|
‘ก่อนถึงปาย’
โดย แสวงหา
1
1 ทุ่ม 10 นาที ผมกับเพื่อนรู้ใจ ยังคงยืนเดียวดาย ณ สามแยกแม่มาลัย
กว่า 40 นาทีที่เรายืนรอคอยด้วยความหวัง มีรถไม่น้อยกว่า 10 คันหยุดจอด เมื่อเห็นสัญญาณมือจากชายหนุ่ม-หญิงสาวผู้แบกเป้ใบโตบนกลางหลังอย่างเราสอง แต่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของรถเหล่านั้นมีเจ้าของเป็นชาวแม่แตง จ.เชียงใหม่ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ละแวกนั้น ขณะที่อีก 10 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็จะเดินทางต่อไปอีกไม่ไกล พวกเขาไปไม่ถึงปาย จุดหมายของเรา

2
จะว่าเป็นเพราะความความเลินเล่อก็ไม่ใช่ ที่ทำให้เราสองคนตกรถประจำทางสีส้มสายเชียงใหม่-ปายเที่ยวสุดท้ายของวัน เพราะกำหนดการที่ร่างไว้ก่อนรถบัสขยับล้อออกจากหมอชิต เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองเหนือในครั้งนี้ เป็นการวางแผนกันไว้อย่าง ‘คร่าวๆ’ เพียงเท่านั้น โดยมีเหตุผลง่ายๆ คือเพื่อไม่ให้อรรถรสในการเดินทางต้องสูญเสียไปกับกรอบกำหนดการที่แม่นยำ
16:30 น. ที่เรามาถึงสถานีขนส่งช้างเผือก จึงเป็นเวลาที่ล่าช้าเกินไปถึง 30 นาที แถมยังผิดสถานที่เอาเสียด้วย เพราะรถเมล์สายเชียงใหม่-ปาย มีต้นสายอยู่ที่อาเขต!!
รถประจำทาง(รถเมล์) เส้นทางสายเชียงใหม่ –ปาย
• ออกจากสถานีขนส่งอาเขต วันละ 5 เที่ยว
• เวลา 7:00 น. 9:30 น. 10:30 น. 12:30 น. และ 16:00 น.
• ค่าโดยสาร 68 บาท
รถตู้
• ออกจากสถานีขนส่งอาเขตทุกชั่วโมงหรือเมื่อจำนวนผู้โดยสารเพียงพอ แต่ไม่เกิน 2 ชั่วโมง
• ค่าโดยสาร 160 บาท
• สอบถาม โทร. 086-196-1281 และ 089-851-5650
รถตู้เหมาจ่าย
• จากสถานีอาเขต เวลา 8:00 - 15:00 น.
• ราคาประมาณ 1,400 บาท
• สอบถาม โทร. 081-531-8339 |
หลังจากทำความเข้าใจกับกำหนดการเดินรถที่ถูกต้อง เราได้แต่มองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี แต่สุดท้าย สิ่งสำคัญที่ทำให้เราตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ปายในตอนนี้ คือ กำหนดการเดินเที่ยวงาน ‘ถนนคนเดิน’ ในคืนค่ำวันอาทิตย์ ซึ่งเราร่วมกันร่างโปรแกรมไว้เรียบร้อยแล้วก่อนออกเดินทางมา ดังนั้น เมื่อเวลานี้เป็นเย็นวันศุกร์ ขณะที่ยังมีโปรแกรมปาย-ห้วยน้ำดัง เหลือให้เราต้องพิชิตอีกสถานที่ละหนึ่งคืน การเดินทางไปปายในตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถปฏิเสธได้แต่อย่างใด
“300 บาท นั่งรถป้าไปลงแม่มาลัย แล้วค่อยหาสองแถวต่อไปปายอีกทีดีมั๊ย” คุณป้าเจ้าของรถสองแถวแดงกล่าว หลังจากคำนวณระยะทางราว 30 กิโลเมตรจากช้างเผือก-บ้านแม่มาลัย อ.แม่แตงเสร็จสรรพ เรารับคำเพราะจากสถานีขนส่งช้างเผือกที่เรายืนอยู่ตอนนี้ มุ่งหน้าไปปาย ‘อำเภอน้อยกลางขุนเขาใหญ่’ คุณป้าท่านเดียวกันคิดสนนราคาสูงถึง 1,800 บาทเลยทีเดียว
...เราสองออกเดินทางด้วยความหวัง...

