วางแผนเที่ยว
วางแผนเที่ยว

4วัน 3คืน : อุดรธานี - สกลนคร - นครพนม

ตารางท่องเที่ยว :
อุดรธานี 2 วัน , สกลนคร 1 วัน , นครพนม 1 วัน
ช่วงเวลา :
4 วัน 3 คืน
หมวดหมู่ :
ศิลปะและวัฒนธรรม, กิจกรรม และ เทศกาลต่างๆ, ธรรมชาติ, ชายหาดและเกาะต่างๆ, กิจกรรมผจญภัย,
  • วันที่ 1
    มิ.ย. 16
  • วันที่ 2
    มิ.ย. 17
  • วันที่ 3
    มิ.ย. 18
  • วันที่ 4
    มิ.ย. 19
วันที่ 1 : อุดรธานี

วัดป่าภูก้อน

วัดป่าภูก้อน ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่านายูงและป่าน้ำโสม ท้องที่บ้านนาคำ ตำบลบ้านก้อง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี อันเป็นรอยต่อแผ่นดิน 3 จังหวัด คือ อุดรธานี เลย และหนองคาย กำเนิดขึ้นจากการดำริชอบของพุทธบริษัทสี่ ผู้ตระหนักถึงคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและป่าต้นน้ำลำธาร ซึ่งกำลังถูกทำลาย โดยในปี พ.ศ. 2527 พระเดชพระคุณหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ได้เมตตาปรากฏในทิพยนิมิต สั่งให้ไปธุดงค์ทางภาคอีสานเป็นเวลา 10 วัน คุณปิยวรรณและคุณโอฬาร วีรวรรณ พร้อมคณะได้เดินทางมาธุดงค์แถบจังหวัดสกลนครและอุดรธานี เกิดความเลื่อมใสในปฏิปทาของพระป่า จึงได้เข้าช่วยเหลือท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก สำนักสงฆ์บ้านนาคำน้อย ในการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจัดตั้งเป็นวัดป่านาคำน้อย และปลูกป่าทดแทนฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมกว่า 750 ไร่ อย่างถูกต้องตามระเบียบของกรมป่าไม้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติธรรมและอยู่อาศัยของพระสงฆ์ จากนั้นท่านพระอาจารย์อินทร์ถวายได้พาไปดูป่าภูก้อนที่กำลังถูกสัมปทานตีตราตัดไม้ คณะศรัทธาจึงได้ตัดสินใจสร้างวัด โดยกราบอาราธนาท่านพระอาจารย์ชาลี ถิรธัมโม (ปัจจุบันเป็นพระครูจิตตภาวนาญาณ) เป็นประธานและขวัญกำลังใจในการก่อสร้าง และได้ทำเรื่องขอใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาตินายูง-น้ำโสม เพื่อสร้างวัดในเนื้อที่ 15 ไร่ จากกรมป่าไม้ จนได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2530 ต่อมาได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกรมการศาสนา จนได้รับอนุญาตให้สร้างวัดในวันที่ 3 กรกฎาคม 2530 และมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการตั้งเป็น 'วัดป่าภูก้อน' ขึ้นในพระพุทธศาสนาเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2530 เพื่อรักษาบริเวณวัดให้คงสภาพป่าอย่างสมบูรณ์ คณะศรัทธาจึงพยายามอย่างหนักที่จะขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่โดยรอบวัดด้วย ด้วยความเมตตากรุณาเป็นที่สุดของผู้ใหญ่ผู้มีพระคุณหลายท่านในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงมหาดไทย อันได้แก่ ท่านปลัดเถลิง ธำรงนาวาสวัสดิ์ ท่านปลัดจุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ท่านปลัดอนันต์ อนันตกูล ท่านอธิบดีจำนงค์ โพธิเสโร ที่เห็นคุณค่าของป่าและความตั้งใจจริงของคณะศรัทธาที่จะรักษาป่า จึงได้สนับสนุนช่วยเหลือจนเป็นผลสำเร็จ จนในที่สุดในวันที่ 22 มิถุนายน 2531 ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อจัดตั้งพุทธอุทยานมีเนื้อที่ 1,000 ไร่ และได้รับขนานนามว่า 'พุทธอุทยานมหารุกขปาริชาติภูก้อน' ภายหลังยังได้รับความสนับสนุนจากอธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมชลประทาน ท่านต่อๆ มา ตลอดจนท่านผู้ใหญ่ในกรมตำรวจ กองทัพบก กองทัพอากาศ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค องค์การโทรศัพท์ อีกหลายท่าน วัดป่าภูก้อนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ในวันที่ 7 มิถุนายน 2532 คณะศรัทธาจึงได้พร้อมใจกันจัดงานฝังลูกนิมิต โดยได้รับเกียรติจากท่านจุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ในขณะนั้น เป็นประธานในพิธีตัดลูกนิมิตและผูกพัทธสีมา ณ วัดป่าภูก้อน เมื่อวันที่ 13-14 มกราคม 2533 และรวบรวมปัจจัยในงานจัดตั้งมูลนิธิ 'ปิยธรรมมูลนิธิ' ขึ้น เพื่อเกื้อกูลพระภิกษุสามเณรในวัดและงานสาธารณประโยชน์ต่างๆ ในท้องถิ่น พุทธอุทยานแห่งนี้ยังเคยเป็นสถานที่ธุดงควัตรของพระนวกะ จากโรงเรียนนายร้อยทั้ง 4 เหล่าทัพ ซึ่งอุปสมบทในภาคฤดูร้อน โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดเกล้าฯ บรรพชาที่วัดบวรนิเวศฯ แล้วประทานอนุญาตให้มาอบรมกรรมฐานที่วัดป่าภูก้อน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นเวลา 5 ปี ติดต่อกันมา ปัจจุบันนี้วัดมีศาลาอุโบสถ 2 ชั้น 1 หลัง ซึ่งเป็นที่ประกอบพิธีสงฆ์ชั้นบนและเป็นที่ฉันชั้นล่าง มีกุฏิพระ 45 หลัง เรือนครัว 1 หลัง เรือนพักฆราวาส 6 หลังถังเก็บน้ำคอนกรีต 20 ถัง และห้องน้ำจำนวนมาก โดยใช้ระบบประปาภูเขา จากฝายเก็บน้ำดินขนาดเล็กที่เป็นแหล่งต้นน้ำซับและน้ำตกในวัด ซึ่งต่อมากรมชลประทานได้บูรณะถวายให้แข็งแรงถาวรในปี 2538 และวัดยังได้ต่อระบบประปาไปถึงหมู่บ้านนาคำที่อยู่ห่างจากวัดไป 4 กม. เพื่อให้ชาวบ้านมีแหล่งน้ำใช้อย่างสะดวกและสะอาด ในปัจจุบันนี้ วัดป่าภูก้อนดำรงคงอยู่ด้วยความสมดุลของป่าไม้ที่ทวีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นทุกคืนวัน โดยบุคคลผู้มีความศรัทธาและระลึกคุณของสรรพสิ่งทั้งหลายของชาติและแผ่นดินอันเป็นที่กำเนิดแห่งชีวิต โดยมีคุณพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องสำนึก และมีพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่ชาวไทยทุกคนควรทดแทน เป็นกำลังใจส่งเสริมพระสงฆ์ผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบให้ดำรงปฏิปทาของพระป่ากรรมฐานเพื่อบูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จนถึงที่สุด  

อ่านต่อ

รายละเอียด

4 ชั่วโมง 57 นาที ( ระยะทางประมาณ 58.34 กิโลเมตร)

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูพาน ครอบคลุมพื้นที่ 3,430 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่มีชื่อว่า “ป่าเขือน้ำ” บ้านติ้ว ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี อยู่ห่างจากตัวจังหวัดระยะทางประมาณ 67 กม. อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเปิดบริการเวลา 08.00-16.30 น. อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทแห่งนี้ ปรากฏร่องรอยของกิจกรรมของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อราว 2,000 – 3,000 ปีมาแล้ว มีการพบภาพเขียนสีมากกว่า 30 แห่ง ยังพบการดัดแปลงโขดหินและเพิงผาธรรมชาติให้กลายเป็นศาสนสถานของผู้คนใน วัฒนธรรมทวารวดี ลพบุรี สืบต่อกันมาจนถึงวัฒนธรรมล้านช้าง ตามลำดับ ซึ่งร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางสังคมของ มนุษย์ได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ทางกรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการขอใช้พื้นที่ ป่าสงวนจำนวน 3,430 ไร่ จากกรมป่าไม้ โดยได้ประกาศขึ้นทะเบียนเขตโบราณสถานไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 98 ตอนที่ 63 เมื่อวันที่ 28 เมษายน พุทธศักราช 2524 จากนั้นจึงได้พัฒนาแหล่งจนกลายเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทในที่สุด สภาพภูมิประเทศของภูพระบาทมีลักษณะเป็นโขดหินและเพิงผาที่กระจัดกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เกิดจากการผุพังสลายตัวของหินทราย ซึ่งมีเนื้อหินที่แข็งแกร่งแตกต่างกัน ระหว่างชั้นของหินที่เป็นทรายแท้ๆ ซึ่งมีความแข็งแกร่งมาก กับชั้นที่เป็นทรายปนปูนซึ่งมีความแข็งแกร่งน้อยกว่า นานๆ ไปจึงเกิดเป็นโขดหิน และเพิงผารูปร่างแปลกๆ ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 2,000 – 3,000 ปีมาแล้ว วิถีชีวิตของผู้คน ในสมัยนั้นดำรงชีวิตด้วยการเก็บของป่า และล่าสัตว์เป็นอาหาร เมื่อขึ้นมาพักค้างแรม อยู่บนโขดหินและเพิงผาธรรมชาติเหล่านี้ก็ได้ใช้เวลาว่างขีดเขียนภาพต่างๆ เช่น ภาพคน ภาพสัตว์ ภาพฝ่ามือ ตลอดจนภาพลายเส้นสัญลักษณ์ต่างๆไว้บนผนังเพิงผาที่ใช้พักอาศัย ซึ่งปรากฏอยู่ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเป็นจำนวนมาก เช่น ที่ถ้ำวัว – ถ้ำคน และภาพเขียนสีโนนสาวเอ้ ซึ่งภาพเขียนสีบนผนังหินเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาให้ผู้คนในชั้นหลังค้นหาความหมายที่แท้จริงต่อไป  

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 10 นาที ( ระยะทางประมาณ 62.91 กิโลเมตร)

สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม

อยู่ในเขตเทศบาลเมืองอุดรธานี หนองประจักษ์เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ มีมาตั้งแต่ก่อนตั้งเมืองอุดรธานี เดิมเรียกว่า"หนองนาเกลือ" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "หนองประจักษ์" เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมผู้ทรงก่อตั้งเมืองอุดรธานี ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 เทศบาลเมืองอุดรธานี ได้ทำการปรับปรุงหนองประจักษ์ขึ้นใหม่ เพื่อถวายเป็นราชสักการะแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยบริเวณตัวเกาะกลางน้ำได้จัดทำสวนหย่อมปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิด และทำสะพานเชื่อมระหว่างเกาะมีน้ำพุ หอนาฬิกา และสวนเด็กเล่น แต่ละวันจะมีประชาชนเข้าไปพักผ่อนและออกกำลังกายกันเป็นจำนวนมาก  

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 47 นาที ( ระยะทางประมาณ 31.10 กิโลเมตร)

วนอุทยานน้ำตกธารงาม

วนอุทยานน้ำตกธารงาม อยู่ในเขตป่าขุนห้วยสามพาด-ขุนห้วยกองสี อยู่ในท้องที่ตำบลหนองแสง กิ่งอำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี มีเนื้อที่ประมาณ 78,125 ไร่ โดยกรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2527 ลักษณะภูมิประเทศ เป็นภูเขาสูงชันและเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน โดยแยกตัวเป็นพืดยาวติดต่อกันออกไปทางทิศเหนือ พื้นที่มีความลาดชันสูงและค่อนข้างราบบนสันเขา มีลำธารหลายสายไหลลงสู่ห้วยสามพาด ห้วยน้ำฆ้องและห้วยกองสี เฉพาะที่ห้วยวังกุ่มเป็นป่าทึบและรกชัฏ ทิศใต้ของพื้นที่เป็นพะลานหินชื่อ “แหลสะอาด” ลักษณะภูมิอากาศ    สภาพภูมิอากาศของวนอุทยานน้ำตกธารงามแบ่งได้ 3 ฤดู คือ ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน ฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า เป็นป่าดงดิบและป่าเต็ง พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ ประดู่ นนทรี มะค่าโมง มะค่าแต้ เต็งดง ยาง เต็ง รัง เป็นต้น และไม้พื้นล่างได้แก่ไผ่ต่างๆ หวาย กล้วยไม้เกาะหิน เฟิร์น และต้นข้าวสาร สัตว์ป่าที่พบได้แก่ หมูป่า เก้ง กระจง ลิง ชะนี ค่าง บ่าง อีเห็น และนกชนิดต่างๆ  บ้านพักและสิ่งอำนวยความสะดวก วนอุทยานน้ำตกธารงาม ไม่มีบ้านพักไว้บริการแก่นักท่องเที่ยว หากนักท่องเที่ยวมีความประสงค์จะเดินทางไปพักแรม โปรดนำเต็นท์ไปกางเอง แล้วไปติดต่อขออนุญาตกับหัวหน้าวนอุทยานน้ำตกธารงามโดยตรง หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายจัดการวนอุทยาน สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ 10900 แหล่งท่องเที่ยว  ห้วยวังกุ่ม ที่ห้วยวังกุ่มซึ่งไหลลงห้วยน้ำฆ้องจะมีน้ำตกธารงามมีน้ำไหลเกือบตลอดปี เหนือน้ำตกธารงามตามลำห้วยขึ้นไปจนถึงขุนจะเป็นโขดหิน หน้าผาและถ้ำที่สวยงามและแปลกตา ด้านทิศใต้ของพื้นที่เป็นพะลานหินชาวบ้านเรียกแหลชื่อ”แหลสะอาด” ซึ่งเป็นแหลขนาดใหญ่ ณ จุดนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้สวยงามและกว้างไกล สถานที่ติดต่อ    วนอุทยานน้ำตกธารงาม สำนักบริหารจัดการในพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) อ.หนองแสง จ.อุดรธานี

