|
วัดขุนสมุทรจีนอัญมณีแห่งสายน้ำ
โดย รติมา....
สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรปราการนั้นมีมากมาย แต่ที่น่าสนใจตามความคิดของดิฉันคือวัดขุนสมุทรจีนเพราะเคยทราบข่าวจากสื่อโทรทัศน์ถึงสภาพวิกฤตของวัดนี้ เล่าต่อกันมาว่าแต่ก่อนวัดนี้เคยอยู่บนพื้นดินและอยู่ห่างจากทะเลประมาณ 3 กิโลเมตร ต่อมาถูกกระแสน้ำทะเลท่วมสูงจนกลายเป็นเกาะกลางทะเล ซึ่งน้ำทะเลก็ไหลเข้าไปทำลายกัดเซาะพื้นผิวผนังโบสถ์ กำแพงวัด และพระพุทธรูปหลายองค์จนเก่าทรุดโทรม ตลอดจนเครื่องใช้ต่าง ๆ ภายในวัดก็เสียหายเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นน้ำทะเลยังท่วมซัดหมู่บ้านจนกลายเป็นเกาะกลางทะเล ส่งผลให้พื้นดินที่เคยเป็นแหล่งทำกิน เพาะปลูก ถูกทำลายเสียหาย ทำให้ชาวบ้านต้องถอยร่นขึ้นไปเรื่อย ๆ จนไม่เหลือร่องรอยเดิม เกิดหลักฐานที่ปรากฎอยู่ทุกวันนี้ที่เห็นเด่นชัดคือซากของเสาไฟฟ้าที่เรียงรายอยู่หลายต้น เมื่อเกิดแรงศรัทธาประกอบกับความตั้งใจ คงอาจจะช่วยส่งผลให้ดิฉันได้เดินทางไปจริง ๆ ก็ได้
ต่อมาไม่นานเจ้านายของดิฉันเกิดแนวคิดว่าจะไปสำรวจพื้นที่และท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ จึงได้จัดกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ 15 คนร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งหนึ่งคนในกลุ่มเคยไปเที่ยวชมมาก่อนแล้วทำให้ต้องกลายเป็นผู้นำทางของพวกเราไปด้วย การเดินทางเริ่มต้นขึ้นโดย ช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2551 พวกเรานั่งรถตู้เข้าเขตอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ซึ่งมีระยะทางไกลพอสมควร หลังจากนั้นรถตู้ก็เลี้ยวผ่าน อบต.แหลมฟ้าผ่า เพื่อต่อเรือที่ท่าเรือป้าลี่ ผู้นำทางได้เตรียมเรือหางยาวลำเล็กให้พวกเรา จำนวน 4 ลำ การลงเรือก็ทุลักทุเลมากแต่ทุกคนก็ช่วยเหลือดูแลกันเป็นอย่างดี ซึ่งวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว เป็นพิเศษ ระหว่างนั่งอยู่ในเรือก็มีสายลมพัดผ่านเข้ามาบ้างเป็นระยะ ๆ ทำให้ช่วยบรรเทาความร้อนได้อย่างดี แต่ถึงอย่างไรก็ตามแสงแดดก็ยังคงส่องถึงอยู่ ถ้าใครมีอุปกรณ์กันแดดอะไรที่เตรียมมาก็ต้องหยิบขึ้นมาบังแดดกันหมดทุกคน แม้แต่ดิฉันเองถึงจะใส่หมวกแล้วก็ยังต้องใช้อุปกรณ์ชูชีพช่วยบังแดดด้วย พวกเราใช้เวลาเดินทางทางเรือประมาณครึ่งชั่วโมงซึ่งนานพอสมควร แต่เมื่อเห็นบรรยากาศที่ร่มรื่นของป่าชายเลนตลอดสองฟากฝั่ง ประกอบไปด้วยป่าจาก ต้นจิกทะเล และต้นโกงกาง ขึ้นปกคลุมไปทั่วบริเวณ มองเห็นนกสีขาวที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้เพื่อคอยจิกกินสัตว์น้ำแล้ว บอกได้คำเดียวว่าเป็นการเดินทางที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด
คิดไม่ถึงเลยว่าสมุทรปราการถึงแม้จะเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงกรุงเทพฯ และภายในตัวเมืองก็มีสภาพของตึกรามบ้านช่อง และโรงงานอุตสาหกรรมที่เจริญด้านวัตถุที่ทันสมัย แต่พอเข้าแถบชานเมืองลึก ๆ แล้ว ก็ยังได้เห็นถึงความร่มรื่นของสภาพภูมิทัศน์ที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน เมื่อเรือมาถึงจุดหมายของอีกท่าหนึ่งคือท่าเรือเล็ก พวกเราก็ต้องต่อเรือใหญ่ไปอีกคราวนี้นั่งรวมกันไปทั้งหมดเลยค่ะ ซึ่งมีระยะทางประมาณ 2-3 กิโลเมตรยาวไกลพอสมควรเรือต้องแล่นผ่านลำน้ำที่คดเคี้ยว ผ่านหมู่บ้านริมน้ำซึ่งบ้านบางหลังปลูกได้อย่างงดงามมาก และชาวบ้านละแวกนั้นก็มีอัธยาศัยไมตรีที่ดีโบกมือทักทาย และยิ้มให้แขกผู้มาเยือนอย่างมีความสุข จริงใจ พวกเราก็มีความสุขมาก ๆ เช่นกันอย่างนี้สิเค้าถึงร่ำลือกันว่าเสน่ห์ของคนไทยอยู่ที่รอยยิ้มเป็นสยามเมืองยิ้ม ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขก็ยิ้มได้ตลอดเวลา เมื่อเรือแล่นมาถึงจุดหมายที่เป็นหมู่บ้านของชาวบ้านขุนสมุทรจีนแล้วเราก็ต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ ห้าร้อยเมตร ผ่านสะพานไม้ที่ชาวบ้านนำมาพาดวางไว้ ใครที่อยากจะเดินทางไปวัดนี้ดิฉันขอแนะนำว่าต้องเตรียมรองเท้าที่ใส่สบายเท้าด้วยนะคะเพราะจะได้เดินอย่างสะดวก และแล้วความตั้งใจของพวกเราก็สัมฤทธิ์ผลถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้คือวัดขุนสมุทรจีนนั่นเองค่ะ (ดีใจจังเลย!)
เมื่อพวกเรามาถึงท่านรองเจ้าอาวาสก็ออกมาต้อนรับยิ้มแย้มทักทายอย่างเป็นกันเอง พระคุณเจ้าท่านก็แนะนำให้เข้าไปกราบไหว้พระประธานในโบสถ์ก่อน ซึ่งดิฉันสังเกตเห็นว่าสภาพในโบสถ์มีร่องรอยที่ผุพัง พื้นกระเบื้องก็หลุดกร่อนเห็นแล้วเศร้าใจมาก มีสภาพเป็นจริงตามที่เคยได้รับฟังมาไม่มีผิด หลังจากนั้นก็ได้ร่วมกันถวายสังฆทานและถวายปัจจัยตามศรัทธา ร่วมรับศีลรับพร เกิดความอิ่มเอมใจยิ่งนัก ความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหายเป็นปลิดทิ้ง บรรยากาศสายลมที่พัดผ่านเข้าออกเย็นสบายดีค่ะ สภาพโดยรอบเป็นน้ำทะเลล้อมรอบเขตวัด แต่วันนั้นปริมาณน้ำลดลงทำให้ไม่อันตรายเท่าไรนัก จากนั้น พระคุณเจ้าท่านก็เชิญชวนให้พวกเราเที่ยวชมสำรวจสภาพภูมิทัศน์รอบ ๆ บริเวณวัดที่มีร่องรอยของป่าชายเลนที่กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้งและทางวัดก็ได้ช่วยกันปลูกป่าชายเลนเพิ่มเติม เห็นต้นไม้ต้นเล็ก ๆ กำลังขึ้นอยู่รอบบริเวณพื้นดินโดยทั่ว ต่อมาพระคุณเจ้าท่านเล่าให้ฟังว่าในปัจจุบันมีพระจำวัดอยู่ทั้งหมด 8 รูปและไม่ค่อยมีผู้ใดเข้ามาทำบุญมากนัก เพราะเดินทางลำบากและหนทางกันดารญาติโยมมาไม่สะดวกทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากจะเดินทางมาเยี่ยมชม ก่อให้เกิดการขาดแคลนจตุปัจจัยอีกมาก ห้องน้ำหรือโบสถ์ศาลาก็ทรุดโทรมลงทุกวัน ไม่มีปัจจัยเพียงพอที่จะบูรณะปฏิสังขรณ์ พวกเราได้ฟังท่านพูดแล้วก็ได้แต่หวังว่าถ้าสื่อต่าง ๆ เข้ามาถ่ายทำเรื่องราวกันมาก ๆ ก็คงจะดีเพราะจะนำพานักท่องเที่ยวหรือหน่วยงานราชการอาจจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเยี่ยมชม และช่วยกันทอดผ้าป่า ทำบุญถวายวัด ตามกำลังศรัทธา อาจจะช่วยให้วัดนี้บรรเทาความยากลำบากลงได้บ้างไม่มากก็น้อยค่ะ