รถสองแถวแดงคันเดิมใช้เวลาประมาณ 40 นาทีพาเราวิ่งตามเส้นทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่ – บ้านแม่มาลัย) มาถึงจุดหมายที่ตลาดแม่มาลัยก่อนพระอาทิตย์อัสดงลงไม่นานนัก และที่ตลาดแม่มาลัยนี้เอง ความหวังทั้งหมดของเราก็แทบจะพังทลายลงไป เมื่อคุณพี่วินรถสองแถวสีขาวที่นั่น คิดอัตราค่าโดยสาร 1,300 บาท ลดให้ได้เพียง 100 บาท เหลือเบ็ดเสร็จ 1,200 บาท เมื่อคำนวนรวมกับค่าเดินทาง 300 บาทที่จ่ายให้คุณป้าคนเมื่อครู่ ก็แทบไม่แตกต่างจากราคาเดิม 1,800 บาทที่เคยถูกเสนอไว้สักเท่าไหร่เลย เราสองคนได้แต่เสียใจและหงุดหงิด เนื่องจากที่ช้างเผือก คุณป้าคนเดิมพูดจายั่วยวนเรา ราวกับว่าจะมีรถราคาไม่ถึงหนึ่งพันให้เราเดินทางต่อไปปายได้
ท่ามกลางความลังเล และบรรยากาศรอบข้างที่เริ่มขมุกขมัวลงเรื่อยๆ ตามแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ที่ลดน้อยลง ผมเหลียวซ้ายแลขวา พยายามมองหาที่พักสำรองไว้ในกรณีที่เราต้องก้มรับชะตากรรม นอนค้างสักคืนที่บ้านแม่มาลัยแห่งนี้ เมื่อไม่สามารถหารถ(ที่เรามีกำลังทรัพย์เพียงพอ) เดินทางไปปายได้ ซึ่งก็มีโอกาสไม่น้อยที่จะเป็นเช่นนั้น
โชคยังดีที่มีโรงแรมจำนวนไม่น้อยสามารถใช้เป็นที่ซุกหัวนอนได้ในกรณีฉุกเฉิน
“เอาไงดี ใกล้ 6 โมงเเล้ว ถ้ามืดมากพี่ไม่อยากเสี่ยง” ผมถามหยั่งเชิง แต่คำตอบที่ได้รับกลับได้ยินว่า
“โบกรถเถอะ”
ประสบการณ์การโบกรถสำเร็จบนยอดดอยอินทนนท์ในวันวาน สอนให้เธอมีความหวังและกล้าลอง
ผมรับคำ
เราเดินจูงมือกันก้าวเท้าออกจากตลาดแม่มาลัย ย้อนกลับไปราว 1 กิโลเมตร เพื่อมาหยุดยืนอยู่ตรงสามแยกแม่มาลัยที่เพิ่งนั่งรถผ่านมาเมื่อสักครู่ ที่ตรงนี้ เป็นตำแหน่งที่เราลงความเห็นร่วมกันแล้วว่ามีโอกาสเอื้ออำนวยต่อผลสำเร็จของการโบกรถไปปายมากกว่า
ระหว่างทางที่กำลังเดินเร่งฝีเท้าอยู่นั้น ผมเหลือบไปเห็นพระอาทิตย์ดวงกลมโตคล้อยต่ำลงทุกที สีส้มของมันแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับมุมเงยศีรษะที่วัดจากระนาบพื้น
ผมนึกถึงพระอาทิตย์ดวงเดียวกันนี้ที่ปาย
3
1 ทุ่ม 10 นาที ผมกับเพื่อนรู้ใจ ยังคงยืนเดียวดายอยู่ ณ สามแยกแม่มาลัย
ผ่านไป 40 นาทีแล้วที่เรายืนรอคอยด้วยความหวัง จากบรรยากาศขมุกขมัวช่วงพลบค่ำ ตอนนี้กลับกลายเป็นมืดสนิท ไฟทางเปิดประจำการครบทุกดวง บนท้องฟ้ามีแต่ดาว