อ่านต่อ

รายละเอียด

ภูฝอยลม

เป็นยอดภูเขาสูงที่มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าพันดอน – ปะโค อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 600 เมตร มีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี และมีความชุ่มชื้นสูงมาก และด้วยความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าในอดีต ทำให้เกิด Lichen (รา +สาหร่าย) ชนิดหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Frutiose เรียกว่า ฝอยลม (Usnea abissinica Mot.)มีลักษณะเป็นเส้นฝอยสีเขียวปนเทา เกาะอาศัยอยู่ตามกิ่งของต้นไม้เจริญงอกงามกระจายอยู่เต็มภูเขา จนได้รับการขนานนามว่า ภูฝอยลม ต่อมาได้มีราษฎรเข้ามาจับจองบุกรุกพื้นที่เพื่อจัดตั้งหมู่บ้านหลายหมู่บ้าน จึงทำให้สภาพป่าเริ่มเสื่อมโทรม ทำให้จำนวนฝอยลมลดน้อยลง จนแทบจะสูญพันธุ์ และในระหว่างปี 2528 – 2532 ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ในขณะนั้น (นายสายสิทธิ์ พรแก้ว และ นายจรวย ยิ่งสวัสดิ์) ได้เคลื่อนย้ายราษฎรเหล่านั้นออกจากพื้นที่ป่าโดยจัดให้อยู่ในพื้นที่ใหม่ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ปี 2533 สำนักงานป่าไม้เขตอุดรธานี โดย นายมานิตย์ เอี่ยมสรรพางค์ ป่าไม้เขตอุดรธานี และ นายสนั่น ศิริวัฒนกาญจน์ ผู้ช่วยป่าไม้เขตอุดรธานี ในขณะนั้น ได้ริเริ่มโครงการเยาวชนพิทักษ์ไพร ทำการฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยใช้ชื่อย่อว่า ย.พ.พ. เพื่อปลูกฝังทัศนคติ ให้คนรุ่นใหม่ได้หันมาสนใจและเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และต่อมา ปี 2535 กรมป่าไม้ ได้อนุมัติให้จัดตั้ง สวนรวมพรรณไม้ป่า 60 พรรษา มหาราชินี เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา และเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมพรรณไม้ป่าของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจนเป็นสถานที่สำหรับศึกษาธรรมชาติและพักผ่อนหย่อนใจของจังหวัดอุดรธานี ปี 2541 กรมป่าไม้ได้อนุมัติให้จัดทำโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าพันดอน-ปะโค ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้างแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยพัฒนาหน่วยงานที่เหมาะสม ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ปี 2545 สำนักงานป่าไม้เขตอุดรธานี โดย นายสมชาติ ธรรมพิทักษ์ ป่าไม้เขตอุดรธานี เสนอของบประมาณตามนโยบายเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว โดยการสนับสนุนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต 4 (นายธีระยุทธ วานิชชัง) จึงได้รับอนุมัติงบประมาณก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และปรับปรุงภูมิทัศน์ในพื้นที่ให้บริการ และได้เปลี่ยนชื่อโครงการใหม่ เป็น โครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศภูฝอยลม ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Phu Foilom Ecotourism Project เพื่อความสะดวกในการจดจำ และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และในปีเดียวกันนี้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี (นายชัยพร รัตนนาคะ) ได้มีนโยบายที่จะพัฒนาพื้นที่ภูฝอยลมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของภูมิภาค จึงได้จัดหางบประมาณสร้างแหล่งน้ำเพิ่มเติม สร้างถนนลาดยาง และจัดทำโครงการอุทยานล้านปีภูฝอยลม โดยมีการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ รูปปั้นไดโนเสาร์ชนิดต่าง ๆ จระเข้และเต่าโบราณ จัดทำหุ่นจำลองแสดงวิวัฒนาการจากลิงจนกลายเป็นมนุษย์ จัดทำนาฬิกาแดด โดยมีเส้นทางเดินเท้าและการปรับปรุงภูมิทัศน์ในบริเวณโดยรอบ โปรดช่วยกันรักษาภูฝอยลมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นห้องเรียนทางธรรมชาติ และที่ศึกษาหาความรู้ของพวกเราตลอดไป เปรียบเสมือนหนึ่งว่า ภูฝอยลม คือ ป่าของเรา กิจกรรมที่น่าสนใจ ภูฝอยลมมีงานเทศกาลดอกทิวลิปบานจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงปลายเดือนธันวาคม (ก่อนเดินทางควรตรวจสอบช้อมูลก่อน) 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554 จัดเป็นครั้งที่ 2   สอบถามรายละเอียด โทร. 0 4291 0902, 0 4225 0207, 08 9710 2633 หรือเว็บไซต์ภูฝอยลม http://www.phufoilom.com/                                                   