เมื่อถึงเวลาอันสมควรแล้วพวกเราก็ต้องขอลากลับเพื่อที่จะเตรียมตัวเดินทางต่อไปยังอีกสถานที่หนึ่งคือศาลเจ้าหนุ่มน้อยลอยชาย ซึ่งจะต้องเดินเท้าอีกแล้วมีระยะทางไกลประมาณหนึ่งกิโลเมตรแต่สภาพทางเดินเป็นกระดานไม้พาดไว้เชื่อมต่อกับทางเข้าหมู่บ้านเดินลำบากพอสมควร และต้องเดินผ่านแนวป่าไม้ซึ่งปกคลุมอยู่สองข้างทาง พวกเราก็ดั้นด้นเดินทางมาจนถึงศาลเจ้าหนุ่มน้อยลอยชายจนได้ หลังจากนั้นก็เข้าไปกราบสักการะขอพร เคยมีตำนานเล่าต่อกันมาว่า มีชาวบ้านเห็นตุ๊กตาไม้ลอยติดเศษไม้อยู่ จึงได้หยิบตุ๊กตาให้ลอยออกไป แต่ตุ๊กตาดังกล่าวกลับลอยทวนน้ำขึ้นมาอยู่ ณ ที่เดิม ชาวบ้านเห็นก็แปลกใจ จึงได้อัญเชิญมาไว้ที่ศาล หลังจากนั้นเป็นต้นมาใครมากราบไหว้ขอพร หรือขอโชคลาภอะไร ก็จะสำเร็จสมหวังเกือบทุกคน แต่ต้องแก้บนด้วยลิเก เพราะท่านชอบลิเกมาก เมื่อทราบถึงประวัติพอสังเขปแล้ว พวกเราก็เดินทางต่อไปยังบ้านของผู้ใหญ่สมร ซึ่งบริเวณที่ติดกับบ้านของผู้ใหญ่สมรก็เป็นพิพิธภัณฑ์บ้านขุนสมุทรจีนได้เก็บรวบรวมช้อน ถ้วยชาม ลายครามโบราณ ต่าง ๆ ไว้มากมายพิจารณาดูแล้วล้วนแต่เป็นของที่มีคุณค่าอย่างยิ่งนัก พวกเราได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลินทั้งได้ความรู้อีกด้วย เจ้าของบ้านก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีนำน้ำเย็นมาเสิร์ฟให้พวกเราได้ดื่มดับกระหาย ซึ่งในวันนั้นดื่มน้ำหลายแก้วเลยค่ะ
หลังจากนั้นก็ลากลับเดินทางสู่เส้นทางเดิมและนั่งรถตู้กลับเข้าเขตเมืองสมุทรปราการต่อไป ซึ่งตลอดเวลาที่เดินทางดิฉันมีความสุขจริง ๆ การเดินทางแบบผจญภัยอย่างนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อีกทั้งยังได้รับความรู้ ประกอบกับต้องมีความอดทนต่อการเดินทางไกล แต่บอกได้คำเดียวว่าคุ้มค่า และประทับใจที่สุด มิน่าล่ะเค้าถึงบอกว่าเมืองไทยมีดีอีกมาก ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเชิญชวนให้พวกเราช่วยกันท่องเที่ยวภายในประเทศดีกว่าเพราะยังมีอีกหลายสถานที่ที่เราคาดไม่ถึงและน่าอัศจรรย์จริง ๆ การเดินทางครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ เป็นภาพของความทรงจำที่หาซื้อไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ ณ ที่แห่งไหน เวลาจะผ่านไปอย่างไรคุณก็จะทับใจมิรู้ลืมจริง ๆ
สุดท้ายนี้ ดิฉันขอเชิญชวนให้ผู้อ่านทุกท่าน ที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ช่วยกันเดินทางไปเที่ยวชมวัดขุนสมุทรจีนแห่งนี้ให้มากขึ้น เพราะทางวัดต้องการเชิญชวนให้ทุกคนมาเยี่ยมชมและทำบุญซึ่งวัดขุนสมุทรจีนยังต้องการจตุปัจจัยที่สำคัญอีกมาก เมื่อมองดูแล้วมีบรรยากาศและภูมิทัศน์โดยรอบที่เงียบสงบเป็นธรรมชาติน่าเที่ยวชม ให้กลิ่นไอของความเป็นเมืองไทย เมื่อคุณได้ไปถึงแล้วคุณจะต้องรู้สึกเหมือนอย่างที่ดิฉันบรรยายจริง ๆ ทำให้อดนึกถึงคำว่าเสน่ห์ของเมืองไทยไม่ได้ กล่าวคือ เป็นเสน่ห์แห่งน้ำใจ เสน่ห์ของวัดขุนสมุทรจีนก็เปรียบเสมือนเป็นอัญมณีแห่งสายน้ำ บรรยายมาถึงขนาดนี้แล้วขอบอกได้คำเดียวว่าไม่ไปไม่ได้แล้วค่ะ |