|
ประวัติ / ความเป็นมา
ประเพณีให้ทานไฟนี้ สันนิษฐานว่าเกิดจากอากาศหนาวมากๆ ในช่วงฤดูหนาว พระภิกษุสามเณรนุ่งห่มจีวรเพียงบางๆ และภัตตาหารที่บิณฑบาตมาได้ก็มักจะเย็นชืดหมด เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาพระธรรมด้วยอากาศหนาว ชาวบ้านพุทธศาสนิกชนจึงคิดอยากให้ความอบอุ่นแก่พระภิกษุสามเณรจึงคิดการทำบุญโดยการให้ทานไฟขึ้น
ข้อสันนิษฐานอีกข้อหนึ่ง กล่าวว่า มูลเหตุสำคัญของประเพณีนี้มาจาก “คัมภีร์ขุททกนิกาย” ซึ่งได้กล่าวถึงเศรษฐีคนหนึ่งแห่งแคว้นสักกะ ชื่อ โกสิยะ เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักบวช ญาติมิตร ชาวเมืองทั่วไป ทาสบริวาร บุตรภรรยา หรือแม้กระทั่งตัวเอง มีอยู่วันหนึ่งเศรษฐีโกสิยะเดินผ่านร้านขายขนมเบื้องในตลาด เห็นชาวเมืองนั่งกินขนมเบื้อง จึงคิดอยากกินบ้าง แต่ด้วยความตระหนี่จึงไม่ยอมซื้อกิน แต่ถึงอย่างไรความอยากกินขนมยังคั่งค้างอยู่ภายในจิตใจ จึงมีอาการผิดปกติไป ภรรยาเศรษฐีทราบเรื่องจึงรับอาสาจะทำขนมเบื้องให้เศรษฐีกิน แต่เศรษฐีเป็นคนตระหนี่ กรงว่าจะสิ้นเปลืองเงินทองเพราะใครๆ ก็คงต้องกินด้วย จึงไม่อยากให้ภรรยาทำขนม ภรรยาเศรษฐีก็สัญญาว่าจะไม่กินขนมด้วย พระพุทธองค์ซึ่งประทับอยู่ ณ เชตุวันมหาวิหาร ทรงทราบด้ายญาณว่าเศรษฐีคนนี้ตระหนี่เกินไป ควรจะให้เลิกนิสัยอย่างนี้เสีย จึงรับสั่งให้พระโมคคัลลานะไปแก้นิสัยเศรษฐี พระโมคคัลลานะจึงเหาะตรงไปยังชั้น 7 ของบ้านเศรษฐี ยืนสำรวมอยู่ที่ประตู เมื่อเศรษฐีเห็นจึงคิดว่าพระโมคคัลลานะจะมาขอขนมกิน จึงคิดรังเกียจและออกปากไล่ พระโมคคัลลานะได้ทรมานเศรษฐีอยู่นาน จนเศรษฐีต้องยอมถวายขนมเบื้องให้พระโมคคัลลานะบ้าง พระโมคคัลลานะจึงแสดงธรรมเรื่องประโยชน์ของการให้ เศรษฐีและภรรยาเกิดเลื่อมใส จึงนิมนต์พระโมคคัลลานะไปรับอาหารที่บ้านตน แต่พระโมคคัลลานะไม่รับ และบอกว่าถ้าจะถวายอาหารควรไปถวายพระพุทธองค์และพระสาวก จำนวน 500 รูป ณ เชตวันมหาวิหาร เศรษฐีและภรรยาจึงทำขนมเบื้องถวายพระพุทธองค์และพระสาวก จำนวน 500 รูป แต่ทำเท่าไหร่แป้งที่เตรียมไว้เพียงเล็กน้อยก็ไม่หมด สุดท้ายพระพุทธองค์ได้ทรงเทศนาสั่งสอนเศรษฐีและภรรยา จนทำให้เศรษฐีและภรรยาเกิดความอิ่มเอิบในการทำบุญบริจาคทานและบรรลุโสดาปัตติผลในที่สุด ด้วยมูลเหตุดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการทำบุญด้วยการให้ทานไฟในปัจจุบัน
กำหนดงาน
ประเพณีการทำบุญให้ทานไฟ มักทำกันในช่วงเวลาที่มีอากาศหนาวมากเป็นพิเศษในตอนเช้าตรู่ของวันใดวันหนึ่งในเดือนอ้ายต่อเดือนยี่ ซึ่งจะเป็นวันที่เท่าไหร่นั้นทางวัดและชาวบ้าน อุบาสก อุบาสิกา จะทำความตกลงกันเป็นปีๆ ไป สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
ในตอนเช้าตรู่ของวันนัดหมาย ชาวบ้านพุทธศาสนิกชนทุกคนจะพร้อมใจกันไปยังวัดใกล้บ้านโดยจัดแจงเอาเครื่องประกอบทำขนมและอุปกรณืไปด้วย เมื่อถึงวัดก็ช่วยกันก่อกองไฟและทำขนมกันทันที ขนมที่นิยมทำกัน เช่น ขนมเบื้อง ขนมครกและขนมกรอก ส่วนกองไฟจะก่อกี่กองก็ได้ตามจำนวนพระภิกษุสามเณรในวัด และจำนวนผู้ร่วมทำบุญ เมื่อก่อกองไฟเสร็จแล้วจะนิมนต์พระภิกษุสามเณรมาผิงไฟเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น และขนมที่ทำสุกแล้วก็สามารถถวายพระภิกษุสามเณรให้ฉันได้ทันที เมื่อพระสงฆ์ฉันขนมอิ่มทุกรูปแล้วก็จะให้พร เมื่อให้พรเสร็จแล้วพระสงฆ์จะกลับไปปฏิบัติกิจของสงฆ์ต่อไป ส่วนชาวบ้านพุทธศาสนิกชนผู้ร่วมทำบุญก็จะร่วมรับประทานขนมที่เหลือ และช่วยกันขนของกลับบ้าน เป็นอันเสร็จพิธีการทำบุญ
ปัจจุบันการทำขนมในงานนี้มักทำสำเร็จมาจากบ้านแล้ว ไม่ค่อยนิยมมาทำที่วัดอย่างอดีตเพราะสะดวกกว่า และประเภทของขนมก็มากขึ้นตามสมัยนิยม และในบางที่ก็อาจมีของคาวเลี้ยงพระในงานนี้ด้วย |