จากคลองบางกอกใหญ่เลี้ยวซ้ายเข้าสู่คลองด่านซึ่งขุดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าจากเพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ราชบุรี สินค้าที่ลำเลียงมาเป็นจำพวกอ้อย และน้ำตาล ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ ตั้งแต่หลัง การทำสนธิสัญญาเบอร์นีกับอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นสินค้าที่ชาวตะวันตกต้องการและให้กำไรมาก เพราะเป็นเส้น ทางลำเลียงสินค้านี่เองตรงนี้จึงเป็นด่านเก็บภาษีอันเป็นที่มาของชื่อคลอง
คลองนี้แบ่งเป็นสามช่วงตามชื่อเรียก คลองด่าน จะสิ้นสุดตรงวัดราชโอรสาราม และต่อไปเป็น คลองสนามชัย หรือ คลองมหาชัย เป็นจุดที่รัชกาลที่ 3 ได้เปิดโขลนทวารไปรบพม่า ที่ด่านเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี คลองโคกขาม เป็น จุดที่เกิดตำนานพันท้ายนรสิงห์ ปัจจุบันยังมีเรือบรรทุกทรายหินจากมหาชัยมาตามเส้นทางนี้ เพราะคลองนี้จะไปออกที่ แม่น้ำท่าจีนได้ คลองด่าน มีสถานที่น่าสนใจ ดังนี้
วัดปากน้ำ
เป็นวัดในสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่หลังจากที่มีการปฏิสังขรณ์วัดใหม่ ปัจจุบันจึงเหลือเพียงหอไตรที่ยังเป็นของ เก่าอยู่ เป็นฝีมือช่างสมัยพระนารายณ์ยังเห็นลวดลายสลัก เป็นรูปกระจังที่ซุ้มประตูหน้าต่างและหน้าบันยังสมบูรณ์และงดงาม ที่วัดนี้มีโรงเรียนปริยัติธรรมภาวนานุสนธ์ ประชาชนมาทำบุญสักการะหลวงพ่อวัดปากน้ำกันทุกวัน
วัดอับสรสวรรค์วิหาร
มีอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดหมู”ประวัติความเป็นมาของชื่อนั้นน่าสนใจ เล่ากันว่าผู้สร้างวัดนี้เป็นเศรษฐีจีน ชื่อ อู๋ จึงเรียกวัดจีนอู๋ ต่อมาจึงเพี้ยนไปเป็นวัดหมูแต่ที่น่าสนใจ มากกว่านั้น และผูกพันกับวิถีชีวิตชาวบ้านคือ ชาวบ้านบริเวณวัด ส่วนมากมีอาชีพ เลี้ยงหมูและขายหมูเป็นหลัก ในวัดเองก็เต็มไปด้วยหมูที่ชาวบ้านนำมาปล่อยแก้บน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าจอมน้อย สุหรานากงผู้ที่มีท่วงท่ารำที่งดงามมากดุจนางอัปสรสวรรค์ เห็นสภาพวัดชำรุดทรุดโทรม จึงมาปฏิสังขรณ์ เพื่ออุทิศ ส่วนกุศลให้แก่เจ้าพระยาพลเทพ ผู้เป็นบิดา จากนั้นจึงกำหนดให้เป็นชื่อของวัด
วัดนางชี
บรรยากาศภายในวัดร่มรื่นมากประดับตกแต่ง ด้วยต้นไม้นานาพันธุ์งดงามมาก พระอุโบสถที่วัดนี้มีมาตั้งแต่ สมัยอยุธยา แต่วัดนี้มาบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3 รูปแบบ ทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมในวัดจึงเป็นแบบจีน โดยปกติ ไม่เปิดให้ นักท่องเที่ยวเข้าชม ส่วนที่พระวิหารมีเตียงไม้มะเกลือ แบบจีนที่สลักลวดลายวิจิตรงดงามมาก ซึ่งพระยาโชดึกราชเศรษฐี นำมาถวายวัด เนื่องจากบุตรีของท่านคลอดบุตรแล้วเสียชีวิตบนเตียงนี้
