|

ช่วงเวลาเพียงสั้นๆ 3 วันกับ 3 คืนที่สัมผัสกับธรรมชาติเต็มๆ และแสนจะมีความสุขที่ระยะทางไม่ได้ไกลหนักหนา อะไรจากกรุงเทพฯ ด้วยการเริ่มต้นเดินทางยามดึกประมาณ 4 ทุ่มเศษจากท่ารถหมอชิตด้วยรถประจำทาง แถมยังได้พักผ่อน เต็มที่บนรถก่อนจะถึงจุดหมายปลายทางแรกของเราคือ "ผานกเค้า" ด้วยอากาศที่แสนเย็นสบายยามเช้ามืดวันแรกของทริป ยังต้องรอเวลาคิวรถสองแถวกับรอจองคิวรอขากลับ ด้วยการปูเสื่อเอนหลัง พักสายตากันเกลื่อนกลาดแต่เป็นกันเองหลังร้านค้า และเพิ่มพลังงานที่ต้องใช้ทั้งวันกับการเดินเท้าด้วยอาหารมื้อเช้าก่อนจองคิวรถ
พอถึงเวลาอันสมควร ( เจ้าของรถสองแถวมา แล้ว ) เราก็เรียงหน้ากันขึ้นจนเต็ม (จนล้นซิถึงจะถูกเพราะมีคนต้องโหนรถอีกถึง 3 คน )เพื่อจะไปให้ถึงตีนภูกระดึง แล้วถึงได้ ไปดูรายละเอียดในที่ทำการอุทยาน ว่าบนภูจะมีอะไรให้เราได้สัมผัสบ้าง จากนั้นก็ไปจองเต้นท์ พร้อมกับอุปกรณ์ซุกหัวนอน กับเอาสัมภาระอันแสนจะหนักอึ้งของเราไปชั่งน้ำหน้ก ลงบันทึก จ่ายตังค์ เพื่อส่งต่อให้ลูกหาบ ซึ่งได้ยินมานานกับคำร่ำลือ จนได้มาเห็นตาเองสักครั้ง ขอบอกว่าลูกหาบทุกท่านไม่เกี่ยงอายุว่าต่างกันแค่ไหน แข็งแรง อดทนกันอย่างแรง พร้อมกับ ลงบันทึกเข้าโครงการ " อาสาพิทักษ์ภูกระดึง " เพียงแค่การเก็บขยะที่เราได้นำขึ้นไปใช้บนภูกระดึงมากกว่า 1กิโลกรัมกลับลง มาที่จุดลงทะเบียน แค่นี้เราก็ได้ทำประโยชน์ให้แก่ธรรมชาติ ที่ให้ความสุขแก่พวกเรา และเรื่องเส้นทางที่เราจะต้องฝ่าฟัน ในการเดินทางขึ้นไปบนภูกระดึงจาก ปางกกค่า ซำแฮก ซำบอน ซำกกกอก ซำกอซาง พร่านพรานแป ซำกกหว้า ซำกกไผ่ ซำกกโดน ซำแคร่ หลังแป โดยแต่ละช่วงก็จะแตกต่างไปด้วยป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าสนเขา...

จากนั้นก็ตั้งใจไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ด้านขวามือ จะเห็นทางเดินเบี่ยงไปให้สักการะอย่างสะดวก และแล้วก็เริ่มต้นด้วย การหาผู้ช่วยแสนวิเศษคือ ไม้เท้าจากถ้งไม้เท้าที่ทางอุทยานได้จัดเตรียมไว้ให้พอควร ซึ่งเป็นการผ่อนแรงในการปีนป่ายทั้ง ขาขึ้นและขาลงได้เป็นอย่างดี แต่ละในช่วงที่เดินทางที่ส่วนมากมักเป็นชื่อที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า " ซำ " ยังมีร้านค้าตามรายทาง คอยอำนวยความสะดวกทั้งอาหาร - เครื่องดื่ม - ขนม และคำพูดคำจาที่เป็นมิตรมากๆ ในเรื่องสภาพอากาศ ระยะทางที่รอพวก เราอยู่ข้างหน้า กิจการร้านค้าของพวกเค้า ส่วนเรื่องอาหารถึงแม้จะเป็นเมนูธรรมดาที่คุ้นเคยอย่างไข่เจียว หมูทอดกระเทียม พร้อมด้วยข้าวเหนียว แต่ความอร่อยย้ำเลยว่าโดนใจ ส่วนร้านค้าบนภูโดยเฉพาะบริการที่เหนือความคาดหมายของอย่างเช่น ชาร์ตแบตเตอรี่มือถือ ชาร์ตแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูป การให้ไฟฉายใหญ่ส่องทางกลับเต้นท์ฟรี ! พร้อมหน้าตาที่ยิ้มแย้มเป็นกัน เองเสมอๆทุกวัน แถมยังมีบริการชาร้อนเติมไม่อั้นที่ไม่ต้องจำกัดชั่วโมงการลิ้มรสเหมือนในเมืองกรุง ส่วนเมนูที่ต้องยกนิ้วให้ สองข้างเลยคือ ไข่กะทะ อร่อยสุดยอด..