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 2 : อุดรธานี

สวนกล้วยไม้หอมอุดรซันไฌน์

จากตัวเมืองไปราว 2 กม. ตามถนนเลี่ยงเมืองใกล้แยกไปจังหวัดหนองคาย เลี้ยวเข้าทางแยกไปหนองสำโรงใกล้กับสนามกอลฟ์มีป้ายบอกบริเวณสวนกล้วยไม้หอมอุดรซันไฌน์ ตั้งแต่เช้ามืดไปจนราวบ่ายโมงกลิ่นของกล้วยไม้จะหอมตลบอบอวล จนสามารถนำไปสกัดเป็นน้ำหอมได้ มีกล้วยไม้ และน้ำหอม จำหน่าย ที่สวน และตามร้านสินค้าพื้นเมืองอุดรธานีคุณประดิษฐ์ คำเพิ่มพูล เจ้าของ และผู้คิดค้น มีโครงการค้นคว้าทางด้าน ธรรมชาติ และการเกษตรที่น่าสนใจอีกหลายโครงการ  กล้วยไม้หอมอุดรซันไฌน์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ของจังหวัดอุดรธานี ที่อยู่ใกล้ตัวเมืองที่สุดจึงถือเป็นเสน่ห์ ในการดึงดูดนักท่อง เที่ยวชาวไทยและต่างประเทศให้เดินทางไปสัมผัสกับความแปลกและความสวยงามซึ่งมีอยู่เพียงแห่งเดียวในโลกนี้ก็ว่าได้ กล้วยไม้หอมอุดรซันไฌน์เป็นกล้วยไม้พันธุ์แวนด้าใบร่อง ลูกผสมระหว่างสามปอยดง และโจเซฟฟิน แวนเบอโร่ผสมได้ด้วยฝีมือของมนุษย์เมื่อปี 2520 โดยเกษตรกรสมัครเล่นชื่อนายประดิษฐ์ คำเพิ่มพูล อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 127 ซอยกลมพัฒนา ต.บ้านเลื่อม อ.เมือง จ.อุดรธานี กล้วยไม้หอมอุดรซันไฌน์ เริ่มให้ดอกราวปี พ.ศ.2530 เมื่อดอกออก มาจะให้กลิ่นหอมรัญจวนแบบไทย ๆ นับว่าเป็นความแปลกใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน ในโลกนี้ ดอกของกล้วยไม้ชนิดนี้จะให้กลิ่นหอมตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนกระทั่งถึงบ่ายโมงต่อมากลิ่นจะเปิด-ปิดในช่วง เวลาดังกล่าวจนกว่าดอกจะเหี่ยวแห้งไป นอกจากดอกจะให้ความหอม เป็นกรณีพิเศษแล้วยังสามารถเปลี่ยนสีได้ถึง3 สีคือ เมื่ออากาศเย็นจัดระหว่าง 10-15 องศาเซลเซียส ดอกจะเป็นสีแดงสดใสเมื่ออุณหภูมิ 15 -20 องศาเซลเซียสดอกจะเป็นสีทองถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นมาก กว่านี้ดอกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสดแต่กลิ่นยังคงที่เหมือนเดิมสำหรับดอกยังมีคุณลักษณะพิเศษอีก โดยจะมีความทนนานคาต้นโดย ที่ไม่ ต้องตัดจะอยู่ได้ราว 60 วัน ถ้าตัดออกจากต้นจะอยู่ได้15 วัน แต่ถ้าอากาศเย็นจัดจะสามารถอยู่ได้ถึง 25วันส่วนกลิ่นถ้าตัดแล้วจะให้ความหอมประมาณ 10 วัน หลังจากนั้นกลิ่นจะค่อยจางหายไปเรื่อย ๆจนกว่าดอกจะแห้งในที่สุด  ปัจจุบันกล้วยไม้หอมอุดรซันไฌน์ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์แล้วที่สมาคมกล้วยไม้โลกประเทศอังกฤษ  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   042 242475  

อ่านต่อ

รายละเอียด

สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม

อยู่ในเขตเทศบาลเมืองอุดรธานี หนองประจักษ์เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ มีมาตั้งแต่ก่อนตั้งเมืองอุดรธานี เดิมเรียกว่า"หนองนาเกลือ" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "หนองประจักษ์" เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมผู้ทรงก่อตั้งเมืองอุดรธานี ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 เทศบาลเมืองอุดรธานี ได้ทำการปรับปรุงหนองประจักษ์ขึ้นใหม่ เพื่อถวายเป็นราชสักการะแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยบริเวณตัวเกาะกลางน้ำได้จัดทำสวนหย่อมปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิด และทำสะพานเชื่อมระหว่างเกาะมีน้ำพุ หอนาฬิกา และสวนเด็กเล่น แต่ละวันจะมีประชาชนเข้าไปพักผ่อนและออกกำลังกายกันเป็นจำนวนมาก  

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 14 นาที ( ระยะทางประมาณ 27.75 กิโลเมตร)

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ตั้งอยู่ที่บ้านเชียง ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดร-ธานี อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 55 กิโลเมตร เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประเภทแหล่งอนุสรณ์สถาน จัดตั้งขึ้นในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อันเป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงหลักฐานที่ได้จากการสำรวจขุดค้นที่บ้านเชียง และแหล่งโบราณคดีใกล้เคียง ประกอบด้วยภาชนะดินเผา เครื่องมือ เครื่องใช้ และสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งผู้เข้าชมจะได้รับรู้ถึงการดำรงชีวิตของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปกว่า 5,000 ปี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ได้แบ่งพื้นที่การจัดแสดงออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ตั้งอยู่ทางด้านขวาของทางเข้า ในเขตวัดโพธิ์ศรีใน เป็นพิพิธภัณฑ์เปิดที่เป็นแหล่งโบราณคดีแห่งแรกในประเทศไทย เป็นนิทรรศการถาวร ซึ่งแสดงขั้นตอนการขุดค้นทางโบราณคดีที่ยังคงลักษณะของศิลปวัตถุที่พบตามชั้นดิน เพื่อให้ผู้เข้าชมได้ศึกษาถึงการขุดค้นทางโบราณคดี และโบราณวัตถุ โดยส่วนใหญ่เป็นภาชนะดินเผาที่ฝังรวมกับศพที่กลายมาเป็นโครงกระดูกในปัจจุบัน  ส่วนที่ 2 ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของทางเข้า เป็นอาคารที่จัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องราวและวัฒนธรรมของบ้านเชียงในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตลอดจนเครื่องมือ เครื่องใช้ ที่แสดงถึงเทคโนโลยีในยุคนั้น รวมถึงวัตถุโบราณ และนิทรรศการบ้านเชียงที่เคยจัดแสดง ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา และในส่วนนี้ยังมีห้องนิทรรศการ ห้องบรรยาย และการให้บริการด้านการศึกษาแก่ผู้ที่สนใจอีกด้วย   

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 17 นาที ( ระยะทางประมาณ 28.96 กิโลเมตร)

วัดทิพยรัฐนิมิตร (วัดป่าบ้านจิก)

