|
ประวัติ / ความเป็นมา
ตามพุทธตำนาน กล่าวว่า พระเจ้าพิมพิสาร พระราชาแห่งเมืองราชคฤห์ จะได้รับดอกมะลิสดจากนายมาลาการเป็นประจำทุกๆวัน วันละ 8 กำมือ และนายมาลาการก็จะได้รับบำเหน็จรางวัลตอบแทนทุกวันมาวันหนึ่งขณะที่นายมาลาการออกไปเก็บดอกมะลิอยู่ในสวนก็พบเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์กำลังเสด็จออกบิณฑบาตผ่านมา สายตาทั้งคู่ของนายมาลาการก็พลันเห็น “ฉัพพรรณรังสี” ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฉายประกายอยู่รอบพระวรกายถึง 6 สีด้วยกัน คือ 1 สีนิล 2 สีปีต 3 สีโลหิต 4 สีโอทาต 5 สีมัญเชฐ 6 สีประภัสสร
เมื่อนายมาลาการเห็นดังนั้นจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระพุทธองค์ โดยมิได้กลัวโทษทัณฑ์ที่ไม่มีดอกมะลิ 8 กำมือ ไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร กลับตั้งจิตอธิษฐานและตรงเข้าไปใช้ดอกมะลิหว่านโปรยไปยังพระพุทธองค์ก่อน 2 กำมือ ด้วยแรงอธิษฐานของผู้ตั้งใจทำกุศลก็เกิดอภินิหาร ดอกมะลิลอยวนอยู่เหนือเศียรของพระพุทธเจ้า 3 รอบ แล้วรวมกันเป็นเพดานลอยเป็นแพอยู่ด้านพระหัตถ์ขวา โปรยอีก 2 กำมือ ครั้งที่ 3 ก็ลอยวนเวียนอยู่ 3 รอบเช่นกัน แล้วรวมเป็นแพตามพระปฤษฎางค์ (ข้างหลัง) ของพระพุทธองค์และโปรยอีก 2 กำมือ ครั้งสุดท้าย ดอกมะลิก็ลอยวนเวียนอยู่ 3 รอบเช่นกัน แล้วรวมเป็นแพอยู่ด้านซ้ายพระหัตถ์ของพระองค์ ดอกมะลิทั้ง 8 กำมือที่นายมาลาการถวายหว่านโปรยบูชาแต่ละดอกหันหัวเข้าหาพระวรกายพระองค์สำหรับพุทธดำเนินเท่านั้น
หลังจากนายมาลาการได้นำดอกมะลิหว่านโปรยบูชาพระพุทธองค์แล้ว ก็ได้เดินตามพระองค์เต็มไปด้วยปิติ 5 ประการ จึงได้เข้าไปยังพุทธรัศมีของพระองค์ แล้วชมเชยถวายบังคมพรให้วรรณผิวพรรณของนายมาลาการบังเกิดขึ้นถึง 5 ประการ ขณะนั้นความได้รู้ถึงชาวบ้านชาวเมืองต่างพากันแตกตื่นมาดูและนำอาหารมาตักบาตรแด่พระศาสดาอย่างล้นหลาม และต่างพบเห็นความมหัศจรรย์ด้วยตาตนเองแล้วยกท่อนผ้าหรือชายผ้าขึ้นโบก โห่ร้องก้องสนั่นเดินตามพระศาสดาไปทั้งหน้า และหลังด้วยความศรัทธา
พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าวว่า พระศาสดาเสด็จออกบิณฑบาตมาถึงใกล้ๆ พระราชวัง จนนายมาลาการได้พบปะและถวายดอกมะลิบูชา จากปากคำของภรรยาของนายมาลาการซึ่งขอหย่าขาดจากสามี เพราะเกรงกลัวจะได้รับโทษตามสามีที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่นำดอกมะลิสดมาถวายพระเจ้าพิมพิสาร พระราชาจึงเสด็จพระราชดำเนินไปถวายบังคมต่อพระศาสดาแล้วเสด็จตามพระศาสดาไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา พระเจ้าพิมพิสารเลยบำเหน็จรางวัลความดีความชอบและพระราชทานสิ่งของทั้งปวงให้กับนายมาลาการ อย่างละ 8 คือ ช้าง 8 เชือก ม้า 8 ตัว ทาส 8 คน เครื่องประดับชุดใหญ่ 8 ชุด กษาปณะ 8 พัน นารี 8 นาง ที่นำมาจากราชตระกูลด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง และบ้านสวย 8 หลัง นับตั้งแต่นั้นมานายมาลาการก็อยู่อย่างร่มเย็นปราศจากทุกข์ใดทั้งปวง ด้วยอานิสงส์ของการนำดอกมะลิหว่านบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแทนการตักบาตร จากอานิสงส์ดังกล่าวแต่ครั้งพุทธกาลชาวพุทธทั่วไปจึงถือเป็นประเพณี “ตักบาตรดอกไม้” เป็นประจำทุกปี ตลอดจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
กำหนดงาน
ประเพณีตักบาตรดอกไม้กระทำในวันเข้าพรรษา ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปีสามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
พิธี/กิจกรรม