กลับมาต่อที่สภาพการเดินทางที่ช่วงหลังจากชัน เป็นชันมากทั้งต้องปีนป่าย ก้อนหิน ก้อนดิน บันได พอถึงหลังแปจากนั้นก็เป็นทางราบแถมด้วยบรรยากาศรายล้อมไปด้วยตันสนเล็ก ใหญ่ เดินสบายๆพักเดียว ก็ถึงที่ทำการอุทยาน ติดต่อเต้นท์ และอุปกรณ์ซุกหัวนอนของจริง ติดต่อกระเป๋าใบยักษ์จากลูกหาบ ( ผู้แข็งแรงและอดทน) ทิ้งสัมภาระไว้ในเต้นท์ได้อย่างสบายใจแล้วเดินเที่ยวไปยังน้ำตกวังกวาง ซึ่งอยู่ใกล้อุทยานที่สุด ตามเส้นทางเดินโรยไปด้วย ดอกไข่ดาว ความรู้สึกเหมือนกับว่าทอดไข่ดาวหลายๆใบพร้อมกันในกะทะใบโต ไม่คิดว่าจะได้สัมผัสน้ำตกที่อุดมไปด้วยน้ำ มากมาย คือยังไม่ถึงตัวน้ำตกก็ได้ยินเสียงน้ำกระทบกับหินมาแต่ไกล แต่คงไม่มีโอกาสได้ลงเล่นน้ำตกแน่ๆ เพราะอากาศ ช่วงหัวค่ำเริ่มเย็นพอสมควร ไม่ควรเสี่ยงกับการไม่สบายเป็นอันขาด ขากลับจากน้ำตกวังกวางมาที่ลานกางเต้นท์ได้สัมผัสกับ บรรยากาศ ต้นสนสีทอง จากการตกกระทบของพระอาทิตย์ที่ใกล้จะลับขอบฟ้า สวยงามมากๆ พร้อมกับเจ้ากวาง-เจ้าบ้าน ซึ่ง เป็นสัญลักษณ์ของภูกระดึงไปซะแล้ว มันดูเชื่องและคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี
เช้าวันที่สองของทริปนี้ ด้วยจักรยานหฤโหด กับผู้นำทางของอุทยาน เริ่มต้นแรกด้วยการสักการะองค์พระ ซึ่งใกลัๆ ก็อบอวลไปด้วยต้นสนแสนสวย ( อีกแล้ว ) ต่อเนื่องกันด้วยการเดินป่าระยะทางสั้นๆ แต่ก็ได้เหงื่อเหมือนกัน เพราะต้องเร่ง ฝีเท้าเพื่อจะได้ไปให้ครบทุกผา และทุกน้ำตกตามแผ่นพับและเส้นทางที่วางแผนไว้ เดินป่าครั้งนี้ก็ได้เจอกับสัญบลักษณ์ของ ภูกระดึงอีกอย่างคือ ใบเมเปิ้ล ถึงแม้จะไม่แดงสดไปทั่วทุกสารทิศอย่างในนิตยสารที่เคยดูมา แต่ได้เห็นก็เหมือนมาถึงภูกระดึง เข้าแล้ว เย้..เย้ แถมด้วยต้นไม้นานาพันธ์จากคำแนะนำของผู้นำทาง น้ำตกเพ็ญพบเป็นสถานที่ที่ทำให้เราต้องใช้บริการถุงกัน ทากอย่างจริงจัง เพราะโดนกัดจนเลือดไหลซิบๆ หลังจากเล่นน้ำแรงและเย็นชื่นใจมากๆ แต่ต้องระวังในการเดินไปน้ำตกนี้ เพราะพื้นที่เดินจะมีหลุมเล็ก ใหญ่มากมาย ถ้าประมาทอาจจะได้แผลใหญ่ได้ ส่วนน้ำตกที่ประทับใจมากคือน้ำตกถ้ำสอเหนือ ที่ต้องเสียเหงื่อก่อนที่จะได้ชื่นชมน้ำตกที่อุดมไปด้วยสายน้ำแรง สูง และสวยงามมาก และก็ปั่น..