วัดทิพยรัฐนิมิตรหรือวัดบ้านจิก เป็นวัดที่เก่าแก่ตั้งอยู่ที่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของสี่แยกที่ตัดกันระหว่างถนนนเรศวรกับ ถนนทหาร ต.หมากแข้ง อ.เมือง อุดรธานี บริเวณนี้คือ "คุ้มบ้านจิก" เมื่อท่านเดินทางเข้าประตูมาก็จะสังเกตุเห็นว่ายังมีรั้วอิฐเตี้ยๆ กั้นอยู่อีกชั้นหนึ่ง แบ่งวัดออกเป็นสองตอน ตอนนอกมีพื้นที่น้อยกว่าตอนในมาก ตอนนอกนี้เคยเป็นที่ตั้งของโบสถ์เก่า ซึ่งรื้อถอนออกไปเมื่อปี พ.ศ. 2533 ส่วนตอนในนั้นมีพื้นที่มากกว่า มีสระน้ำติดรั้วหนึ่งสระ เมื่อมองผ่านเลยไปทางด้านซ้ายของสระน้ำก็จะเห็นโรงครัวและกุฏิแม่ชีปลูกเรียงรายกันไปตามแนวรั้วด้านทิศเหนือ ระหว่างสระน้ำและกุฏิแม่ชีจะมีถนนคอนกรีตทอดตัวยาวมุ่งตรงสู่ศาลายักษ์คู่ ซึ่งเป็นศาลาการเปรียญเก่าที่มีรปูปั้นยักษ์ 2 ตน ยืนเฝ้าอยู่ข้างหน้าศาลา ศาลานี้หลวงปู่เคยใช้เป็นสถานที่ฉันภัตตาหารเช้าของคณะสงฆ์ตอนบ่ายใช้เป็นสถานที่อบรมสั่งสอน ญาติโยมให้ฝึกหัดปฏิบัติสมาธิภาวนาในสมัยที่ยังไม่มีโบสถ์ใหม่ เมื่อหันมาทางด้านขวาของสระน้ำจะเห็น โบสถ์ใหม่ตั้งตระหง่านสง่างามมีลักษณะเป็นศิลปะผสมระหว่างสมัยสุโขทัยและ อยุธยาสวยงามมาก ปัจจุบันจะหาชมโบสถ์ที่มีศิลปะแบบผสมนี้ได้ยาก และถัดจากโบสถ์ใหม่ไปทางซ้ายมือจะเห็นวิหารคต ภายในจะมีพระพุทธรูปปางต่างๆ ตั้งแต่ปางประสูติ ตรัสรู้ จนถึงปาง ปรินิพพาน วิหารคตนี้ใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจของสงฆ์ในการฉันภัตตาหารเช้าในปัจจุบัน เลยวิหารคตไปทางซ้ายจะมีกุฏิพระเรียงรายตามแนวรั้วด้านทิศใต้ และช่วงระหว่างกุฏิพระกับวิหารคตยังมีสระน้ำกันอยู่อีกหนึ่ง สระ ส่วนถนนที่กั้นอยู่สระน้ำแรกกับโบสถ์ใหม่นั้นจะนำเราไปถึงกุฏิหลวงปู่ซึ่งด้านหลังของกุฏิหลวงปู่ยังมีสระน้ำอีกหนึ่งสระ พระประธานภายในอุโบสถ พระพักตร์มีรอยยิ้มดูอ่อนโยน เมตตา พระเนตรทอดต่ำ เหมือนกับจะก้มลงมองดูพุทธศาสนิกชนที่มากราบนมัสการท่าน ผู้ที่มาสวดมนต์บำเพ็ญเพียรภาวนาที่โบสถ์นี้ประจำทุกค่ำเช้ามักจะพูดกันว่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์นี้เวลากลางคืนมองดูแล้วเสมือนหนึ่งท่านหลับพระเนตรลง และในตอนเช้า-กลางวันจะมองเห็นท่านเบิกพระเนตรขึ้น และบางคนก็ว่า ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งใจภาวนาจะมองเห็นท่านเบิกพระเนตรขึ้นมองดู  

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 8 นาที ( ระยะทางประมาณ 60.39 กิโลเมตร)

วัดป่าบ้านค้อ

วัดป่าบ้านค้อ ตั้งอยู่บ้านค้อ ตำบลเขือน้ำ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ได้ก่อตั้งขึ้นโดยการนำของ “พระอาจารย์ทูล ขิบปปญโญ” (ปัจจุบันมรณภาพแล้วเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2551 ) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2528 มีเนื้อที่ 410 ไร่ ปัจจุบันมีเสนาสนะและสาธารณูปโภคเท่าที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัยปฏิบัติธรรมสำหรับพระและฆราวาส มีเสนาสนะป่าเหมาะแก่การปลีกวิเวกของผู้ใคร่ปฏิบัติธรรม ในส่วนของการเผยแพร่พระพุทธศาสนาและการบริการชุมชน จังหวัดอุดรธานี กำหนดให้วัดป่าบ้านค้อเป็นศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติประจำจังหวัดอุดรธานี และได้เคยจัดให้มีการบรรพชาอุปสมบทอบรมกลุ่มปฏิบัติธรรมแก่ นักเรียนและประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังมีฆราวาสทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้าพักรับอุบายธรรมภาคปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอ   