40 นาทีที่ผ่านมามีรถไม่น้อยจอดพูดคุยกับเรา ทุกคันล้วนเป็นรถกระบะ เนื่องจากเราได้ตัดสินใจแล้วว่าจะเจาะจงโบกเฉพาะรถประเภทนี้ที่ผ่านมาเท่านั้น ตามความเข้าใจกันเอาเองว่า นี่คือธรรมเนียมปฏิบัติและมารยาทของคนโบกรถ เพราะหากมีรถเก๋งผ่านมาเราคงไม่กล้าเข้าไปขัดความเป็นส่วนตัวภายในห้องโดยสารของพวกเขา
“บ้านผมอยู่แค่นี้เอง โน่นไง มองเห็นมั๊ย” ชายคนหนึ่งกล่าว พลางชี้นิ้วไปทางแสงไฟของหมู่บ้านด้านข้าง
“ไปไม่ถึง เดี๋ยวถึงทางแยกข้างหน้าก็เลี้ยวแล้ว” พ่อแม่ลูกครอบครัวหนึ่งให้คำตอบ
“บ้านลุงอยู่ที่แม่มาลัยนี่แหละ แล้วป่านนี้ยังจะมีรถไปเหรอ” คุณลุงเจ้าของรถกระบะสีเทาถามกลับด้วยความห่วงใย
“คงต้องรอรถทหารที่จะผ่านมาทุกวัน ประมาณหนึ่งทุ่ม แต่ลุงไม่มั่นใจว่าจะวิ่งผ่านถนนเส้นนี้ หรือไปอ้อมเข้าตรงตลาดบ้านแม่มาลัยโน่น” คุณลุงเจ้าของรถคันล่าสุดบอกกับเรา พร้อมทิ้งท้ายไว้ด้วยปริศนาหนักอกให้เราขบคิดกันต่อว่า ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดในการโบกรถไปปายแล้วงั้นหรือω
ผมเริ่มร้อนใจ ก้มหน้าลงมองนาฬิกาข้อมือ เข็มสั้นอยู่ที่เลข 7 เข็มยาวเดินผ่านเลข 10 ไปแล้ว 762 โค้ง 103 กิโลเมตรของทางหลวงหมายเลข 1095(แยกแม่มาลัย- อ.ปาย) ไม่ใช่ระยะทางใกล้ๆ ดึกไปกว่านี้ ระดับของความปลอดภัยจะลงลดเหลือเท่าไหร่ก็ไม่รู้
ผมเงยหน้ามองฟ้า พยายามหากลุ่มดาวนายพราน วิธีการเดินทางจากเชียงใหม่สู่ปายมากมายผุดขึ้นบนหัว
เร็วที่สุดเลย แน่นอนว่าต้องเป็นเครื่องบิน ที่สนามบินเชียงใหม่มีเครื่องบินมาปายทุกวัน ด้วยสายการบิน SAG (www.sga.co.th) วันละ 2 เที่ยว ใช้เวลา 30 นาทีเท่านั้นก็ถึงปายแล้ว ราคาตั๋วประมาณ 1,500 บาท
ส่วนรถประจำทางที่ผมพลาดไป ใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมง บรรยากาศดีไม่น้อยเพราะได้สัมผัสกับธรรมชาติบริสุทธิ์อย่างดื่มด่ำตลอดสองข้างทาง(ถึง 3 ชั่วโมง) แต่หากไม่มั่นใจในศักยภาพภาพของตนขอแนะนำให้เตรียม ‘กอเอี๊ยะ’ (แผ่นสีขาวที่มักเอาไว้แปะแก้มเวลาปวดฟัน) ไปด้วย สำหรับแปะไว้ที่รูสะดือ ป้องกันการวิงเวียนศีรษะ
นอกจากวิธีปกติเหล่านี้ ผมยังเคยได้ยินมาว่า เคยมีคนขี่จักรยานจากปายกลับเชียงใหม่ แต่จะจริงหรือเท็จประการใด ผมไม่รู้ !
