|
อิ่มบุญ อิ่มใจ อิ่มความสุข
โดย Araysia
“วันวิสาขบูชา และ วันงดสูบบุหรี่โลก”
“วิสาขบูชา” ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งในปีนี้ ตรงกับวันที่ 31 พ.ค. 2550 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน การประกอบพิธีและบทสวดมนต์ในวันวิสาขบูชาก็จะมี การทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา ไปเวียนเทียน เป็นต้น. แต่สิ่งที่เราควรจะทำทุกวัน ก็คือ การทำความดี สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ดีงาม ส่งผลกับตัวของเราเอง
ตอนนี้รู้สึกสดชื่นมาก ฉันตื่นนอนตั้งแต่ 7 โมง มาสูดอากาศบริสุทธิ์ บริเวณบ้าน ทั้งต้นไม้ ดอกไม้ อย่างน้อย ก็ยังมีสีเขียว ให้ชุ่มตา ชุ่มใจ เมื่อคืนอยู่ ดูทีวีไป ทำการบ้านไปพลางๆ จนกระทั่ง ถึง 4 ทุ่ม ก็รู้สึกง่วงแล้ว ไม่แน่ใจว่าจะเพลียเพราะ เวลาดึกแล้ว หรือ เพลีย เพราะ การบ้านที่ต้องทำกันแน่
เดินทางออกจากบ้าน(รามอินทรา) ไปทางถนนบางนา ผ่านทางร่มเกล้า ผ่านถนนกิ่งแก้ว ผู้คนไม่หนาแน่น คนขับรถประจำครอบครัวของเรา ก็ขับรถไปอย่างสบายๆ ฉันนั่งมองบรรยากาศ สองข้างทาง ปล่อยให้พ่อ ขับรถ ไปเรื่อยๆ ไม่เร็ว ไม่ช้า แต่สบายๆ มีเสียงเพลงคลอไปตลอดทาง แค่ได้ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์นอกเมือง มองเห็นตึกสูง น้อยลงไปบ้าง เริ่มเห็นภูเขา แม่น้ำ หรือ ท้องฟ้า หรือสถานที่ที่แตกต่าง จากมุมมองของเมืองกรุง ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ในชีวิตบ้าง
และแล้วก็เดินทางมาถึงจุดหมายแรกของวันนี้ “หลวงพ่อโตวัดบางพลีใหญ่ใน” ตามตำนานกล่าวว่า หลวงพ่อเป็นพระพุทธรูปลอยน้ำ มาจากทางเหนือ มีด้วยกัน 3 องค์ แล้วแยกย้ายกันขึ้นบก ตามจังหวัดต่างๆที่ประชาชนอาราธนาขึ้น ประกอบด้วยหลวงพ่อวัดบ้านแหลม (ปางอุ้มบาตร) เป็นองค์พี่ หลวงพ่อโสธร (ปางสมาธิ) เป็นองค์กลาง และ หลวงพ่อโต (ปางสมาธิ) เป็นองค์ใหญ่ที่สุด แต่เป็นองค์น้องสุดท้อง หลวงพ่อบ้านแหลมลอยไปตามแม่น้ำแม่กลอง แล้วขึ้นประดิษฐานที่วัดบ้านแหลม (วัดเพชรสมุทรวรวิหาร) จังหวัดสมุทรสงคราม องค์กลาง คือ หลวงพ่อโสธร กลับลอยทวนน้ำไปถึงวัดเสาทอน ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วขึ้นประดิษฐานที่วัดนี้ ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโสธร (วัดโสธรวรารามวรวิหาร) ส่วนองค์สุดท้อง คือ หลวงพ่อโต ลอยเข้าไปในคลองสำโรง แม่น้ำเจ้าพระยา ประชาชนจึงทำแพผูกติดกับองค์ท่าน