วัดนี้เป็นวัดเดียวในกรุงเทพที่มีประเพณีชักพระ จึงจะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าและพระสาวก ประดิษฐานยังบุษบก แล้วชักแห่ไปทางเรือ เข้าคลองชักพระ แล้วแวะเลี้ยงเพลที่วัดไก่เตี้ย ก่อนจะย้อนกลับทางขวาเข้า คลองบางกอกน้อย ออกแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วกลับเข้าคลองบางกอกใหญ่ กลับวัดนางชี ถือเป็นการทักษิณาวัตรบางกอก ประเพณีนี้จะกระทำทุกวันแรม 2 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี เป็นวันสิ้นฤดูฝน จะมีการละเล่นต่าง ๆ เช่น แข่งเรือ เพลงเรือ และแห่เรือ
วัดหนังราชวิหาร
สันนิษฐานว่าเป็นวัดสมัยอยุธยาเดิมเป็นวัดราษฎร์ มาบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยสมเด็จ พระศรีสุราลัยพระบรมราช ชนนีในรัชกาลที่ 3 และยกฐานะเป็นพระอารามหลวง เล่ากันว่าคงเป็นเพราะท่านมีนิวาสถาน อยู่บริเวณนี้จึงได้มาบูรณะ ที่นี่
วัดนางนองวรวิหาร
อยู่ตรงข้ามฝั่งคลองกับวัดหนัง สร้างในสมัยอยุธยา มาบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3 ภายใน พระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธ รูปสมัยสุโขทัย สร้างด้วยสัมฤทธิ์ ลงรักปิดทองทรงเครื่องน้อยซึ่งเครื่องทรงนั้นทำแยกต่างหาก จากองค์พระนับเป็นงาน ปฏิมากรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ พระมหามงกุฏของพระประธานสร้างขึ้นใหม่ เนื่องจากของเก่านั้น รัชกาลที่ 3 ทรง โปรดให้อัญเชิญไปอยู่ที่ยอดนภศูลของพระปรางค์ วัดอรุณ จิตรกรรมฝาผนังที่วัดนี้มีทั้งการเขียนด้วยลายรดน้ำ แบบไทย รูปดอกพุดตาน และลายกำมะลอแบบจีนเรื่องสามก๊ก ฮ๊ก ล๊ก ซิ่ว ม้าหมู่บูชาสวยงามมากทีเดียว (การเขียนลายกำมะลอ เป็นการเขียนลงรัก ปิดทออง แล้วนำสีมาแต้ม)
วัดราชโอรสาราม หรือ วัดจอมทอง
มีทางเดิน เชื่อมกับวัดหนังเป็นวัดเก่าตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นวัด ประจำรัชกาลที่ 3 พระองค์มาบูรณะวัดนี้ตั้งแต่ ยังดำรงพระยศเป็น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ที่มุมหนึ่งด้านนอกพระอุโบสถมีพระแท่น ที่ประทับอยู่ใต้ต้นพิกุล (เล่ากันว่า เวลาที่ท่านเสด็จมาที่วัดนี้ มักจะประทับที่ใต้ต้นพิกุลต้นนี้) วัดนี้เป็นวัดแม่แบบของการสร้างโบสถ์แบบพระราชนิยม ในรัชกาลที่ 3 ที่หน้าบันจะไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ประดับ ตกแต่งด้วยถ้วยชามเบญจรงค์ ภายในโบสถ์ประดิษฐาน พระประธานเป็นปางสมาธิ ฐานชุกชีนั้นนับว่ามีความละเอียด งดงามที่สุดก็ว่าได้ มีตราพระราชลัญจกรของรัชกาลที่ 3 เป็นรูปปราสาทและภายในฐานนั้นบรรจุพระสรีรังคาร ของรัชกาลที่ 3 จิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปม้าหมู่บูชาทั้งหมดสวยงามมาก
|