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 3 : สกลนคร

อุทยานแห่งชาติภูพาน

มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในเขตอำเภอเมืองสกลนคร อำเภอพรรณานิคม อำเภอภูพาน  จังหวัดสกลนคร และอำเภอสมเด็จ อำเภอห้วยผึ้ง อำเภอกุดบาก จังหวัดกาฬสินธุ์ มีเนื้อที่ประมาณ 655 ตารางกิโลเมตร หรือ 415,838 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2525  ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาหินปูน เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร และห้วยต่าง ๆ สภาพป่าเป็นป่าเต็งรัง ป่าดงดิบ และป่าเบญจพรรณ สัตว์ป่าที่พบเห็น ได้แก่ ค่าง ชะมด ลิงลม ภายในอุทยานฯ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่   ด้านประวัติศาสตร์  - พระธาตุภูเพ็ก อยู่บนเทือกเขาภูพาน เป็นพระธาตุเก่าแก่สมัยขอมเรืองอำนาจ สร้างด้วยหินทรายบนฐานศิลาแลงในลักษณะของเทวาลัย  - ถ้ำเสรีไทย  อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 4.5 กิโลเมตร เป็นถ้ำสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฝ่ายเสรีไทยได้ใช้เป็นที่สะสมอาวุธ และเสบียง เพราะเป็นทำเลที่เหมาะสม ปกปิดด้วยป่าไม้ที่เขียวชอุ่ม และบริเวณเดียวกันมีร่องรอยการขุดแต่งเป็นสนามบินลับด้วย  ด้านธรรมชาติ  เทือกเขาภูพาน  เป็นขุนเขาแห่งประวัติศาสตร์ที่มีผู้คนรู้จักมากที่สุด แต่เป็นดินแดนที่น้อยคนนักที่ได้ไปสัมผัสความงามธรรมชาติ โดยเฉพาะรอยต่อระหว่างจังหวัดสกลนคร-กาฬสินธุ์  - น้ำตกคำหอม และ โค้งปิ้งงู  อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 14 กิโลเมตร น้ำตกคำหอมอยู่ใกล้กับน้ำตกตาดโตน และเขตพระราชฐาน บริเวณใกล้เคียงกันจะเป็นที่ตั้งของน้ำตกต่าง ๆ อีกหลายแห่ง เช่น น้ำตกเหวสินธุ์ชัย น้ำตกสามหลั่น น้ำตกสาวไห้  ผาหินซ้อน อยู่ท่ามกลางป่าไม้ที่ร่มเย็น และหน้าทางเข้าน้ำตกคำหอม บนถนนสายสกลนคร-กาฬสินธุ์ เป็นช่วงที่คดเคี้ยวไปมาเหมือนกับงูเลื้อย หรืองูที่ถูกปิ้งที่มีไหล่ทางลดหลั่นลงมา มีหลักกิโลเมตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยตั้งอยู่ริมทาง ตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับเป็นทัศนียภาพที่สวยงาม  การคมนาคมเข้าแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้สะดวก และปลอดภัย สามารถเดินทางเข้าถึงตลอดทั้งปี สำหรับน้ำตกต่าง ๆ  จะมีน้ำเฉพาะในฤดูฝนเท่านั้น  -ผานางเมิน และลานสาวเอ้   อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ตามเส้นทางเดินเท้าประมาณ 700 เมตร และ 2 กิโลเมตร ตามลำดับ สองข้างทางจะเป็นป่าพลวงไปตลอดถึงริมหน้าผา ผานางเมิน เป็นลานหินทอดยาวหันหน้าไปทางทิศตะวันตกมองเห็นธรรมชาติเบื้องล่างได้อย่างชัดเจนสวยงาม เหมาะแก่การตั้งค่ายพักแรม และดูพระอาทิตย์ตก ส่วนด้านล่างหน้าผามีทางเดินไป ลานสาวเอ้ (คำว่า เอ้ เป็นภาษาอีสาน หมายถึง การแต่งตัวมาอวดกัน) ซึ่งเป็นลานหินธรรมชาติที่สวยงาม อยู่ท่ามกลางป่าเขา และบริเวณหน้าผาสูงชัน ในเดือนสิงหาคม-ตุลาคม จะได้พบเห็นดอกไม้ เช่น ดุสิตา กระดุมเงิน สร้อยสุวรรณขึ้นสลับสี เป็นทุ่งกว้าง เหมาะสำหรับพักผ่อน ถ่ายภาพ และชมธรรมชาติ   - ผาเสวย  อยู่ในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ ลักษณะเป็นหน้าผาที่หันหน้าไปทางทิศใต้ ณ ที่แห่งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จและประทับเสวยพระกระยาหารกลางวัน จึงได้ชื่อว่า ผาเสวย มาตั้งแต่บัดนั้น - น้ำตกห้วยใหญ่  อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 12 กิโลเมตร ลักษณะเป็นลำน้ำที่ยุบตัวลง ลดหลั่นเป็นชั้น ๆ รายล้อมด้วยสภาพป่าเขาทึบที่ร่มเย็น   - น้ำตกปรีชาสุขสันต์ ตั้งอยู่ในเทือกเขาภูพาน อำเภอเมืองสกลนคร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 24 กิโลเมตร และห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 50 กิโลเมตร ตามเส้นทางสกลนคร-อุดรธานี ลักษณะเป็นน้ำตกที่ไหลมาตามลานหินลาดเขาลดหลั่นเป็นชั้น บางช่วงคล้ายสไลเดอร์ มีความยาว 12 เมตร อยู่ท่ามกลางสภาพป่าไม้ที่สมบูรณ์ สามารถลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย น้ำจะมีมากในฤดูฝน การคมนาคมสะดวก สามารถเข้าถึงตัวน้ำตกได้ตลอดปี  สะพานหินธรรมชาติ (ทางผีผ่าน)  มีลักษณะเป็นสะพานหินที่เชื่อมต่อระหว่างหินสองกลุ่มขนาด  กว้างของสะพานประมาณ 1.5 เมตร ยาว 8 เมตร ด้านใต้เป็นเวิ้งถ้ำกว้างใช้เป็นที่หลบแดดหลบฝนได้ นับเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอย่างหนึ่ง   นอกจากนี้ทางอุทยานฯ ได้จัดทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง 1 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่บริเวณผานางเมิน ลานสาวเอ้ แก้งขี้ลิง เขตป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง แล้วกลับสู่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติอีกครั้ง และตลอดเส้นทางเดินป่ามีจุดสำหรับการศึกษาธรรมชาติในเรื่องของสภาพป่าไม้โดยทั่วไปของพื้นที่อุทยานฯ เฟิร์น หินทราย มอส และไลเคนส์ ลานสาวเอ้ ต้นไม้เพื่อนรัก เป็นต้น ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง  ค่าเข้าชม คนไทยผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท /ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท อัตราค่าบริการ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยลด 50 เปอร์เซ็นต์ วันจันทร์-วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2558 ผู้ใหญ่ 10 บาท เด็ก 5 บาท   อุทยานฯ มีบริการบ้านพัก ราคา 500 - 3,000 บาท สอบถามรายละเอียดได้ที่ อุทยานแห่งชาติภูพาน ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47000 โทร. 0 4270 3044  หรือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เขตบางเขน กรุงเทพฯ โทร. 0 2562 0760 www.dnp.go.th

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 37 นาที ( ระยะทางประมาณ 83.93 กิโลเมตร)

วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม หรือวัดถ้ำพวง และพิพิธภัณฑ์อาจารย์วัน อุตตโม

