอกจากนั้นยังให้พระตำหนักเปรียบเสมือนตู้จัดแสดงมรดกของชาติให้เยาวชนรุ่นหลังได้ชมอีกด้วย

พระตำหนักวิมานเมฆเป็นพระตำหนักไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก รูปแบบสถาปัตยกรรมอันประณีตสะท้อนอิทธิพลจากตะวันตก ตึกเป็นรูปตัวแอล แต่ละปีกยาว 60 เมตร สูง 20 เมตร มี 3 ชั้น ยกเว้นที่ประทับของรัชกาลที่ 5 เป็นแบบแปดเหลี่ยม มี 4 ชั้น แม้ว่าชั้นล่างสร้างจากอิฐและปูน แต่ชั้นบนๆสร้างจากไม้สักทองอันงดงาม โดยรวมแล้ว มีห้องจัดแสดงนิทรรศการ 31 ห้อง หมายรวมถึงเหล่าห้องบรรทม ท้องพระโรง และห้องสรงน้ำ ซึ่งยังคงมีกลิ่นอายความเป็นไทยในอดีตอยู่ ห้องนิทรรศการบางห้องยังจัดแสดงศิลปะของไทย เช่น เครื่องเงิน เครื่องเคลือบ เครื่องแก้วเจียระไน และงาช้าง

พระตำหนักนี้เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9.30 น. - 15.15 น. ส่วนท้องพระโรงอภิเษกดุสิตเปิดตั้งแต่ 10.00 น. - 16.00 น. มีค่าเข้าชม 50 บาทสำหรับผู้ใหญ่ และ 20 บาทสำหรับเด็ก แต่หากได้เข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วแล้ว เพียงแค่เก็บบัตรเข้าชมไว้ ก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าเข้าชมใดๆ เนื่องจากสถานที่นี้เป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จึงนักท่องเที่ยวห้ามใส่กางเกงขาสั้นและเสื้อไม่มีแขนเด็ดขาด