ปั่น..จักรยานแทบขาลาก ไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องหยุดพักเป็นระยะเอาเงาต้นสนบังแสงแดดจัดยามเที่ยงวัน ปั่นผ่านทั้งเส้นทางโคลน เส้นทางลาดชัน เส้นทาง ทางขรุขระด้วยหิน ด้วยสะพานไม้ ด้วยทางน้ำที่เป็นลำธารตี้นๆทั้งทางที่มีแต่ทรายจนเป็นเหตุให้รถจักรยานล้มได้ง่ายๆ พร้อมกับ แดดจัดยามเที่ยง และบ่ายของวัน
ผาที่ติดตาต้องใจในความรู้สึกมากๆ คือ ผาเหยียบเมฆ ( ตั้งได้สมชื่อจริงๆ ) เป็นผาที่ได้พักทานมื้อเที่ยง ด้วย บรรยากาศที่กว้างขวาง โล่ง สะอาดตา เงียบสงบมีเพียงร้านค้าน้อยนิด ไม่แออัด ในระหว่างทางจักรยานหฤโหด พี่ที่นำทาง จะหยุดชี้ให้ดูบรรดาพืชพันธ์ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติสีสดสวยอย่างเช่น หยาดน้ำค้าง , หม้อข้าวหม้อแกงลิง ( ถ้ามากันเองคง ไม่มีโอกาสได้เห็นแน่ๆ ) อีกผาหนึ่งที่คงจะลืมไม่ลง และอดกล่าวถึงไม่ได้คือ ผาจำศีล เป็นผาที่ไม่ได้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายเหมือนอย่าง ผาหล่มสัก เหมาะแก่การชมพระอาทิตย์ตกดินอีกผาหนึ่ง ( ส่วนผายอดฮิตและเป็นสัญลักษณ์ของภูกระดึงคือ ผาหล่มสัก ) แล้วปั่นจักรยานมาจบสุดท้าย ท้ายสุดที่ผาจำศีลซึ่งอากาศเริ่มเย็นมากซะแล้ว กับช่วงเวลาพลบค่ำของอีกวัน แต่โชคดีที่มี ถุงมือจากร้านเช่าจักรยานให้มาได้ใช้ประโยชน์ ช่วยบรรเทาความหนาว และกันกระแทกของมือจากการปั่นจักรยาน กลับ มาพักผ่อน ด้วยอาการระบม ปวดแขน ปวดขา ปวดก้น จากเส้นทางจักรยานหฤโหดของเราเลือกกันเอง แต่ก็ได้ผ่อนคลาย ด้วยยานวด ยาหม่องที่พกไปด้วย กับอาการที่เริ่มหนาวๆร้อนๆคล้ายจะเป็นไข้จากแดดและลมตลอดทั้งวัน ก็บรรเทาด้วยพาราเซตามอลก่อนนอน
สายๆของเช้าวันสุดท้ายของทริปด้วยอากาศเย็นๆ แต่อบอุ่นยิ่งขึ้นหลังจากได้อาบน้ำซึ่งทางอุทยานมีเพียง พอสำหรับนักท่องเที่ยวปริมาณมากอย่างเราเรา แต่ยังต้องอดทนกับร่างกายที่ระบมจากจักรยานหฤโหด ( ถึงแม้จะไม่มาก เหมือนคืนก่อนนอน ) เรายังต้องเดินทางกลับด้วยเส้นทางเดิม (ขาขึ้น) แต่ต้องควบคุมการเดินทางขาลงมากกว่าขาขี้น เนื่อง จากเส้นทางลาดชัน และถ้าไม่ระมัดระวัง บวกกับไม่มีไม้เท้าละก็คงจะได้หน้าคะมำไปหลายครั้งแล้ว
|