วัดถ้ำพวง เป็นวัดธรรมยุตินิกายฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ตั้งอยู่ติดกับภูเขาในเขตท้องที่บ้านท่าวัด หมู่ที่ 1 ตำบลปทุมวาปี  อำเภอส่องดาว  จังหวัดสกลนคร ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่รอยต่อ  3  จังหวัด คือ จังหวัดสกลนคร – จังหวัดอุดรธานี  และจังหวัดกาฬสินธุ์ บนเทือกเขาภูพานซึ่งเชื่อมต่อจากจังหวัดสกลนครที่มีนามตามชาวบ้านท้องถิ่นเรียกว่า“ภูผาเหล็ก”ค งจะมาจากความหมายที่ว่าบริเวณพื้นที่ถ้ำพวงนั้นมีแร่เหล็กเป็นจำนวนมาก   หากนำแม่เหล็กวางลงบนพื้นดิน จะมีหินเล็กๆติดขึ้นมาเป็นพวง  กล่าวย้อนหลังไปประมาณ  70 – 80  ปี บริเวณพื้นที่วัดถ้ำพวงที่ชาวบ้านเรียกว่าถ้ำพวงนั้นคงจะอาศัยถ้ำเล็กๆ ซึ่งมีลักษณะเหมือนอย่างพวงเกวียนหรือกระทูลเกวียน ชาวบ้านจึงพากันเรียกถ้ำพวง และเรียกติดปากกันมาจนถึงทุกวันนี้ พื้นที่ถ้ำพวง  ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,000 ฟุต  มีหน้าผาล้อมรอบสูงชันตระการตาน่าสะพรึงกลัว มีทางขึ้นทางเดียว คือ ทางที่ใช้อยู่ในปัจจุบันพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบและสูงชันตามสภาพของภูเขา  พิพิธภัณฑ์อาจารย์วัน อุตตโม เป็นอาคารเป็นรูปทรงจตุรมุข 2 ชั้น  ประดับด้วยหินอ่อนทั้งหลัง ชั้นล่าง ตกแต่งเป็นห้องแสดงภาพวาดเกี่ยวกับประวัติของพระอาจารย์ตั้งแต่เกิด ส่วนชั้นบน มีรูปปั้นของท่านในท่านั่งขัดสมาธิ พร้อมเครื่องสักการบูชาที่ตกแต่งสวยงาม และตู้กระจกแสดงเครื่องอัฐบริขารของท่าน บริเวณใกล้เคียงกันมีถ้ำพวงซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระมุจรินทร์องค์ใหญ่ และในบริเวณวัดถ้ำอภัยดำรงธรรมยังมีสังเวชนียสถานจำลองสถานที่ประสูติ  ตรัสรู้  ปฐมเทศนา  และปรินิพพานจากประเทศอินเดียแห่งเดียวในภาคอีสาน พระอาจารย์วัน อุตตโม (พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร) ท่านเป็นพระที่ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ศิษย์ "ทำให้ดูมากกว่าบอกให้ทำ" ท่านจึงเป็นที่เคารพรักของศิษย์ทั่วไปปฏิปทาของท่านคือความอดทนไม่บ่นว่าร้อนมาก หนาวมาก ท่านคงคิดว่าพูดออกไปแล้ว ก็ไม่ทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงได้กระมังจึงเงียบเสีย และคำว่าเหนื่อยมาก หิวมาก กระหายมาก ท่านก็ไม่เคยบ่น พูดไปก็คงไม่หายเหนื่อย พูดไปแล้วคงไม่หายหิว หายกระหาย นอกจากจะพักผ่อนเพื่อบรรเทาความเหนื่อยและรับประทานเสีย  พระอาจารย์วัน อุตตโม เดิมชื่อ วัน นามสกุล สีลารักษ์ เกิดวันที่ 13 สิงหาคม 2465 ที่ตำบลตาลโกน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร บิดาชื่อ นายแหลม สีลารักษ์ มารดาชื่อ นางจันทร์ สีลารักษ์ มีพี่น้อง 2 คน พระอาจารย์วัน อุตตโม เป็นคนโต และมีพี่น้องต่างมารดาอีก 3 คน ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดศรีบุญเรือง ตำบลพันนา อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2479 โดยมี พระราชกวี (จูม พันธุโล) เป็นอุปัชฌาย์ ได้กลับมาจำพรรษาที่วัดอรัญญิกวาส อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พระอาจารย์วัง ฐิติสาโร ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านได้พาออกเที่ยววิเวก 2 พรรษา และพาไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านสามผง ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม อีก 2 พรรษา  พรรษาที่ 5 พระอาจารย์วัน อุตตโม ได้กราบลาอาจารย์เพื่อไปศึกษาฝ่ายปริยัติธรรมที่วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมืองสกลนคร พระอาจารย์วัน อุตตโม ได้รับการชักชวนจากพระอาจารย์สิงห์ ธนปาโล ไปฝากตัวเป็นศิษย์ กับพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ที่วัดป่าบ้านท่าฆ้องเหล็ก อยู่ใกล้กับจังหวัดอุบลราชธานี และต่อมาท่านได้อุปสมบทที่วัดศรีธรรมาราม จังหวัดยโสธร เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2485 โดยมีพระครูจิตตวิโสธณาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาคล้าย วิสารโท เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่ออุปสมบทเป็นพระได้ทราบข่าวการมรณภาพของพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ที่วัดบูรพาราม จังหวัดอุบลราชธานี จึงเดินทางไปนมัสการศพท่าน และได้พบพระอาจารย์พรหม จิรปุญโญ ที่วัดป่าสุทธาวาส ขณะที่จำพรรษาในปี พ.ศ.2488 พระอาจารย์วัน อุตตโม ได้จำพรรษาอยู่ร่วมกับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ที่วัดบ้านหนองผือ  

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 26 นาที ( ระยะทางประมาณ 24.73 กิโลเมตร)

พระธาตุศรีมงคล

ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุศรีมงคล ตำบลบ้านธาตุ ริมเส้นทางสายวาริชภูมิ - พังโคน ห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ 65 กม. ลักษณะเป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม ยอดแหลม ตกแต่งด้วยศิลปกรรมยุคใหม่ก่ออิฐถือปูนประดับด้วยลายปั้นดินเผา บริเวณฐานเป็นพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าสร้างด้วยดินเผาที่สร้างขึ้นครอบพระธาตุองค์เดิม ซึ่งเป็นศิลาแลงที่ชำรุด การคมนาคมสะดวกรถยนต์สามารถเข้าถึงบริเวณวัด นับเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาววาริชภูมิ  บริเวณที่ตั้งบ้านธาตุแต่เดิมพื้นที่เป็นป่าดง ครั้งแรกได้มีบุคคลกลุ่มหนึ่งมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่อำเภอวาริชภูมิปัจจุบันนี้ เดิมเรียกว่า “ เมืองวารี” มีนายเวียงแก โฮมวงศ์ เป็นหัวหน้า พร้อมด้วยหลวงสุวรรณราช (กะยะ) ต้นตระกูลของสกุล “บุญรักษา” นายจันทะ-เนตร โฮมวงศ์ นายเมืองกาง หัศกรรจ์ หลวงแก้ว (ไม่ทราบนามสกุล) นายบุตราช บุญรักษา และนายจันด้วง แก้วคำแสน ได้พากันออกมาหักร้างถางพงไพร เพื่อทำไร่ แต่พอถางลึกเข้าไปก็พบองค์พระธาตุร้างอยู่ในดง จึงชะงักการถากถาง เพราะกลัวอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุนี้จะลงโทษ ดังนั้นได้จึงนิมนต์ท่านพระครูหลักคำ ประธานสงฆ์เมืองวารี มาพิจารณา ท่านเห็นว่าสถานที่บริเวณนี้เป็นมงคล เหมาะที่จะสร้างหมู่บ้านได้จึงได้พร้อมใจกันถากถางบริเวณพระธาตุร้างนี้พร้อมทั้งได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแผ่ไปให้แก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาองค์พระธาตุ และได้สร้างวัดตรงนั้น ท่านพระครูหลักคำได้ตั้งชื่อพระธาตุร้างนั้นว่า “พระธาตุศรีมงคล” ตั้งชื่อวัดว่า “วัดธาตุศรีมงคล” เมื่อประมาณ พ.ศ. 2444 และเรียกหมู่บ้านว่า “บ้านธาตุ” จนปัจจุบันนี้ ต่อมาได้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่เมืองวารี ประกอบกับทำเลตั้งบ้านเรือนคับแคบและเป็นที่ลุ่ม หน้าฝนบางครั้งน้ำท่วม ผู้คนจึงได้แยกย้ายอพยพออกไปจากเมืองวารีทางด้านทิศเหนือ ไปอยู่ที่บ้านพังฮอ ทางด้านทิศใต้ไปอยู่ที่บ้านห้วยบาง และทางทิศตะวันออกไปอยู่ที่บ้านธาตุจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนวัดธาตุศรีมงคล ได้มีเจ้าอาวาสปกครองดูแลมาตามลำดับ นับแต่เจ้าอาวาสองค์แรก พ.ศ. 2444 คือท่านพระครูพร ซึ่งเป็นลูกผู้ไทยบ้านธาตุมาจนถึงพระครูศรีเจติยานุ-รักษ์องค์ปัจจุบัน รวมทั้งหมดมี 13 องค์ ส่วนพระธาตุศรีมงคลนั้นสร้างขึ้นในสมัยใดไม่ทราบแน่ชัด ภายในพระธาตุนั้นมีวัตถุโบราณอันล้ำค่ายิ่ง เช่น พระพุทธรูปที่ทำด้วยทองคำบ้าง ทองสัมฤทธิ์บ้าง และทำด้วยวัตถุอย่างอื่นอีกมากมาย จะเห็นได้จากเมื่อพระธาตุสลักหักพังลงมา ชาวบ้านก็ได้รวบรวมโบราณวัตถุเหล่านั้นรักษาไว้ในสถานที่อันสมควร เพื่อการสักการบูชา มีพระพุทธรูปต่างๆจำนวนมาก ต่อมามีผู้แสวงหาวัตถุโบราณขโมยไปบางอย่าง ส่วนที่เหลือก็ได้รวบรวมบรรจุไว้ในองค์พระธาตุทั้งหมด กล่าวกันว่า พระธาตุศรีมงคลนี้ได้สร้างคู่กับพระธาตุดงเชียงเครือ ซึ่งตั้งอยู่ห่างไปทางทิศเหนือประมาณ 500 เมตร สันนิษฐานว่า พะธาตุทั้งสองแห่งนี้ได้สร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ผู้ครองเมืองเวียงจันทน์  

