|
จากด่านซ้าย ถึง ลำน้ำเข็ก
โดย ดาวเหนือ
เมื่อไม่นานมานี้ เราได้มีโอกาสไปจังหวัดหนึ่ง เป็นจังหวัดที่ใครตั้งใจจะไปก็ไปไม่ถึง หรือว่าใครจะบังเอิญผ่านไปก็ไปไม่ถึง เกริ่นมาเท่านี้คาดว่าทุกคน ก็คงพอจะเดาออกแล้วใช่มั้ยค่ะ ว่าจังหวัดที่เราพูดถึงนี้ คือจังหวัดอะไร ถูกต้องแล้วค่ะ จังหวัดที่เราพูดถึงก็คือ “จังหวัดเลย” นั่นเอง แต่ว่าการเดินทางในคราวนี้ไม่ได้ไปถึงตัวอำเภอเมืองเลยหรอกนะ เพราะเป้าหมายของการเดินทางไกลครั้งนี้ อยู่ที่ “เทศกาลผีตาโขน” ในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยค่ะ ด่านซ้ายเป็นอำเภอเล็กๆในจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของอีสานบ้านเฮา เป็นเมืองที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อน ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม และด้วยความที่เป็นภูเขาซับซ้อนนี่แหละ จึงทำให้การเดินทางเข้าถึงค่อนข้างจะลำบากซะหน่อย ที่พูดอย่างนี้เพราะเจอมากับตัวเองค่ะ พวกเราออกเดินทางจากกรุงเทพ นครอันแสนวุ่นวายตั้งแต่เวลา 09.00 น. มุ่งหน้าสู่อำเภอด่านซ้ายที่เงียบสงบ ตอนแรกมองจากในแผนที่เราก็คาดกันว่าน่าจะถึงที่หมายตอนบ่ายนิดๆ แต่พอนั่งรถไปจริงๆ หลับๆตื่นๆ ตื่นๆหลับๆ นับรวมกันก็ได้หลายรอบ ก็ยังไม่ถึงซักที คราวนี้แหละค่ะถึงได้บรรลุถึงคำว่า “ภูเขาสลับซับซ้อน” จริงๆ แต่ตื่นสุดท้ายนี่แหละ เราก็ได้เห็นป้ายด่านซ้าย ให้เลี้ยวซ้าย (ด่ายซ้ายสมชื่อจริงๆ)

และแล้วสถานที่แรกพวกเราได้สัมผัสก็ไม่ได้ทำให้ พวกเราผิดหวังเลย ซึ่งก็คือ “วัดเนรมิตวิปัสสนา” เป็นวัดที่มีความสวยงามมากๆ สวยตั้งแต่ประตูทางเข้าเลยก็ว่าได้ และยิ่งได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศอันเงียบสงบ ชื่นชมกับสถาปัตยกรรมต่างๆภายในวัดไม่ว่าจะเป็นพระอุโบสถและเจดีย์ที่สร้างด้วยศิลาแลงทั้งหมด รวมถึงการที่ได้ไปสักการะพระพุทธชินราชจำลองที่เป็นพระประธานในพระอุโบสถ ทำให้ความเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้าจากการเดินทางหายไปเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะ จากวัดเนรมิตรวิปัสสนาพวกเราลงความเห็นกันแล้วว่าควรที่จะไปนมัสการพระธาตุศรีสองรักสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเลย และเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของจังหวัดเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวของพวกเราเอง

เราใช้เวลาเดินทางจากวัดเนรมิตไปถึงวัดพระธาตุศรีสองรักเพียงไม่กี่อึดใจเนื่องจากว่าสองวัดนี้ใกล้กันมาก พวกเราเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้เข้าไปนมัสการองค์พระธาตุ เพราะเราไปถึงก็เป็นเวลาที่วัดใกล้จะปิดแล้ว แต่ด้วยความใจดีของคุณลุงผู้ดูแลจึงเปิดโอกาสให้พวกเราได้เข้าไปสักการะขอพรต่อองค์พระธาตุตามที่ได้ตั้งใจกันไว้ (ต้องขอขอบคุณคุณลุงที่แสนจะใจดีต่อพวกเราค่ะ) อ้อ!! ขอเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับเพื่อนๆที่สนใจจะมานมัสการองค์พระธาตุนะคะ ไม่ว่าดอกไม้ หรือของที่จะนำมานมัสการห้ามเป็นของสีแดงแม้กระทั่งการแต่งกายของคนที่จะมานมัสการก็ห้ามแต่งกายสีแดงนะคะ เพราะเค้ามีความเชื่อกันว่าพระธาตุแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของสันติสุข เพราะฉะนั้นของที่จะนำมานมัสการจึงไม่ให้มีสีแดงค่ะ เพราะเชื่อกันว่าสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของสีเลือดค่ะ

