|
ย่ำกรุง
ไม่ยากนักสำหรับการท่องเที่ยวหาความสุขในวันหยุดเพียงหนึ่งหรือสองวันในตัวเมืองอย่างกรุงเทพฯ นอกเหนือจากงาน นิทรรศการ งานประเพณี หรืองานเทศกาลต่างๆ ก็มีหลากหลายให้เลือกอย่างตื่นตาตื่นใจ อย่างเช่น สารพันวัดและสถานที่สำคัญย่าน สนามหลวง โดยมิต้องคำนึงถึงว่าจะต้องครบเก้าวัดอย่างสโลแกนที่เคยได้เห็น ได้ยินมา เพี่ยงแค่ได้ย่างก้าวเข้าไปแต่ละวัด แต่ละสถานที่ ด้วยจิตศรัทธา เท่านี้ที่ไหนๆก็มีความสุขได้
เริ่มต้นย่ำกรุงแรกด้วย ศาลหลักเมือง ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดพระแก้ว เป็นสถานที่ประดิษฐานขององค์เสาหลักเมือง ที่เป็นที่สถิต ขององค์เทพารักษ์ทั้ง 5 ผู้คุ้มครองกรุงเทพมหานคร บรรยากาศแรกที่ก้าวเท้าเข้าไปจะได้ยินกับเสียงร้องจากละครรำ ( คงไม่ค่อยได้ยินทั่ว ไปสักเท่าไหรนัก ) จากนั้นฝ่าฝูงคนไปสักการะหลักเมืองจำลอง อยู่กลางแจ้งด้วยธูป เทียน ดอกบัว พวงมาลัยดอกดาวเรือง แผ่นปิดทอง และที่สำคัญคือ แพรสามสี และต่อด้วยสักการะองค์หลักเมืองจริง ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน แต่บริเวณนี้ห้ามจุดธูป เทียนนะ แล้วย่ำเท้าท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ไปต่อที่วัดชนะสงคราม ที่บริเวณทางเข้าวัดจะเต็มไปด้วยโต๊ะขายของสองข้างทาง และมีดอกไม้ ธูป เที่ยนของทางวัดจัดเตรียมไว้ให้เราทำบุญ เข้าไปสักการะพระประธานที่องค์จริงจะซ้อนอยู่ด้านหลัง และไม่ลืมที่จะพรม น้ำมนต์ด้วยดอกบัว จากตุ่มที่อยู่ด้านหน้าพระประธาน ออกจากอุโบสถที่ศาลด้านหน้าเราได้มาไหว้สมเด็จกรมพระราชวังมวรมหาสุรสิงหนาท ที่ทรงพระปรีชาสามารถทางทหาร เพื่อขอพรเรื่องความกล้าหาญ ด้วยธูป 5 ดอก ( ทราบจากคำแนะนำของแม่ชีคนหนึ่ง )
แล้วย่ำเท้าผ่านตรอกข้าวสารที่รายล้อมด้วยร้านค้าหลายหลาย คนหลากหลายชนชาติ มายังถนนราชดำเนิน - ถนนตะนาว เพื่อมายัง ศาลเจ้าพ่อเสือ ที่ตลบอบอวลไปด้วยผู้คน และควันธูป จนแทบไม่ได้ชื่นชมศิลปะฝาผนังด้านใน แต่ดีที่ได้สักการะรูปเจ้าพ่อเสือ ที่ปัจจุบันปิดกระจกกั้นแล้ว ไม่สามารนำเนื้อหมูสดที่พร้อมขายจากร้านค้าด้านหน้า ไปถูที่ปากเจ้าพ่อเสืออย่างที่เคยมีผู้คนปฏิบัติมาก่อน แล้วย่ำตามทางอีกพักเดียว ด้วยอากาศร่มรื่นและสองข้างทางมีแต่ร้านสังฆภัณฑ์ บวกก้บถนนที่จราจรไม่ได้คับคั่ง แล้วก็ได้ เจอกับสัญลักษณ์ของกรุงเทพๆ คือ เสาชิงช้า ที่อยู่ด้านหน้าวัดสุทัศน์เทพวราราม หลังจากเข้าไปขอพรจากหลวงพ่อศรีศากยมุณี ก็ไม่ลืมไปด้านหลังท่านเพื่อชื่นชมภาพสลักศิลา ที่มีอายุมากกว่าสองพันปี ( แต่แสงสว่างไม่ค่อยอำนวยให้เรา ) แล้วมานั่งพักเก็บ บรรยากาศโดยรอบ ตากลมเย็นๆแสนสบายด้านนอกอุโบสถที่จะได้สังเกตด้านล่างถ้ดจากหน้าบันของพระวิหาร จะได้เห็นรูปพระนารายณ์ ทรงครุฑ ซึ่งสีกายที่เราของท่านจะสะท้อนไปตามความดีในตัวมนุษย์ที่มอง โดยจะมีสีดำ สีเหลือง สีแดง สีขาว ตามลำดับกับสัดส่วน ของความดีจากดี ไปถึงดีที่สุด ต้องเร่งฝีเท้า เพราะอุโบสถปิดเวลา 12.00 น.

