|
ประวัติ / ความเป็นมา
การขอฝนเป็นพิธีแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ซึ่งพิธีขอฝนในภาคกลางส่วนใหญ่เป็นการแห่นางแมว ปั้นเมฆ แต่การขอฝนที่แปลกกว่าถิ่นอื่นก็คือ การขอฝนด้วยการเล่นเพลงปรบไก่ ที่ตำบลลาดโพธิ์ อำเภอบ้านลาด จัดหวัดเพชรบุรี
เล่าสืบต่อกันมาว่า หมู่บ้านแถบนี้แห้งแล้งมาก ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้ และไม่มีน้ำทำนา ไม่ว่าจะใช้วิธีขอฝนอย่างไรก็ไม่ได้ผล จึงชักชวนกันมาบนบานขอฝนต่อศาลประจำหมู่บ้าน (เป็นศาลเก่าแก่ไม่ทราบว่ามีมาแต่ครั้งใด) โดยสัญญาว่าถ้าฝนตกจะบวงสรวงและเล่นเพลงปรบไก่ถวาย ปรากฏว่าฝนตกบริบูรณ์ดี ชาวบ้านจึงจัดการบวงสรวงและเล่นเพลงปรบไก่ถวายเป็นประจำทุกปี ถ้าปีใดไม่เล่นเพลงปรบไก่ถวายก็จะมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานา เช่น มีอยู่ครั้งหนึ่งชาวบ้านจัดให้มีการเล่นเพลงพวงมาลัยและเพลงฉ่อยถวายแทนเพลงปรบไก่ ปรากฏว่าต้นสำโรงใหญ่ในหมู่บ้านเกิดล้มลงมาทั้ง ๆ ที่ต้นไม้แข็งแรงดี และไม่มีลมพายุแต่อย่างใด ทำให้มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิต ชาวบ้านจึงเชื่อกันว่า หลวงปู่ซึ่งสถิต ณ ศาลประจำหมู่บ้านไม่ชอบเพลงพื้นเมืองอื่น ๆ นอกจากเพลงปรบไก่อย่างเดียว ตั้งแต่นั้นมาจึงไม่มีการเล่นเพลงพื้นเมืองอื่น ๆ แทนเพลงปรบไก่อีกเลย
กำหนดงาน
การเล่นเพลงปรบไก่ของชาวจังหวัดเพชรบุรี เพื่อบวงสรวงศาลและขอฝนนี้ จะเล่นกันในวันเพ็ญเดือน ๖ เป็นประจำทุกปี
กิจกรรม / พิธี
พอใกล้ถึงวันงาน บรรดาชาวบ้านดอนข่อย ไร่คา และวังบัว ซึ่งไปทำมาหากินตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อื่นจะพากันเดินทางกลับมาเข้าร่วมพิธี โดยพวกหนุ่ม ๆ ช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ ถางหญ้า ทำความสะอาดบริเวณรอบ ๆ ศาล และศาลาสำหรับเล่นเพลง นอกจากนั้นจะปลูกโรงสำหรับผู้ดูทำด้วยไม้ไผ่ใช้ใบตาลเป็นหลังคาและบังแดด ข้างพวกผู้หญิงจะทำข้างปลาอาหาร กับแกล้ม และน้ำตาลเมามาให้ ส่วนผู้เล่นเพลงทั้งหลายจะนัดกันมาฝึกซ้อมเพลงตอนค่ำ ๆ หลังจากเสร็จงานแล้ว การเล่นเพลงปรบไก่แก้บนของหมู่บ้านนี้เล่นได้ตลอดเวลา ไม่จำกัดว่าต้องอยู่ภายในเพลงเหมือนการแก้บนอื่น ๆ