ชาวอำเภอพระพุทธบาทมีประเพณีตักบาตรดอกไม้มานานตั้งแต่ครั้งโบราณกาล พิธีเริ่มตั้งแต่ตอนเช้า คนแก่คนเฒ่าตลอดจนคนหนุ่มสาวพากันไปวัดเพื่อทำบุญตักบาตรข้าวสุก แด่พระภิกษุสงฆ์พระพุทธบาทราชวรวิหาร เสร็จจากการทำบุญตักบาตรแล้ว บรรดาหนุ่มสาวพากันออกจากบ้านไปเก็บดอกไม้เพื่อเตรียมเอาไว้ตักบาตรในตอนบ่ายของวันเดียวกัน ดอกไม้ที่ใช้เลือกเอาเฉพาะดอกที่ออกในเดือน 8 ข้างขึ้นเท่านั้น และดอกไม้ชนิดหนึ่งเป็นที่นิยมมาก และมีเฉพาะในป่าเขา เขตจังหวัดสระบุรีเท่านั้นชาวบ้านเรียกว่า “ดอกเข้าพรรษา”
ดอกเข้าพรรษานี้ ชื่อทางพฤกษศาสตร์อยู่ในสกุลกลอบบา (Globba) มีลักษณะคล้ายกับต้นกระชายหรือขมิ้น สูง 1 คืบเศษๆ มักขึ้นตามท้องที่ป่าเขาที่มีความชุมชื้นค่อนข้างสูง ลำต้นขึ้นเป็นกอจากหัวหรือเหง้าใต้ดิน ดอกขนาดเล็กออกเป็นช่อส่วนยอดของลำต้นมีหลายสี เช่น ขาว เหลือง เหลืองแซมม่วง และบางต้นก็มีสีน้ำเงินม่วงมีดอกรองรับในช่อดอกดูเป็นช่อใหญ่สวยงาม โดยเฉพาะชนิดดอกเหลืองจะมีกลีบรองสีม่วงสะดุดตามาก ชาวบ้านบางคนจึงเรียกว่าดอกยูงทอง หรือ ดอกหงส์ทอง ดอกไม้นี้พบมากตามไหล่เขาโพธิลังกา หรือเขาสุวรรณบรรพต เขาช้าง หรือเขาเซียน เทือกเขาวง เขาผุ บรรดาเขาเหล่านี้อยู่ในเขตติดต่อกัน 3 ตำบล คือ ตำบลขุนโขลน ตำบลพุกร่าง อำเภอพระพุทธบาท และตำบลพุแค อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี
เมื่อเก็บดอกไม้มาแล้วก็นำมามัดรวมกับธูปเทียน เสร็จแล้วชาวบ้านมาตั้งแถวอยู่ริมถนนทั้ง 2 ข้าง เริ่มตั้งแต่วงเวียนถนนสายคู่ไปจนถึงประตูพระมณฑปพระพุทธบาท เมื่อถึงเวลาอันเป็นมงคลมีขบวนนำหน้าพระภิกษุสงฆ์ เป็นขบวนแห่กลองยาว พร้อมด้วยนางรำรำหน้ากลองยาวอย่างสนุกสนานครึกครื้นทั้งสองฟากแออัดด้วยฝูงชน ต่อจากขบวนกลองยาวเป็นพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนรถแห่ตามมาจากนั้นเป็นขบวนพระสงฆ์เดินมาเพื่อบิณฑบาตดอกไม้ แต่เดิมเมื่อถึงเวลาตักบาตรดอกไม้ ผู้เป็นหัวหน้าประชาชนจะกล่าวคำนำถวายดอกไม้ต่างๆ เป็นคำบาลีและคำไทย ดังนี้
“อิมานิ มยํ ภนฺเต วรปุปผานิ สงฺฆสิส โอโณชยาม สาธุโน ภนฺเต สงโฆ อิมานิ วรปุปผานิ ปฏคฺคณฺหาตุ อมฺหาถํ ทีฆรตฺตํ หิตายสุขาย” แปลว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวาย ซึ่งดอกไม้อันประเสริฐทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระสงฆ์ จงรับซึ่งดอกไม้อันประเสริฐทั้งหลายเหล่านี้เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และเพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ”
พระสงฆ์รับดอกไม้ไปเรื่อยๆ ไปจนถึงประตูพระมณฑปพระพุทธบาทแล้วก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีของฆราวาส
ส่วนพิธีการด้านพระภิกษุสงฆ์ เมื่อรับบิณฑบาตดอกไม้แล้ว ก็นำออกไปในมณฑปพระพุทธบาทเอาดอกไม้เครื่องสักการะวันทา “รอยพระพุทธบาท” อันเป็นเวลาพลบค่ำ ยังนำเอาดอกไม้มาวันทาพระเจดีย์ “จุฬามณี” อันเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระเขี้ยวแก้วจำลองของพระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก แล้วนำไปสักการะพระเจดีย์พระมหาธาตุองค์ใหญ่ ซึ่งชาวพุทธถือกันว่าเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (กระดูกซี่โครงของพระพุทธเจ้า) พระเจดีย์องค์นี้เหมือนกับเจดีย์พระธาตุพนม เป็นการคารวะต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากนั้นพระภิกษุสงฆ์และสามเณรทั้งหมดก็จะเดินตรงไปเข้าอุโบสถสวดอธิษฐานเข้าพรรษา เปล่งวาจาอยู่ในอาณาเขตที่จำกัดในระหว่างฤดูกาลเข้าพรรษา ในขณะที่พระภิกษุสงฆ์และสามเณรจะเข้าอุโบสถบริเวณบันได ประชาชนนำน้ำสะอาดล้างเท้าแด่พระภิกษุสงฆ์ด้วยความเข้าใจว่าเป็นการชำระล้างบาปของตนที่ได้กระทำให้หมดสิ้นไป แล้วย้อนกลับขึ้นไปยังพระมณฑปอีกครั้ง เป็นการปฐมเทศนาขอปฏิบัติตามทางธรรมของพระพุทธองค์ทุกประการ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ในวันตักบาตรดอกไม้ของชาวพระพุทธบาท
|