|
มนต์เสน่ห์ของลมหนาวและความทรงจำที่งดงาม...ปาย
โดย สุดโต่ง

ในบางห้วงของความรู้สึกสับสน ฉันก็ได้แต่นั่งคิดทบทวนกับวันเวลาที่ผ่านมาและปลดปล่อยความรู้สึกไปตามอารมณ์ เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ฉันเพิ่งเดินทางไปเขาใหญ่มาหมาดๆ ความสนุกยังไม่จางหาย ความอยากเดินทางก็ผ่านเข้ามาในความคิด ด้วยความที่เป็นคนชอบเดินทางหาเรื่องราวใหม่ๆให้ชีวิต ลมหนาวพัดผ่านหน้าฉันไป ลมหนาวมาเยือนอีกแล้วหรือนี่ มันทำให้ฉันอดคิดถึงการเดินทางไปท่องเที่ยวเขาในช่วงหนาวๆแบบนี้ไม่ได้ ถึงฤดูหนาวทีไรฉันก็จะชวนเพื่อนๆเดินทางไปท้าทายลมหนาวเสมอๆ ไปด้วยการผจญภัยแบบต่างๆหรือจะไปแบบสบาย แต่มันก็ทำให้รู้สึกได้อารมณ์ทั้งสองอย่างมีทั้งสุข เศร้า เหงา และสนุกปะปนกันไป อาจจะยังมีอีกหลายแห่งที่สวยงามที่เรายังไม่ได้ไปเยือน ไปจิบกาแฟที่แสนจะถูกใจในรสชาติที่หอมหวานของกาแฟสด เดินหาของกินอร่อยๆ และหนาวนี้มันก็ทำให้ฉันคิดถึง ปาย แม่ฮ่องสอน ไม่ได้ คิดถึงดอกบัวตองที่งามอยู่บนยอดดอย ห้วยน้ำดัง ทะเลหมอก แล้วครั้งนี้ฉันเลือกที่จะไปสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งสายหมอกที่ ปาย ที่ที่ฉันใฝ่ฝันมานานหลายปี ปายที่ฉันหลงรักจากเรื่องเล่าของเพื่อนๆนักเดินทาง หนังสือต่างๆที่เล่าถึงปาย จากภาพถ่าย โปสการ์ด และอีกหลายๆประสบการณ์ที่ได้ฟังมานานมันทำให้ฉันอดรักปายไม่ได้จริงๆ
และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง พวกเราเดินทางจากบ้านพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบใหญ่ กล้องถ่ายรูปตัวโปรดพร้อมเสื้อกันหนาวลายเสือกับเพื่อนร่วมเดินทางอีก 3 คน ถึงหมอชิตแล้ว เรารู้สึกว่าการเดินทางเริ่มขึ้นแล้ว และรู้สึกดีที่ได้หนีความสับสนวุ่นวายจากเมืองกรุง เดินทางไปในที่ที่เราใฝ่ฝัน ที่ที่เราอยากไปมากที่สุด น่าอยู่มากที่สุด การเดินทางครั้งนี้ไม่มีการวางแผนใดๆ เพราะถ้าวางแผนทีไรล้มทุกทีอาจจะเพราะเพื่อนร่วมเดินทางหรืออะไรก็ตามแต่ เอาเป็นว่าลางานได้3วัน ด้วยเหตุผลที่ยกมาอ้างกับพี่หัวหน้าต่างๆนาๆ ในที่สุดก็ให้ลาได้ ณ วินาทีนั้น มันวิเศษที่สุด คิดในใจพรุ่งนี้ออกเดินทางเลย รวบรวมเพื่อนได้3คนคือเพื่อนที่สนิทที่สุด เข้ากันได้เป็นอย่างดี ทุกๆการเดินทางของพวกเราจะมีเสียงหัวเราะที่มีแต่ความสุขที่ได้เดินทางท่องเที่ยว “ครั้งนี้ขอไปแบบลุยๆนะ” ฉันบอกกับเพื่อนสาวอีกคนที่ชอบแต่ความสะดวกสบาย แต่ฉันกลับคิดตรงข้ามกับมันว่าอยู่กรุงเทพก็สบายมากแล้ว ขอไปลำบากบ้างนะ ชีวิตจะได้มีรสชาติได้ลิ้มลองความสุขทุกรูปแบบเท่าที่คนเราจะสามารถสัมผัสได้