เมื่อถึงวันงานตอนเช้าชาวบ้านจะจัดเตรียมอาหารคาวหวานต่าง ๆ มาทำบุญเลี้ยงพระที่ศาลและถวายหลวงปู่ที่สถิตอยู่ที่ศาลประจำหมู่บ้านด้วย เมื่อพระฉันเสร็จแล้วชาวบ้านจะกลับไปทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ เพื่อจะได้กลับมาร่วมงานที่ศาลอีก ส่วนพ่อเพลงแม่เพลงจะกลับไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกายที่บ้านเพื่อเตรียมมาเล่นเพลง ฝ่ายนุ่งผ้าโจงกระเบนโดยใช้ผ้าสีสด สวมเสื้อสีหรือผ้าดอกลายสวยงามทัดดอกไม้ มีผ้าขาวม้าพาดไหล่ห้อยปลายทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง หรือจะใช้คาดเอวก็ได้ ส่วนฝ่ายหญิงนุ่ง ผ้าโจงกระเบนสวมเสื้อคอกลมแขนกระบอก จะใช้ผ้าสีสด ผ้าลูกไม้ หรือผ้าอื่น ๆ ตามสมัยนิยม ห่มสไบสีต่าง ๆ ทัดดอกไม้ หรืออาจมีเครื่องประดับอื่น ๆ อีกก็ได้ตามแต่ฐานะผู้เล่น
เมื่อได้เวลา ๑๐.๐๐ พ่อเพลง แม่เพลงจะมาพร้อมกันที่ศาลาสำหรับเล่นเพลง นั่งคุกเข่าหรือพับเพียบเรียงลำดับกันไปบนศาลา หันหน้าไปทางศาลหลวงพ่อปู่ บนศาลพ่อปู่จะมีเครื่องบัตรพลี บูชา เช่น หัวหมู บายศรี ขนมต้ม มะพร้าวอ่อน น้ำเหล้า ดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู บุหรี่ และอาหารคาวหวานต่างๆ และจะมีหญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 5 ปี นั่งอยู่บนศาลาด้วย (ทราบชื่อภายหลังว่า นางหอม) ทำหน้าที่เป็นร่างทรง ติดต่อกับวิญญาณหลวงพ่อปู่ และวิญญาณอื่นๆ ที่ชาวบ้านนับถือ ร่างทรงจะแต่งกายด้วยผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมแขนยาว ห่มผ้าสไบเฉียง และเครื่องประดับ เช่น แก้วแหวนเงินทอง และมีอุปกรณ์ในการติดต่อกับวิญญาณ เช่น ดอกไม้ พวงมาลัย ธูปเทียน ขวดเหล้าขาว แก้ว พระขรรค์ และมีพานสำหรับใส่เงินบริจาค
เมื่อผู้แสดงเพลงปรบไก่มาพร้อมกันแล้ว พ่อเพลงอาวุโสจะเป็นผู้นำพิธีไหว้ครู ยกพานดอกไม้ธูปเทียน และเงินค่ากำนัลขึ้นจรดศีรษะ ตั้งนโม 3 จบ แล้วสวดชุมนุมเทวดา หรือที่เรียกกันว่า “บทสัคเค”และกล่าวเชิญเจ้าต่างๆ รวมทั้งพ่อปู่ให้มาสถิตในสถานที่นั้น เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้เล่นเพลงและคนในหมู่บ้าน ปี่พาทย์จะรับด้วยเพลงสาธุการ ในขณะที่พ่อเพลงอาวุโสสวดชุมนุมเทวดา หญิงร่างทรงบนศาลจะจุดเทียนบูชาและอัญเชิญวิญญาณให้มาเข้าร่างทรงวิญญาณแรก คือ วิญญาณหลวงพ่อปู่ จากนั้นจะมีวิญญาณอื่นๆ ผลัดเปลี่ยนกันมาเข้าทรง เมื่อวิญญาณหลวงพ่อปู่เข้าทรง ชาวบ้านจะเริ่มการเล่นเพลงปรบไก่ บรรดาชาวบ้านที่มีเรื่องทุกข์ร้อนจะทยอยกันเข้าไปปรึกษาหาข้อแก้ไข เช่น มีลูกเลี้ยงยาก งอแง เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เสมอ ก็ยกให้เป็นลูกหลวงพ่อปู่ และขออนุญาตเป็นผู้เลี้ยงดู ทั้งยังให้สัญญาว่าจะไม่ด่าด้วยคำหยาบ เป็นต้น ส่วนชาวบ้านที่ไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนก็อาจ จะมาขอให้เสกเหล้าหรือน้ำดื่ม เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนและครอบครัวและถวายเงินบำรุงศาล จากนั้นวิญญาณก็จะออกจากร่างเพื่อให้วิญญาณอื่นได้เข้าทรงบ้าง เงินที่ได้จากการบริจาค ชาวบ้านจะใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ในงาน เช่น ค่าไฟฟ้าและเครื่องเสียง ค่าปี่พาทย์ คนเพลง เป็นต้น เงินที่เหลือจะเก็บไว้บำรุงซ่อมแซมศาลต่อไป สำหรับอาหารคาวหวานที่ชาวบ้านนำมาถวายที่ศาลนั้น จะนำมาเลี้ยงดูกันในตอนพักเที่ยง
เมื่อได้รับสัญญาณให้เริ่มเล่นเพลงปรบไก่ พ่อเพลงจะถือพานใส่ดอกไม้ธูปเทียนและเงินค่ากำนัล จากนั้นเริ่มกล่าวคำไหว้ครู ฝ่ายชายเริ่มไหว้ก่อนแล้วจึงร้องสลับกันไป จนบทไหว้ครูลงปี่พาทย์รับสาธุการ จากนั้นผู้เล่นลุกขึ้นตั้งวงและรำถวายมือ ฝ่ายชายร้องเกริ่นและเริ่มบทประ ผู้ร้องจะออกมารำกลางวง ท่ารำของฝ่ายชายปัดไปมาคล้ายกับอาการป้อของไก่ตัวผู้ อาจเป็นเพราะลักษณะนี้จึงเรียกว่าเพลงปรบไก่
เมื่อฝ่ายชายและหญิงโต้คารมกันสักครู่หนึ่ง ก็จะเริ่มเดินเวียนกันเป็นวง จากนั้นเป็นบทเกี้ยวพาราสีกัน ทั้งสองฝ่ายผลัดกันเป็นพ่อเพลงแม่เพลงจนทั่วทุกคน จากนั้นเป็นเพลงเดินดงหรือออกเพลงลูกเล่นต่างๆ เช่นออกเพลงจีน เป็นต้น แล้วเริ่มจับเรื่อง เรื่องที่เล่นมีอยู่ 2 เรื่อง คือ ไกรทอง และสุวิญชาเมื่อร้องรำไปใครเหนื่อยก็จะนั่งลงตรงกลางวง กินหมากและดื่มน้ำ ดื่มเหล้าที่วางไว้ พอหายเหนื่อยแล้วก็จะลุกขึ้นร้องรำต่อไปใหม่ เมื่อหิวก็พักกินข้าวเที่ยง เสร็จแล้วก็ เล่นต่อไปจนจบเรื่องในตอนบ่าย ก่อนจะเลิกเล่นพ่อเพลงแม่เพลงจะร้องเพลงลา และส่งเจ้าที่เชิญมาเข้าทรงกลับถิ่นฐาน
การเล่นเพลงปรบไก่ของตำบลลาดโพธิ์ อำเภอบ้านลาดนี้ มีความเชื่อว่าต้องร้องตามบทที่ได้หัดมาจากครู ฉะนั้น เนื้อหาที่ร้องจึงไม่ค่อยมีแปลกใหม่ไปจากเดิม อาจจะผิดเพี้ยนไปบ้างคำหรือสองคำและจากการที่ต้องเคร่งคัดในเรื่องบทร้องตามคำครูนี้เอง จึงทำให้ผู้เล่นไม่มีโอกาสได้แสดงปฏิภาณของต้นได้เต็มที่
สำหรับความเชื่อในเรื่องที่ต้องบวงสรวงศาลทุกปี มิฉะนั้น จะส่งผลร้ายมาให้แก่ครอบครัวและผู้คนในหมู่บ้าน นับว่าเป็นผลดี คือ เป็นการรักษาและสืบทอดการเล่นเพลงปรบไก่ และตราบใดที่ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ยังคงยึดมั่นในความเชื่อดังกล่าว เพลงปรบไก่ก็จะยังคงอยู่ และปัจจุบันนี้มีเด็กๆ ในหมู่บ้านหัดเล่นเพลงปรบไก่จนสามารถออกแสดงได้แล้ว
พิธีกรรมนี้นอกจากจะส่งผลดีในเรื่องการรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติไว้แล้ว ยังช่วยผ่อนคลายความเครียดจากภาวะปัญหาต่างๆ ให้กับผู้คนในหมู่บ้าน
|