|
ฉันตัดสินใจไปเที่ยวภูทับเบิก เพราะได้ข่าวว่าเป็นภูที่สูงที่สุดในเพชรบูรณ์ แต่ไม่ได้นอกใจเขาค้อแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของเพชรบูรณ์หรอกนะ เขาค้อก็ยังมีเสน่ห์อยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ขอไปลองสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ บ้าง
ฉันไปครั้งแรกในเดือนธันวาคม เราใช้เส้นทางสายกรุงเทพ-หล่มสัก ไปถึงตัวอำเภอหล่มสักหาของกินอร่อยๆ ตอนเย็น แวะซื้อของใช้ของกินที่จะเตรียมขึ้นภูในวันพรุ่งนี้ ที่ตลาดโต้รุ่งหล่มสัก ซึ่งรับประกันว่าผักผลไม้ถูกมากๆ แล้วก็มีอาหารสดหลายอย่างทั้งทะเลหรือไม่ทะเล เมื่อได้ครบตามต้องการแล้วเราก็กลับไปนอนพักเอาแรงที่บ้านเพื่อนที่จะเป็นไกด์มาเราไปเที่ยว
คณะที่มาจากกรุงเทพตื่นตั้งแต่ตีสี่เพราะคิดว่าจะต้องเดินทางอีกไกลกว่าจะถึงภูทับเบิก ปรากฏว่าเพื่อนเราที่เป็นเจ้าของพื้นที่บอกว่าสามารถใช้เส้นทางลัดจากสี่แยกน้ำพุงขึ้นไปภูด้วยระยะทาง 40 กม. เท่านั้น แต่ก็เหอะ ลงทุนตื่นเช้าแล้วนี่ ก็เดินทางแต่เช้าเลยละกัน แล้วเราก็ไม่มีผิดหวังกับเส้นทางนี้เพราะต้องขับรถขึ้นเขาจริงๆ ทางขึ้นที่เป็นทางคดเคี้ยว ลาดชันประกอบกับทิวทัศน์ที่เป็นภูเขาน้อยใหญ่ การได้เห็นพระอาทิตย์ค่อยๆ โผล่พ้นแนวภูเขาออกมาตัดกับเมฆหมอกที่ลอยอย่างอ้อยอิ่ง เป็นสวรรค์ของนักเดินทางจริงๆ ทำเอาตื่นเต้นกันใหญ่ ขับรถผ่านหมู่บ้านที่มีสายน้ำไหลผ่านแล้วชื่อหมู่บ้านก็ช่างน่าอภิรมย์จริงๆ “บ้านดอยน้ำเพียงดิน”ฟังแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ชาวคณะร่ำร้องจะถ่ายรูปทั้งๆ ที่ทางก็แสนจะลาดชัน ในที่สุดก็สมใจอยากมาถึงจุดชมวิวพอก้าวขาลงจากรถ โอ้โห แม่เจ้าอากาศมันช่างหนาวจับใจจริงๆ ต้องรีบควักผ้าพันคอผืนสวยออกมาอวดกันให้สนุกสนาน จากนั้นเราตัดใจเดินทางต่อไปที่บ้านภูทับเบิกที่ที่มีภูเขากะหล่ำปลี แล้วก็จริงๆ ด้วยสิ ภูเขาหลายลูกกลายเป็นสถานที่ปลูกกะหล่ำปลีซ้อนกันเป็นชั้นๆ สวยไปอีกแบบ แวะไปที่หมู่บ้านมีของที่ระลึกจากชาวเขานำมาวางขาย เลือกซื้อตุ๊กตุ่น ตุ๊กตาชาวเขากันพอสมควรก็โบกมืออำลาภูทับเบิกเนื่องจากตั้งใจจะไปปักหลักนอนที่ภูหินร่องกล้า ซึ่งหากจากภูทับเบิกประมาณ 10 กว่าโลได้นะ