พวกเรานั่งสมบัติทัวร์ถึงเชียงใหม่ก็เกือบๆตีห้า เราไม่รอช้าพากันขึ้นรถตู้ต่อไปที่ ปาย ทันที เราพาเพื่อนๆขึ้นรถตู้ที่เหมาขึ้นไปกับพี่คนขับใจดีคนหนึ่ง รถคันนี้ไม่ใช่รถตู้ที่เป็นรถบริการพานักท่องเที่ยวไปปาย แต่เราเลือกพี่คนนั้นด้วยเหตุผลหลายประการเช่น จอดถ่ายรูปที่จุดชมวิว แวะที่ที่เราอยากถ่ายรูปได้และอีกอย่างแล้วราคาไม่แพงมากนัก เพื่อนๆกลัวโดนหลอกมาก กลัวโดนปล่อยทิ้งกลางทางแต่เราก็คอยปลอบใจเพื่อนๆว่า “ไม่ต้องกลัวหรอกคนเชียงใหม่ใจดีและนี่เรายังมีเพื่อนร่วมเดินทางอีกตั้งสามคน จะกลัวทำไมกับเรื่องแค่นี้” เพื่อนๆสบายใจแล้วเราออกเดินทางกันทันที ตลอดเวลาที่อยู่ในรถตู้คันนั้นเพื่อนๆหลับกันหมด แต่ฉัหลับไม่ลงจริงๆ จะหลับได้ไงการชมวิวทั้งสองข้างทางคือสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดแม้ตอนนั้นจะยังมืดมิดเพราะยังตีห้าอยู่เลย ทางค่อยๆสว่างๆแล้ว การเดินทางผ่านทางโค้งก็เริ่มขึ้นยังไปไม่ถึงจุดชมวิวเลย พระอาทิตย์ขึ้นก่อนแล้วแต่ไม่เป็นไร เห็นแค่นี้ก็รู้สึกดีมากแล้ว เรารู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก ทะเลหมอกสวยมาก ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งสูงยิ่งสวย ยิ่งสูงยิ่งตื่นเต้น อยากให้ถึงปายเร็วๆ ไม่ว่าจะผ่านก็ร้อยพันโค้งเราไม่หวั่น ถึงจุดชมวิวแล้วเราจอดรถถ่ายรูป จ๋าตื่นเต้นจนต้องร้อง “ว้าว สุดยอดไปเลย ทะเลหมอกสวยมาก” เราถ่ายรูปกันที่นั่นเกือบร้อยภาพ ด้วยฝีมือของมือสมัครเล่นคนนี้ เกือบลืมเล่าไปเลยว่าฉันใส่ร้องเท้าคู่โปรดไปแต่ลืมไปว่ารองเท้าคู่นี้ไม่มีดอกยางทำให้เราลื่นล้มไถลเหมือนเล่นสไลด์ยังไงยังงั้นเลย ทุกคนที่นั่นหัวเราะเรากันใหญ่ ไม่มีแม้ใครซักคนที่จะจับเราลุกขึ้น(เพราะมัวแต่หัวเราะกันอยู่นั่นแหละ) ตอนนั้นที่กลัวคือกลัวตกเขาอย่างเดียวเลย ไม่รู้สึกว่าอายเลยสักนิด ไม่รู้สึกเจ็บด้วยซ้ำ ลุกยืนได้แล้วขำตัวเองอีกต่างหากเอาเป็นว่าขำกันไปอีกนานสำหรับเรื่องนี้ เฮ้อ!รองเท้าคู่นี้สวยซะเปล่า รถออกเดินทางต่อแล้วพวกเราจอดพักกันที่อำเภอสุดท้ายของจังหวัดเชียงใหม่ เราแวะกินนมสดร้อนกันที่นั่น พร้อมกับไข่ปิ้งที่อร่อยมากไข่ปิ้งร้อนๆมันช่างลงตัวกับอากาศหนาวๆเสียจริงๆ ผ่านไปแล้วอีกหนึ่งความประทับใจ ลืมบอกไปว่าเราแวะซื้อรองเท้าแตะนันยางสีแดงที่นั่นด้วยเพราะถ้าขืนใส่คู่เดิมนะลื่นอีกแน่นอนเรา