เช้าวันใหม่ในอำเภอด่านซ้ายวันนี้เป็นวันแรกของเทศกาลผีตาโขน งานประเพณีที่โด่งดังข้ามชาติ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอด่านซ้ายไปโดยปริยาย นอกจากการเดินทางมาเที่ยวเทศกาลผีตาโขนจะได้เห็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่แต่งตัวในชุดผีตาโขนที่ดูแล้วแสนจะสวยงามน่ารัก ไม่ได้หน้ากลัวเหมือนชื่อแล้ว พวกเรายังได้เข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นผีตาโขน ที่อยู่ภายในวัดโพน ชัย เป็นสถานที่จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา รวมถึงมุมสาธิตการทำหุ่นผีตาโขนให้เดินดูกันได้อย่างเพลิดเพลิน ทริปนี้ถือได้ว่าได้ทั้งความสุขแถมมีความรู้ติดตัวกลับบ้านซะด้วย จากนั้นจึงมารอดูขบวนแห่ผีตาโขนกันที่หน้าปากทางเข้าวัดโพนชัย พวกเราสนุกสนานกับขบวนผีตาโขนอยู่นานทีเดียว ก่อนที่จะเดินทางไปเข้าพักที่อำเภอภูเรือในตอนเย็นๆ เพื่อที่ว่าพรุ่งนี้เช้าเราจะได้เดินทางไปชื่นชมกับความสวยงามของอุทยานแห่งชาติภูเรือเพื่อพิสูจน์ความเป็นเมืองที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาของจังหวัดเลยอย่างแท้จริง

เช้าวันที่สามของการเดินทาง เช้านี้จุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่อุทยานแห่งชาติภูเรือค่ะ พวกเราเดินทางขึ้นไปถึงจุดสุดท้ายที่รถของเราจะสามารถไปถึงได้ จากนั้นเราต้องเดินด้วยเท้าอีกประมาณ 900 เมตร เพื่อที่จะขึ้นไปยอดภูเรือ จุดที่สูงที่สุดของจังหวัดเลยและมีอากาศหนาวเย็นที่สุดของประเทศ ไม่อยากจะบอกเลยว่า มันเหนื่อยมาก!!! แต่พอไปถึงยอดภูเรือ ได้สัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ ที่เราคงจะไม่ได้เจอหากว่ายังอยู่ในเมืองใหญ่ดังเช่นกรุงเทพฯ ก็ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหายไปกับสายลมอ่อนๆที่พัดมาปะทะกับใบหน้ากับพวกเราทุกคน ทุกคนดูจะตื่นเต้นและมีความสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจนลืมเวลาไปเลย เรากลับลงมายังรถก็บ่ายคล้อย หลังจากนั้นพาหนะคู่ใจของเราก็พาพวกเราเดินทางมุ่งหน้าสู่อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลกสำหรับกิจกรรมสุดท้ายของทริปในวันพรุ่งนี้

วันสุดท้ายแล้ว พวกเราตื่นกันตั้งแต่เช้าด้วยความตื่นเต้น ที่จะได้ไปล่องแก่งลำน้ำลำเข็ก กิจกรรมในครั้งนี้ถือว่าเป็นการล่องแก่งครั้งแรกของหลายๆคน (ในที่นี้ก็รวมผู้เขียนด้วยค่ะ) ดังนั้นเช้านี้ทุกคนจึงเติมพลังกันอย่างเต็มที่ก่อนที่จะออกไปผจญภัย ก่อนล่องแก่งจริงๆจะมีครูฝึกมาซักซ้อมทำความเข้าใจกับผู้ร่วมทีมกันเสียก่อน แล้วระยะเวลาประมาณสองชั่วโมงของการ ล่องแก่งก็ไม่ได้ทำให้พวกเราทุกคนผิดหวังเลย ทุกคนสนุกสนานกันมากมีทั้งเสียงหัวเราะผสมกับเสียงกรี๊ดดังลั่นขณะที่ต้องเจอแก่งแรงๆ เรียกได้ว่าการเดินทางไกลของพวกเราในครั้งนี้ คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มจริงๆ บ่ายนิดๆในพาหนะที่พาพวกเราเดินทางตะลอนๆมาหลายวัน ขณะนี้ในรถเงียบสนิท ไม่มีเสียงใครคุยกับใคร สองข้างทาง ก็เริ่มเปลี่ยนจากป่าไม้สีเขียว มาเป็นทุ่งนาโล่งๆ สุดลูกหูลูกตา ก่อนจะค่อยๆมีตึกโผล่มาให้เห็นเป็นระยะๆ จนกลายเป็นป่าตึก ที่เราหลายๆคนคุ้นเคยกัน มันทำให้ดิชั้นนึกถึงเช้าวันนั้นอีกครั้ง เช้าวันนั้นเวลา 09.00 น. วันเริ่มต้นของการเดินทาง!! |