เหลียวมองไปยังจุดรวมของสามแยก ไฟแดงกำลังทำหน้าที่ของมันอย่างเคร่งครัด รถวิ่งทางตรงจอดเรียงรายเป็นแนวยาว มีเพียงรถเลี้ยวซ้ายที่อาศัยอภิสิทธิ์ ‘ผ่านตลอด’ วิ่งตรงมาหาเราได้ – ไม่มีรถกระบะเลยสักคัน มองไปที่ป้ายบอกทาง จากตำแหน่งนี้ แลเห็นภาพลูกศรเลี้ยวซ้ายขนาบข้างข้อความ ‘เชียงดาว’ ส่วนลูกศรเลี้ยวขวาขนาบข้างข้อความว่า ‘เชียงใหม่’

ผมไม่รู้จะทำอะไร เพราะรถที่ผ่านมาส่วนใหญ่ในเวลานี้เป็นรถเก๋ง สลับกับรถขนของและความว่างเปล่าของท้องถนน จึงค่อยๆ ปลดสายสะพายกระเป๋า หยิบเศษกระดาษที่บรรจุข้อมูลการเดินทางครั้งนี้ขึ้นมาดู ไม่ปรากฏหมายเลขโทรศัพท์ที่ปาย มีแต่ของอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากปายเท่าใดนัก เลยตั้งใจว่าจะโทรไปถามระยะเวลาเดินทางจากสามแยกแม่มาลัยไปที่นั่นว่าใช้เวลาเท่าไร อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
0 5347 1669 ผมรอฟังเสียงสัญญาณไม่นาน ปลายสายรับและตอบคำถามด้วยความไม่มั่นใจว่า ก็น่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงนั่นเอง ถัดจากนั้นสัญญาณโทรศัพท์ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรนัก ผมกล่าวขอบคุณและกดวาง
ยังไม่ทันจะเงยหน้า รถกระบะสีขาววิ่งผ่านหน้าผมไป และจอดลงเลยไปราวซัก 100 เมตร ถัดจากตำแหน่งที่ผมให้เพื่อนผู้รู้ใจยืนดักรออยู่ห่างๆ ผมวิ่งตามไปช้าๆ เพราะกระเป๋าเดินทางยังเปิดอ้า และข้อมูลเอกสารในมือก็ยังรุงรัง เห็นเธอชะโงกหน้าคุยกับเจ้าของรถอยู่นาน
“ไปมั๊ยค่ะ ถ้านั่งไหวก็ไปได้” ผมได้ยินเสียงคนในรถ
“เค้าไปปายด้วยแหละ” เธอหันหน้ามาบอกพร้อมรอยยิ้มกว้าง
ปัญหาของเราในตอนนี้ ไม่ใช่การหารถที่จะเดินทางไปปายไม่ได้อีกต่อไป แต่เป็นปริมาณผู้โดยสารที่นั่งอยู่ก่อนหน้าเราแล้วต่างหาก
เฉพาะข้างหน้ามีคนนั่งอยู่ไม่ต่ำกว่า 4 คน
ส่วนกระบะหลังแม้จะกว้างขวางสักเพียงใด แต่ก็มีชายวัยรุ่นนั่งประจำการอยู่แล้วถึง 3 คน รวมทั้งสัมภาระของคนทั้งรถที่อัดแน่นอยู่
เราลังเลใจ ไม่ใช่เพราะกลัวเบียด แต่ด้วยมารยาทและจำนวนผู้โดยสารที่มากมายขนาดนี้ การขอติดรถเดินทางไปเป็นระยะทางไกลๆ และยังต้องขึ้นเขาลงเนิน ดูจะเป็นเรื่องไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไหร่