แล้วใช้เรือพายจูงไปตามลำคลอง เมื่อถึงวัดบางพลีใหญ่ใน ท่านก็แสดงปาฏิหาริย์อีกครั้ง คือ จะพายเรือจูง ท่านไปอย่างไร ท่านก็ไม่ไป ประชาชนอาราธนาขึ้นประดิษฐานที่วัดบางพลีใหญ่ใน (วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม) จังหวัดสมุทรปราการ ฉันเสี่ยงเสียมซี ได้ใบที่ 26 ใบสุดท้าย คำทำทายไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ เลยวางไว้ที่เดิม แม่ได้ ใบที่ 1 คำทำนายดี แม่เลยหยิบมาด้วย
ไปทำบุญไหว้พระต่อที่ “วัดบางพลีใหญ่กลาง” เป็นที่ประดิษฐานพระนอนองค์ใหญ่ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสีหไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทำบุญซื้อหลังคาวัด และ เราก็ถวายสังฆทาน กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล พ่อ นั่งคุยกับพระอาจารย์ พ่อบอกว่า พ่อเคยพาฉันมาตั้งแต่สมัยที่ โบสถ์ยังไม่มีหลังคา จนกระทั่งตอนนี้ เปลี่ยนไปเยอะเลย อะไรๆ ก็เริ่มเจริญขึ้นเรื่อยๆ ฉันก็เดินไปดูรอบๆ พระนอนท่านองค์ใหญ่ แม่ยังคงพาฉันเสี่ยงเซียมซี ฉันก็ได้ใบที่ไม่ค่อยจะดีเหมือนเดิม ส่วนแม่ ก็ได้ ใบดีๆ เหมือนเดิม เวลาเสี่ยงเซี่ยมซี ฉันก็จะอธิษฐาน โดยส่วนมาก คำทำนายที่ฉันได้รับก็เป็นแบบนี้ แต่ฉันก็จะพยายามคิดดี ทำดี ไปเรื่อยๆ เผื่อจะช่วยลบล้าง ความชั่วร้ายต่างๆ ทั้งที่เคยทำในอดีต และในปัจจุบัน เพื่อบรรเทาบาปต่างๆ ที่เกิดโดยตั้งใจ และไม่ตั้งใจลงไปบ้าง การทำบุญ เราก็รู้ว่าทำได้หลายแบบ ขอให้เราทำเถอะ มันก็ดี สุขใจทั้งนั้น “ กิเลศน่ะ ปล่อยวางบ้านเถอะนะ
ถ้าตัวเรานั้น อยากจะพ้นมัน
อยู่ในโลกธรรม ให้ละอบาย ฝึกให้ใจ จงคิดแต่สิ่งดี ”
พอทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็ได้โอกาสเดินดูรอบๆบริเวณวัดสักหน่อย สังเกตว่า ต้นไม้เยอะมาก จากที่เดินดูรอบๆแล้ว พอมาทำบุญไหว้พระ อยู่ดีๆ ก็นึกถึงเพลงๆหนึ่งขึ้นมา ที่เคยรำเมื่อตอนปีที่แล้ว ฉันเองรำเป็นบุษบา ถ้าจะให้รำตอนนี้ ก็คงพอรำได้อยู่ แต่ก็ต้องใช้เวลาฝึกใหม่สักระยะ ถึงจะรำได้งดงาม และอ่อนช้อย เท่าเดิม ลองไปดูเนื้อเพลงกัน เผื่อจะคุ้นๆ เพลงนี้เข้ากับบรรยากาศเลย
เพลงบุษบาเสี่ยงเทียน
“ เทียนจุดเวียนพระพุทธา
ตัวข้า
บุษบาขออธิษฐาน
เทียนที่เวียนนมัสการ
บันดาลให้ หทัยสมปรารถนา
ดลจิตอิเหนา ให้เขามารักข้า
ขอองค์พระปฏิมา เมตตาช่วยคิดอุ้มชู
ขอเทียนที่เวียนวน ดลฤทัยสิงสู่
ให้องค์ระเด่นเอ็นดู อย่าได้รู้คลายคลอน
* อ้า องค์พระพุทธา
