|
เสน่ห์อัมพวา
โดย Patthanid C.
“ตลาดน้ำอัมพวา” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อเสียงของจังหวัดสมุทรสงคราม โดยริ่เริ่มโครงการตลาดน้ำอัมพวาเมื่อปี 2547 จากปรัชญาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากตลาดน้ำอัมพวาอยู่ใกล้กับตลาดน้ำดำเนินสะดวกแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมาช้านานของจังหวัดราชบุรี ซึ่งเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาเช้า ดังนั้นการที่จะทำให้ตลาดน้ำอัมพวาแตกต่างกับตลาดน้ำดำเนินสะดวกก็ต้องอาศัยช่วงเวลาที่แตกต่าง โครงการตลาดน้ำยามเย็นอัมพวาจึงเกิดขึ้นจากกลุ่มชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ จนกลายเป็นชุมชนริมน้ำขนาดใหญ่ที่ภายหลังต่อมากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสมุทรสงคราม
วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ล่องลำน้ำชมอัมพวากัน ก่อนอื่นต้องบอกว่าอัมพวาในวันนี้มีผู้คนหลั่งไหลมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก หากจะมาเดินเที่ยวอัมพวาแบบสบายๆ คนไม่แน่นมากนัก เวลาประมาณเที่ยงถือว่ากำลังดีทีเดียว แดดร้อนหน่อยแต่ว่าคนไม่เยอะมากนัก เดินเที่ยวเลาะริมคลองอัมพวาไปเรื่อยๆ ได้อย่างสบายๆ ตกเย็นหน่อยก็ค่อยกลับมาเดินเที่ยวตลาดน้ำยามเย็นของอัมพวากันต่อ เพราะหากมาตอนเย็นทีเดียวอาจจะไม่ได้เดินแบบสบายๆ แต่จะได้ไหลไปแทน
เนื่องจากวันนี้เป็นครั้งแรกของเราที่มาตลาดน้ำอัมพวา ก็มาซะบ่ายเลยล่ะ ร้านค้าก็เริ่มตั้งกันอย่างหนาแน่นแล้ว แต่คนยังไม่เยอะมากนัก แทบไม่น่าเชื่อว่าเดินได้ไม่ถึงชั่วโมง จากสะพานและทางเดินที่คนไม่เยอะมากนัก กลับเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลกันมาเยี่ยมชมอัมพวา จนทำให้ต้องเปลี่ยนโปรแกรมจากเดินเล่นอัมพวามาล่องลำน้ำอัมพวากันดีกว่า ราคาก็ไม่แพงมากนักคนละ 60 บาท เรือนั่งได้ราวๆ 12 คน เนื่องจากว่าวันนี้เรามากันหกคน ไม่ได้เหมาเรือก็เลยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาร่วมทริปด้วยอีกสี่คน โดยโปรแกรมท่องเที่ยวจะล่องเรือเที่ยวจุดสำคัญตามลำน้ำแม่กลอง
เริ่มจากจุดแรกเราจะแวะกันที่วัดทองคุ้ง เป็นวัดที่มีอายุประมาณ 200 ปี มีสิ่งที่สำคัญคือหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ที่สุดในลำน้ำแม่กลอง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิราบปั้นด้วยปูนเป็นรูปนอก ภายในเป็นอย่างไรนั้นก็ไม่มีใครทราบ ว่ากันว่าด้านในอาจจะเป็นพระพุทธสำริดก็ได้ เพราะช่วงหนึ่งที่มีการรบติดพันกันมีศึกพม่าเข้ามาในบ้านเรา อาจจะกลัวว่าพม่าจะเข้ามาพบและนำกลับไปประเทศพม่าจึงได้มีการอำพรางเอาไว้ ซึ่งนอกจากจะมานมัสการหลวงพ่อโตแล้ว วัดแห่งนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ซึ่งจัดแสดงพระพุทธรูปสมัยต่างๆ และที่น่าสนใจก็คือพระพุทธรูปไม้ศิลปะพม่าผสมล้านนา ดูเผินๆ เหมือนพระพุทธรูปทำจากโลหะเลยล่ะ หากหลวงพี่ไม่บอกว่าเป็นไม้นี่ไม่เชื่อเด็ดขาด ลืมบอกไปว่าที่นี่มียกช้างเสี่ยงทายด้วยล่ะโดยให้ใช้นิ้วเดียวเกี่ยวหูช้างยกขึ้น โดยรอบแรกให้อฐิษฐาน ... ขอให้ยกขึ้น รอบที่สองให้อฐิษฐานเหมือนเดิมแต่ขอให้ยกไม่ขึ้นล่ะ ด้วยความที่เป็นครอบครัวพลังช้างกันทั้งบ้านเลยยกขึ้นทั้งสองรอบซะงั้น