เสี้ยววินาทีที่เราสองต่างกำลังลังเล คำชักชวนที่ฟังแทบไม่ได้ศัพท์จากปากคนบนหลังรถก็ดังขึ้น สุภาพสตรีสาวที่นั่งอยู่ข้างคนขับเปิดประตูลงมาดูสถานการณ์ “ถ้านั่งไหวก็ไปได้” เธอกล่าวย้ำ
แทบจะในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มสามคนเริ่มขยับตัว ปรับผังที่นั่งใหม่ด้วยความรวดเร็ว สัมภาระบางส่วนถูกกันออกไปไว้ด้านข้าง ชายหนุ่มสองคนขยับไปนั่งเบียดกันตรงด้านหลังกระจกรถ อีกคนขยับไปทางขวา เกิดพื้นที่ว่างขึ้นที่มุมด้านซ้าย ผมคิดในใจว่ายังกับโฆษณาเบียร์ไทย ที่บอกว่า ‘ที่แคบแต่ใจกว้าง’ ยังไงยังงั้น
ใครไม่รู้ยื่นมือมารับกระเป๋าของเราไป หนึ่งใบ.. สองใบ.. ตามมาด้วยเต็นท์ เพื่อนผู้รู้ใจ และตัวผม ที่นั่งเบียดเสียดกันอยู่บนกระบะหลัง
ล้อทั้งสี่เคลื่อนที่อีกครั้ง...
สายลมเย็นตีหน้าเราแผ่วเบา แล้วค่อยๆ ซัดแรงขึ้นตามระดับสปีดของเครื่องยนตร์ โชเฟอร์คันนี้ขับซิ่งดีทีเดียว กว่าจะถึงปาย หน้าคงชาน่าดู ท้องไส้ก็คงปั่นป่วนไปหมด
เที่ยวปายครั้งนี้ ผมไม่มีแผ่นกอเอี๊ยะติดมาเสียด้วยสิ

บททิ้งท้าย
กำหนดการเดินทางเที่ยวเมืองเหนือของเราในครั้งนี้จบลงโดยสมบูรณ์แบบ นับจากคืนแรก บนยอดดอยอินทนนท์จุดสูงบนแผ่นดินสยาม สู่คืนที่สองที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมืองน้อยกลางหุบเขากว้างใหญ่ไพศาล ไปยังคืนที่สามที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง สถานที่ซึ่งทะเลหมอกกับพระอาทิตย์รุ่งอรุณปรากฏตรงหน้าในเวลาเดียวกัน และคืนสุดท้ายที่ตัวเมืองเชียงใหม่ เพื่อแวะซื้อของฝากจากถนนคนเดินในยามค่ำคืน
สิ่งหนึ่งที่น่าแปลก และคงประทับอยู่ในความทรงจำของเราไปอีกนานแสนนาน เป็นเหตุการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นบนหลังรถกระบะคันนั้น
คุณรู้มั๊ย ชายหนุ่ม 2 คนที่แบ่งบันที่ว่างหลังรถกระบะให้เรา ออกเดินทางจากกรุงเทพมาด้วยการโบกรถ โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่รังสิต เปลี่ยนรถมาไม่น้อยกว่า 4-5 คัน เพื่อมาเจอเพื่อนรักอีกคนหนึ่งที่รออยู่แล้วที่ตัวเมืองเชียงใหม่
พวกเขาโบกรถกระบะคันนี้ได้ ก่อนเราขึ้นมาไม่นานนี้เอง |