แผนการท่องเที่ยว

จำนวนคอลเลคชั่น: 0

แผนที่สร้างแล้ว: 0

วัดหน้าพระเมรุ

วัดหน้าพระเมรุ

ชมพระพุทธรูปทรงเครื่องที่งดงามที่สุด

เมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 ขณะที่วัดวาอารามและปราสาทราชวังเกือบทุกแห่งในกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าเผาทำลายอย่างราพนาสูร ทว่าวัดหน้าพระเมรุกลับเป็นวัดเดียวที่รอดพ้นความเสียหายมาได้ เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังหลวงเพียงข้ามคลองเท่านั้น พม่าจึงใช้วัดเป็นที่ตั้งกองทัพและหันปากกระบอกปืนใหญ่ยิงตรงเข้าใส่พระราชวังด้วยเหตุนี้วัดหน้าพระเมรุจึงยังคงมีงานศิลปกรรมของสมัยอยุธยาที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะพระพุทธรูปทรงเครื่ององค์ใหญ่ซึ่งประดิษฐานในโบสถ์ที่งดงาม

วัดหน้าพระเมรุตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของคลองคูเมืองเดิม ตรงข้ามกับพระราชวังโบราณ ที่นี่มีประวัติความเป็นมาว่าสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2047 ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 มีชื่อเดิมว่าวัดพระเมรุราชิการาม สันนิษฐานว่าสร้างบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่ง รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯให้บูรณปฎิสังขรณ์วัดทั้งพระอาราม

สิ่งน่าสนใจเมื่อมาเยี่ยมชมที่วัดหน้าพระเมรุ คือ โบสถ์ มีขนาดใหญ่ถึงเก้าห้อง นับว่าใหญ่กว่าวัดอื่นๆ ในอยุธยา โบสถ์หันหน้าหาแม่น้ำลพบุรีที่ไหลผ่านหน้าวัด ซึ่งเป็นผนังการตั้งโบสถ์แบบโบราณแทนการหันไปทางทิศตะวันออก เครื่องบนหรือหลังคาช้อนลดหลั่นกันถึงสามชั้น เชิงชายด้านหน้าอาคารยื่นออกมา โดยมีเสาแปดเหลี่ยมรองรับ ประดับบัวหัวเสาอย่างสวยงาม เช่นเดียวกับเสาภายในอาคาร เป็นลักษณะของศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย

ตัวโบสถ์ของวัดหน้าพระเมรุไม่มีการเจาะหน้าต่างขนาดใหญ่ มีเพียงช่อง “ลูกมะหวด” คือช่องยาวคล้ายซี่ลูกกรง เพียงให้แสงและอากาศผ่านเป็นงานช่างโบราณที่พบตามโบราณสถานสมัยสุโขทัย ในยุคที่เจาะหน้าต่างอาคารขนาดใหญ่ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย สิ่งที่โดดเด่นของโบสถ์คือหน้าบันของหลังคามุขที่ยื่นออกมาหน้าบันมุขด้านหน้าเป็นงานจำหลักไม้รูปพระนารายณ์ทรงครุฑห้อมล้อมด้วยหมู่ทวยเทพ 26 องค์ พระนารายณ์ถือเป็นเทพที่เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ โดยพระองค์ทรงครุฑซึ่งเป็นสัตว์ที่มีอำนาจมากแต่ยอมรับใช้พระนารายณ์ ส่วนหน้าบันมุขด้านหลังจำหลักเป็นรูปทวยเทพ 22 องค์

พระพุทธรูปทรงเครื่อง พระประธานในโบสถ์พระนามว่า พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ หน้าตักกว้าง 9 ศอก สูง 3 วา หล่อด้วยโลหะปิดทองทั้งองค์ จึงเป็นพระสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ตามคติการสร้างพระในสมัยอยุธยาตอนต้น แต่ลักษณะของพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบจักรพรรดิราช สวมมงกุฎ มีสร้อยสังวาล ทับทรวง นั้นเป็นศิลปะในสมัยพระเจ้าปราสาททอง คล้ายกับพระพุทธรูปก่ออิฐในเมรุทิศเมรุรายวัดไชยวัฒนาราม จึงเข้าใจว่าพระประธานน่าจะได้รับการปฎิสังขรณ์ในสมัยพระเจ้าปราสาททองเช่นเดียวกัน

วิหารพระคันธารราษฎร์ บางท่านเรียกว่า วิหารน้อยหรือวิหารเขียน ตั้งอยู่ข้างโบสถ์ สร้างขึ้นในสมัยรัชการที่ 3 โดยพระยาไชยวิชิต(เผือก) เป็นผู้อำนวยการสร้าง ยาว 8 วา กว้าง 3 วา หันออกไปทางแม่น้ำลพบุรี มีบันไดขึ้นสองข้างทาง หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันเป็นรูปลายดอกไม้และนก ปิดทองด้วยประดับกระจก บานประตูทางเข้าจำหลักลายก้านขดคล้ายลายที่วัดใหญ่สุวรรณาราม จ.เพชรบุรี จึงนับเป็นงานช่างจำหลักไม้อีกแห่งหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ ภายในมีภาพเขียนเรื่องการค้าสำเภาและชาดก ทว่าลบเลือน

ภายในวิหารประดิษฐานพรคันธารราษฎร์ พระพุทธรูปศิลา สมัยทราวดี ปางปฐมเทศนา ประทับห้อยพระบาท พระยาไชยวิชิต(เผือก) จารึกว่าอัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุในอยุธยานั้นเอง และว่ามาจากเมืองลังกา ทว่ามีบันทึกในสมัยรัชกาลที่ 5 ว่าเดิมอยู่ที่วัดพระเมรุ จ.นครปฐม พระพุทธรูปศิลาสมัยทวารวดีเช่น พระคันธาราษฎร์ ปรากฏในโลกเพียงหกองค์เท่านั้น คือ นอกจากที่วัดหน้าพระเมรุแล้ว ยังมีที่อินโดนีเซียหนึ่งองค์ วัดพระปฐมเจดีย์สามองค์และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยาหนึ่งองค์