ที่ปายครั้งนี้ มันไม่ใช่การเห็นทะเลหมอกเป็นครั้งแรกในชีวิตแต่มันทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่ว่าทะเลหมอกที่ไหนก็สวยงามไม่แพ้กันเลย ข้ามขอบฟ้า,แม่น้ำ,ข้ามขุนเขาไปตั้งไกล แต่ก็สุขสมใจจริงๆที่ได้ไปพบเจอ เริ่มหนาวขึ้นมาทุกทีๆ ยิ่งสูงยิ่งหนาวจริงๆ ใกล้เข้าไปทุกทีๆทะเลหมอกยิ่งสวยงาม ผ่านห้วยน้ำดังมันทำให้เราหันหลังกลับไปมองจนสุดสายตา หมอกปกคลุมไปหมด เคลื่อนผ่านหน้าเราไป รู้สึกได้ว่าฉันได้สัมผัสรสชาติของธรรมชาติอย่างแท้จริงแม้มันจะจับต้องไม่ได้ก็ตามแต่มันก็รู้สึกคุ้มค่ากับการเดินทางที่สุดแล้ว นับเป็นการเดินทางที่แสนจะวิเศษแต่เสียดายที่มันหนาวมากแล้วฉันไม่ได้เอาเสื้อหนาวตัวหนาไปทั้งๆที่ไปซื้อมาเพื่อทริปนี้โดยเฉพาะ เพื่อนไปมาก่อนบอกไม่หนาวแค่เย็นๆ เราก็เชื่อเลยเอาไปก็แค่เสื้อหนาวลายเสือสุดโปรดหนึ่งตัว และเสื้อแขนยาวบางๆอีกหนึ่ง ผ้าพันพอและหมวกลืมไม่ได้จริงๆ
“โค้งสุดท้ายแล้ว ถึงปายแล้วววว” พี่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา(เป็นคนเมืองปายโดยกำเนิด) พี่คนนั้นเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับเมืองปายให้เราฟังมากมายอีกทั้งยังแนะนำที่ท่องเที่ยวและยังบอกอีกว่า”หน้าฝนน้องอย่าลืมมาอีกนะ สวยเหมือนกับหน้าหนาวเลย ป่าสีเขียว อากาศดีมาก” เราก็ได้แต่รับปากว่า”ค่ะพี่ถ้ามีโอกาสพวกเราจะมาอีกนะค่ะ” ถึงเมืองปายแล้ว พี่คนขับรถตู้ก็ยังใจดี ส่งเราถึงที่พัก Golden Hut เลยแนะนำเส้นทางให้ด้วย เอาเป็นว่าวันนั้นเราถึงที่ปาย 8 โมงเช้า คือเช้าไปหน่อย check in เรียบร้อยแล้ว แต่แขกที่มาพักก่อนเรายังไม่check out พวกเราก็เลยต้องรอกันอีกนาน “เราไปหาไรกินกันดีกว่า” จ๋าชวนทุกคน เอาเป็นว่าตกลงตามนั้น จัดการฝากข้าวของ เราออกเดินหาของกิน สุดท้ายสรุปกันว่าเช่ารถมอเตอร์ไซค์ขับไปหาไรกินกันดีกว่า ฉันก็พอที่จะขับได้แต่ไม่เก่งและไม่ชำนาญกับเส้นทางขึ้นเขาลงเขาของที่นั่น แต่เราก็รอดขับไปขับมาได้ด้วยดี พวกเราเริ่มจากการไปเที่ยวน้ำตก ขับรถชมวิวรอบเมืองปาย กลางคืนไปเดินถนนคนเดิน ซื้อของฝาก ไปเดินตลาดหาซื้อของกินพื้นเมืองที่นั่น ที่เราไปปายนักท่องเที่ยวไม่เยอะเท่าไหร่เพราะวันที่เราไปไม่ใช่วันเสาร์-อาทิตย์ แต่ก็เลือกไปวันธรรมดาเพราะคนไม่เยอะ ไม่วุ่นวาย เราชอบความสงบ ตลอด3วัน2คืนของการอยู่ที่ปาย เรารู้สึกสนุกสนานกับการเดินทางไปในที่ต่างๆการขับรถมอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวทั้งลุยทั้งลุ้น ไปเที่ยวน้ำพุร้อนท่าปาย ทุกๆที่ที่พวกเราไปจะเก็บความทรงจำที่งดงามด้วยภาพถ่าย กับกล้อง Canon DSLR ตัวเก่งตัวโปรดของฉันตัวนี้ จ๋าจะเป็นคนที่ชอบถ่ายรูปมาก เรียกได้ว่าทุกที่ทุกเวลา ฉันเป็นช่างกล้องเลยมีภาพตัวเองน้อยกว่าเพื่อนคนอื่นแต่ไม่เป็นไรเราเก็บมันไว้ในใจก็ได้ ไม่เลือนหายแน่นอน ดีซะอีกมันทำให้เราได้ฝึกการถ่ายภาพไปในตัว แม้หมอกตอนเช้าจะเป็นช่วงเวลาที่ถ่ายภาพยากสำหรับมือสมัครเล่นอย่างเรา แต่ก็ดีสวยบ้าง เบลอบ้าง แต่กล้องตัวนี้มันก็เป็นเพื่อนที่คู่ใจของฉันเลยนะ ไปไหนไปด้วยตลอดเวลา กลางคืนหนาวมากอากาศเย็นเข้าไปถึงกระดูกเลย พวกเรานั่งจิบไวน์คุยกันอย่างสนุกสนาน มีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่แสดงออกถึงความสุขที่ได้ปลดปล่อย ดึกแล้วต้องเข้านอนเพราะทนอากาศหนาวไม่ไหวจริงๆจะบอกว่าไม่หนาวก็ได้นะเพราะอากาศจะแบบเย็นๆมากกว่า กว่าจะหลับลงได้เพราะความอ่อนล้าจากการเดินทางก็ทำเอาเราเกือบตีสอง(หนาวจนหลับไม่ลงจริงๆ)
วันที่สองแล้วตื่นเช้าท่ามกลางสายหมอกที่ปกคลุมจนแทบจะมองไม่เห็นอย่างอื่น ไม่เห็นแม้แต่แสดงตะวัน พวกเราไปใส่บาตรกันเสร็จแล้วไปกินโจ๊ก เดินไปเรื่อยๆหาของกิน ท้องอิ่มแล้วเราเริ่มคิดว่าวันนี่พวกเราไปไหนกันดี ตกลงกันได้การเดินทางของวันที่สองเริ่มขึ้น ไม่ได้อาบน้ำนะเพราะมันหนาวจริงๆ สบู่เหลวที่เตรียมไปแข็งเลย เห็นมั้ยล่ะว่าหนาวจริงๆแต่ทุกคนก็สวยได้ค่ะ บ่ายคล้อยเริ่มอ่อนล้ากับการเดินทาง เรากลับมานอนพักเหนื่อยเพื่อรอไปชมพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า มันสวยมากสวยไม่แพ้กับตอนพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้าที่มีหมอกสลัวๆที่ปกคลุมดวงอาทิตย์ กลางคืนนั่งผิงไฟ ดูดาวตก นั่งหนุนตักคุยกัน มันช่างเงียบสงบ น่าค้นหามันทำให้เราอยากกลับมาที่นี่อีกไม่ว่าเวลาใดก็ตามที่มีโอกาส ได้แต่สัญญากับตัวเองอยู่ในใจว่ายังไงจะกลับมาอีกแน่นอน พรุ่งนี้เช้าก็ต้องกลับแล้ว ต้องไปเที่ยวที่เชียงใหม่อีก ไม่มีคำที่จะบรรยายเพราะมันไม่มีคำบรรยายจริงๆสวยทั้งปาย ได้เติมพลังให้ตัวเองทำให้มีพลังที่จะก้าวต่อไปเมื่อกลับมาถึงกรุงเทพ ช่างเป็นมนต์เสน่ห์ของลมหนาวจริงๆ แม้หนาวแค่ไหน ก็ยังเป็นฤดูหนาวที่อบอุ่น อยู่เสมอๆ |