ตัวข้า บุษบาขอกราบวิงวอน
ข้าสวดมนต์ขอพระพร
วิงวอนให้ หทัยระเด่นปรานี
รักอย่าเคลือบแฝง ดังแสงเทียนริบหรี่
ขอองค์ระเด่นมนตรี โปรดมีจิตนึกเมตตา
ขอเทียนที่เสี่ยงทาย ดลให้คนรักข้า
รักเพียงแต่บุษบา ดั่งข้านี้ ตั้งใจ ”
แสงเทียน แม้จะส่องสว่างเพียงหนึ่งเดียวในความมืดมิด หากแต่สามารถนำชีวิตให้ก้าวต่อไปได้
ขับรถไปต่อที่บางปู ก็ยังคงอยู่ที่จังหวัด สมุทรปราการ ไม่เคยมา เป็นครั้งแรกที่ได้มา ชอบๆๆๆๆ ชอบจริงๆเลย ลงจากรถ ฉันก็ไม่พลาดที่จะหายใจสูดอากาศของที่นี่ ให้เต็มปอด สดชื่น กลิ่นอายของทะเล มีลมทะเลพัดผ่านมาเบาๆ อากาศดีจริง คนก็ไม่เยอะมากนัก มาถึงก็ไปเดินเล่น ชมทัศนียภาพต่างๆ บันทึกไว้ในความทรงจำ และบนเลนส์ ไม่ลืมที่จะเก็บภาพประทับใจ สามารถจดรถไว้ได้ตรงเลนกลาง หรือจอดไว้ตรงที่ที่ จอดรถข้างนอก แล้วเดินรับลมชมวิวมาเรื่อยๆ ก็ได้
สถานตากอากาศบางปู ตั้งอยู่ริมทะเลและป่าชายเลน
มีนกน้ำหลายพันธุ์ แต่นกที่ ทุกคนรู้จักที่นี่ คือ “นกนางนวล” (แต่ช่วงที่ฉันไปไม่มีหรอกนะ แต่มีเรื่องเกี่ยวกับนกนางนวลมาฝาก) ในอ่าวไทยมีนกนางนวลอยู่ 2 ชนิด คือ นกนางนวลใหญ่ เมื่อนกนางนวลมันบินเหนื่อยแล้วชอบลงลอยตัวบนผิวน้ำทะเล และอีกชนิดหนึ่ง คือนกนางนวลแกลบ มีในน่านน้ำไทยถึง 15 ชนิด นกนางนวลที่มาอาศัย
อยู่ในสถานตากอากาศบางปูเป็นนกที่ทำรังวางไข่อยู่รอบ ๆ ทะเลสาบต่าง ๆ ในทิเบตและมองโกเลีย ในฤดูร้อน (ตรงกับฤดูฝนในประเทศไทย) พอลูกโตแข็งแรงสามารถบินได้ในระยะไกลแล้ว ก็จะพากันบินลงมาหากิน
ตามชายทะเลในมหาสมุทรอินเดียจนถึงอ่าวไทย จะย้ายถิ่นถึงอ่าวไทย
ในราวต้นเดือนพฤศจิกายน
นกนางนวลรุ่นหนุ่มสาวจะมีหัวสีขาว มีจุดสีน้ำตาลคล้ำบริเวณขนคลุมหู
พอถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์มันจะเปลี่ยนสีสัน สำหรับเลือกคู่ผสมพันธุ์
โดยเริ่มมีขนสีน้ำตาลดำที่หัว เมื่อได้คู่แล้วก็จะทยอยบินกลับไปวางไข่
บนที่ราบสูงใกล้ ๆ ทะเลสาบในประเทศทิเบตและมองโกเลียใหม่ มักจะเริ่ม
บินย้ายถิ่นกลับในราวเดือนเมษายนและพวกสุดท้ายจะกลับปลายเดือน
พฤษภาคม นกนางนวลชอบโฉบคาบเศษอาหารและเศษปลาที่ชาวเรือทิ้งลอยไป
บนผิวน้ำ ทำให้ของเน่าเหม็นบนผิวน้ำทะเลหมดไป นางนวลจึงเป็นนก
ที่ทำให้วิวทิวทัศน์ตามชายทะเลดูสวยงามน่าท่องเที่ยวน่าชมยิ่งขึ้น
กล้องไม่ค่อยเป็นใจเลย รู้สึกว่ามันจะมัวๆ อยู่ แต่บรรยากาศดีมากมาย
เค้าบอกว่ามาชมฝูงนกนางนวลที่สถานตากอากาศบางปู ทำให้รู้ว่าฤดูฝนได้ผันผ่านไป ฤดูหนาวกำลังจะมาเยือน |