และก็มาถึงวัดบวรนิเวศวิหาร เข้าไปสักการะพระพุทธชินสีห์ และไม่ลืมที่จะ ไปเช่าพระไพรีพินาศที่ตำหนักซ้ายกลับไปบูชาที่บ้าน เสียดายที่มีบางส่วนของวัดอยูในขณะบูรณะจึงไม่ได้เก็บบรรยากาศนัก ออกจาก วัดบวรฯ ก็ย่ำเท้าผ่านถนนไกรสีห์ ที่ข้างทางดาษดื่นไปด้วยร้านขนมมากมาย และยังได้ลองลิ้มชิมรสของขนมฝรั่งกุฏีจีน ย่ำมาเรื่อยๆจนถึง จุดหมายอีกที่ที่จะข้ามเรือจากท่าช้าง เพื่อไปท่าวัดระฆัง ด้วยอัตราค่าโดยสารเพียง 3.50 บาทเท่านั้น ที่สองทางก่อนถึงท่าเรือจะพบกับ ร้านอาหารทั้งคาวหวาน มีหลายหลาย ให้รองท้องได้อิ่มอร่อย อย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยวแคระ ข้ามหมูแดง ขนมปังอบใหม่ๆ น้ำส้มคั้นสดๆ น้ำผลไม้ปั่น สตอเบอรรี่สดผลโตๆ พอถึงท่าวัดระฆังแรกเห็นตลอดสองข้างทางจะเต็ม ( เกือบจะแออัด ) ไปด้วยบรรดาร้านค้าสารพัด ปลา และหอยขมของทางร้านเรียงรายเตรียมไว้ให้ผู้ประสงค์ และมีจิตศรัธาปล่อยลงแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านหน้าวัด และยังมีขนมปังเพื่อให้ ทานแก่ปลามากมาย ก่อนจะถึงวัดระฆังโฆสิตาราม จากนั้นไปสักการะหลวงพ่อโต ในห้องติดแอร์ พร้อมกับตักน้ำมนต์ที่มีถุงพร้อมสำหรับ ผู้คนที่ต้องการนำกลับบ้าน และรอบๆยังมีหอไตร ซึ่งเป็นตำหนักเดิมของรัชกาลที่ 1 ให้ชื่นชมอีกด้วย และสถานที่สุดท้ายของทริปนี้คือ ภูเขาทอง หรือที่เรียกอีกชื่อว่า บรมบรรพต ที่ต้องใช้กำลังแรงในการย่ำเดินขึ้นไปสักเล็กน้อย ขณะที่เข้ามาในบริเวณภูเขาทอง จะได้สัมผัสด้วยความเย็นจากไอของต้นไม้อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นอากาศที่ได้รับจากตัวเมืองหลวงอย่าง กรุงเทพฯ และยังได้ความรู้เล็กๆน้อยๆ จากชื่อต้นไม้นานาชนิดที่ติดป้ายไว้อีกด้วย ส่วนทางเดินขึ้น-ลง มีสองทาง ไม่ชัน ไม่ลำบากเลย เป็นบันไดตลอดทางเดินสบายๆ ยิ่งสูง ยิ่งได้รับลมแรงขึ้นไปเรื่อยๆ ตามทางเดินจะเห็นกับข้อคามที่ติดไว้ให้เป็นข้อคิด และยังได้ฟังคำ เทศน์จากเครื่องกระจายเสียงอีกด้วย และยังได้แวะมาที่ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งนับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดี เยี่ยมระดับหนึ่ง ทั้งการจัดแสดงและการบริการ ถึงแม้จะได้เยี่ยมชมเพียงเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง และดึงดูดให้กลับมาอีกครั้งเพื่อศึกษา ให้มากกว่าครึ่งชั่วโมงที่มีจำกัดในครั้งนี้ และได้จบลงที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านที่จะต้องไปโบกรถประจำทางกลับ
Vanda…. |