จากนั้นก็ไปยังจุดที่สองนั่นคือวัดบางแคใหญ่ ซึ่งในอดีตเป็นวัดใหญ่ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น มีเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมสิบสองสมัยพระนารายณ์อยู่บนลานหน้าอุโบสถมีพระระเบียงล้อมรอบ จุดเด่นที่น่าสนใจสำหรับวัดนี้คือภาพเขียนที่ทางวัดรักษาไว้เป็นอย่างดี มีภาพเรื่องราวเกี่ยวกับการทำสงครามไทย พม่าที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง หากมีเวลาสักหน่อยที่นี่เค้ามีไกด์ที่จะอธิบายเรื่องราวความเป็นมาและประวัติของภาพเขียนแผ่นนี้ได้อย่างละเอียดเลยล่ะ แต่สำหรับพวกเรามีเวลาค่อนข้างจำกัด ครั้งนี้เลยต้องขอผ่าน เดินออกมาด้านนอกที่นี่มีน้ำมะพร้าวอ่อนไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวด้วยล่ะ แหมเดินมาร้อนๆ ได้น้ำมะพร้าวอ่อนมันช่างชื่นใจเสียจริงๆ
จุดต่อไปที่พวกเราจะล่องเรือไปต่อนั่นก็คือ วัดบางกุ้ง เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาถือว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะตามประวัติศาสตร์เล่าว่า สมเด็จพระเอกทัศน์มีพระราชดำรัสให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้ง จึงเรียกที่นี่ว่า “ค่ายบางกุ้ง” ปัจจุบันวัดแห่งนี้ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของการล่องเรือเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาเลยล่ะ เนื่องจากที่นี่มีพระอุโบสถที่ถูกต้นไทรปกคลุมทั้งหลัง จึงทำให้โบสถ์แห่งนี้มีชื่อเรียกว่า “โบสถ์ปรกโพธิ์” ภายในอุโบสถแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปขนาดใหญ่ สมัยอยุธยาตอนปลาย ปางมารวิชัย ที่ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อโบสถ์น้อย” หรือหลวงพ่อนิลมณี อีกทั้งยังมีจิตรกรรมฝาผนังรูปอดีตพระพุทธเจ้าและภาพพุทธประวัติที่คงความสมบูรณ์ของภาพไว้อย่างงดงาม แม้ว่าจะผ่านเวลามาเนิ่นนานแล้วก็ตาม สำหรับวันนี้ต้องบอกว่าเสียดายที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจนัก พอพวกเราเดินทางมาถึงที่แห่งนี้สายฝนก็โปรยปรายลงมาอย่างหนัก แต่ยังโชคดีที่ยังได้เข้าไปชมด้านในของโบสถ์ปรกโพธิ์แห่งนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่ารากไม้จะทำให้โบสถ์แห่งนี้คงสภาพมาถึงทุกวันนี้ล่ะ
จุดสุดท้ายที่พวกเราจะล่องเรือไปต่อเป็นวัดที่สร้างด้วยไม้สัก แต่ว่าน่าเสียดายที่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเค้าจะกลับกันแล้ว ประกอบกับฟ้าฝนชักไม่เป็นใจ เราในฐานะเจ้าบ้านที่ดีก็ต้องตามใจเค้าหน่อย และอีกอย่างที่สำคัญทริปนี้ผู้ร่วมทริปเรามีครอบครัวซึ่งประกอบด้วย พ่อแม่และป้าดูท่าจะเหนื่อยเกินไปแล้ว เกรงว่าวัยรุ่นจะไม่ไหวก็เลยตัดสินใจกลับดีกว่า เดี๋ยวค่อยมาเที่ยวใหม่ก็ได้ สำหรับทริปนี้ของพวกเราก็เป็นที่ถูกอกถูกใจวัยรุ่นเค้าล่ะ เพราะได้ล่องเรือเข้าวัดอิ่มบุญ สุขใจเค้าแล้วล่ะ นานๆ ได้พาครอบครัวออกมาเที่ยวกันพร้อมหน้าก็สนุกดีเหมือนกัน แถมมาเที่ยวใกล้ๆ การเดินทางไปมาสะดวกแบบนี้ถูกใจวัยรุ่นเค้าล่ะ มีการแอบกระซิบอีกนะว่า คราวหน้าพามาเที่ยวใหม่นะ อยากไปดูหิ่งห้อย .. |