ไปถึงภูหินร่องกล้า ตอนเกือบ 10 โมงตัดสินใจไปเที่ยวน้ำตกหมันแดงกันก่อน เห็นป้ายบอกทาง 3.5 กม. ได้แต่แอบคิดในใจว่าไม่เท่าไรหรอก ปรากฏว่าไปทางที่ต้องขึ้นเขาลงเขาตลอด ทางแสนจะทรหดถือเป็นเส้นทางพิสูจน์ความแข็งแกร่งได้เยี่ยมทีเดียว เหนื่อยสายใจแทบขาด แต่พอไปเห็นน้ำตกนะ ยิ่งใหญ่มากจริงๆ มีหลายชั้นมากแต่ด้วยเวลาที่มีจำกัดทำให้เราเที่ยวได้แค่ 3 ชั้น ซึ่งก็ถือว่าคุ้มมากแล้ว(เอาเป็นว่าไม่เคยเห็นน้ำตกไหนสวยเท่านี้มาก่อนเลยจริงๆ ) แวะทานอาหารเที่ยงแบบง่ายๆ ที่น้ำตก ซึ่งต้องเตรียมไปเอง ข้างในไม่มีบริการแต่เราชอบมากเลย เพราะมันยังคงสภาพความป่าได้อย่างดีเยี่ยม แค่ข้าวเหนียวกับไข่ต้มที่เตรียมเข้าไปก็อร่อยกันได้แล้ว ขากลับตัดใจโบกมือลาน้ำตกแล้วก็เดินกลับมาถึงที่ทำการน้ำตกเกือบ 4 โมงเย็น รีบขับรถไปที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ไปจับจองที่กางเต็นท์ ซึ่งบ้านพักเขาก็มีให้บริการแต่พวกเรายังวัยรุ่นอยู่นี่นะ ขอนอนเต็นท์ดีกว่า ซึ่งจะนำไปเองหรือไปเช่าที่นั่นก็ได้ ได้โซนที่เป็นป่าสน สามารถประกอบอาหารได้ เข้าทางพวกเราเลยแหละ ประมาณ 5 โมงจัดแจงกางเต็นท์เสร็จ รีบขับรถไปที่ลานหินปุ่ม ลานหินแตก ที่อยู่ไม่ไกลกันมากเพื่อไปดูพระอาทิตย์ตก พอไปถึงเดินผ่านลานหินที่เป็นตะปุ่มตะป่ำเนี่ยประมาณ เกือบหกโมงถึงจุดที่พระอาทิตย์กะลังตกพอดี ว้าว-ว้าว คุ้มจริงๆ เสร็จแล้วรีบกลับมาที่กางเต็นท์ ผู้หญิงเตรียมอาหาร ผู้ชายก็เข้ามาช่วยตามอัธยาศัย พี่ชายใจดีของเราก็หยิบกีตาร์คู่ใจออกมาร้องๆ เล่นๆ ให้พวกเราเพลิดเพลิน ตกเย็นทำอาหารกินกันเอร็ดอร่อย คลอเคลียไปกับลม หนาวที่พัดผ่านให้ได้หนาวใจเล่น ยิ่งเป็นคนโสดด้วยแล้วละก็ถึงกับมองค้อนคนมาเป็นคู่ด้วยความอิจฉา กว่าจะเฮฮาปาร์ตี้กันเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน รีบชักชวนกันไปอาบน้ำที่ทางอุทยานมีไว้บริการ แล้วนอนพักเอาแรงท่ามกลางแสงดาวละลานตา เป็นคืนที่หลับอย่างเป็นสุข
ตื่นขึ้นมาแต่เช้า สายหมอกตัดกับยอดต้นสน สวยเกินจะบรรยาย รีบเด้งจากเต็นท์มาก่อเตาถ่านต้มน้ำดื่มกาแฟ กะขนมปังทาเนยที่อาศัยปิ้งบนเตาถ่านนั่นเลย กาแฟยี่ห้อเดิม ขนมปังยี่ห้อเดิม แต่ทำไมวันนี้มันอร่อยกว่าเดิมก็ไม่รู้ กินเสร็จเก็บกวาดสถานที่เรียบร้อยก็เก็บเต็นท์เดินทางกลับ เพราะพรุ่งนี้ต้องไปใช้ชีวิตแบบเดิมที่เมืองกรุงแล้วนี่ ขากลับลงมาจากภู เด็กๆ ชาวเขายืนตามทางเป็นกลุ่มคอยโบกมือ บ๊าย.บายให้พวกเรา เด็กตัวเล็กๆ ที่ขี้อายก็หลบอยู่ข้างหลังแต่ก็ยังโผล่หน้าออกมาส่งยิ้มให้ .. จะหาบรรยากาศแบบนี้ได้จากที่ไหนอีกนะ.. |