อ่านต่อ

รายละเอียด

ภูอ่างศอ

ภูอ่างศอหรือ วัดภูอ่างศอเทพคีรี  อยู่ที่ตำบลวาริชภูมิ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ห่างจากศูนย์ราชการ 18 กิโลเมตร เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบตั้งแค้มป์เป็นหมู่คณะ โดยเฉพาะในฤดูหนาวนั้นมีความงามไม่แพ้ภูกระดึง  อำเภอวาริชภูมิตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้ •ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอสว่างแดนดินและอำเภอพังโคน •ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอพังโคน อำเภอพรรณานิคม และอำเภอนิคมน้ำอูน •ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอนิคมน้ำอูน และอำเภอวังสามหมอ (จังหวัดอุดรธานี) •ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอส่องดาว   ภูอ่างศอ  อยู่ห่างจากกรุงเทพประมาณ 626 กม.ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพประมาณ 7 ชั่วโมง 48 นาที * อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 99.3 กม.ใช้เวลาเดินทางตัวจังหวัดประมาณ 1 ชั่วโมง 29 นาที ** อยู่ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 25.9 กม.ใช้เวลาเดินทางตัวอำเภอประมาณ 27 นาที***  * อ้างอิงจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ** อ้างอิงจากศาลากลางจังหวัดสกลนคร *** อ้างอิงจากที่ว่าการอำเภออำเภอวาริชภูมิ    

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 4 : นครพนม

วัดภูถ้ำพระ

วัดภูถ้ำพระ เป็นวัดหนึ่งที่พระอาจารย์ดี ฉนฺโน ได้สร้างวัดขึ้นเป็นวัดฉลองกึ่งพุทธกาล พ. ศ. ๒๕๐๐ มีพระเณรมาอยู่จำพรรษาหลายรูป ปัจจุบัน วัดภูถ้ำพระ เดิมตั้งอยู่ที่อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตปกครองของหลวงปู่สุนทรศีลขันธ์ หลวงปู่สิงห์ทอง ศิลขันธ์ ให้พระครูจิตตภาวนานุสิฐ ( พระอาจารย์สมหมายจิตต์ โน ปาโล ทานะสิงห์) เป็นเจ้าอาวาสวัดและท่านพร้อมกับชาวบ้านหลายๆ หมู่เหล่า ได้พัฒนาวัดเจริญขึ้นเป็นลำดับ จนถึงปัจจุบัน ความเป็นมา  ภูถ้ำพระ ตั้งอยู่บ้านหินโหง่น ตำบลกุดแห่ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร อยู่ในเขตป่าสงวนเสื่อมโทรม จะมีป่าไผ่ ป่าเพ็ก ขึ้นเป็นจำนวนมาก เป็นสถานที่มหัศจรรย์แปลกตาแปลกใจแก่ผู้พบเห็น ธรรมชาติปรุงแต่งเอง ในบริเวณสถานที่วัด มีถ้ำที่แปลกตาหลายถ้ำ เช่น   •ถ้ำพระ •ถ้ำเกลี้ยง •ถ้ำพรมบุตร •ถ้ำเค็ง •ถ้ำเกีย ( ค้างคาว) •ลานงูซวง •หน้าผา •อ่างเรือ •เจดีย์พระอาจารย์ดี ฉนฺโน   ลักษณะเด่นของถ้ำที่สำคัญ ๑) ถ้ำพระ  ถ้ำพระเมื่อก่อนผู้คนเดินทางไปกราบหรือว่าพักผ่อนภายในถ้ำ จะพูดจาจะระวังทุกๆ คำพูด พูดคำหยาบคาย พูดตลกคะนอง ด่าฉันเสียดสีเป็นไม่ได้มีอันเป็นไปชั่วกระพริบตา มีครั้งหนึ่งนายท่อนไปเลี้ยงวัวควายตามประสาคนชนบท ไปจับเอากบในถ้ำพระ เพื่อเป็นอาหารกลางวันพอกลับมาถึงบ้านได้ป่วยกะทันหันตายในที่สุด ของคืนวันนั้น ต่อมาก็มีอีกคนหนึ่งชื่อเจ๊กใหญ่ มาทำการค้าขายอยู่ที่บ้านกุดแห่ มีโอกาสได้ขึ้นไปบนภูถ้ำพระ แล้วหยิบเอาพระทองคำในถ้ำ ๑ องค์ เพื่อจะไปบูชาเป็นการส่วนตัว พอกลับถึงบ้านแล้วนายส่อง ซึ่งเป็นลูกชายก็ล้มป่วยโดยกระทันหัน ตายในที่สุดของวันนั้น พ่อก็ได้ทำการฌาปนกิจศพตามประเพณี ผู้เป็นพ่อก็จึงนำพระพุทธรูปองค์นั้นไปส่งยังถ้ำเหมือนเดิม จากนั้นผู้คนต่างๆ ที่หยิบเอาพระพุทธรูปจากถ้ำพระก็มีความกลัวตาย จึงนำไปส่งทุกๆ คนสมัยนั้น ต่อมาอีกก็มีนายกว้าง บัวศรี ได้กระทำล้อเลียนเหมือนคนโฆษกขายยาเอาใบไม้มาทำเป็นไมค์ลำโพง แล้วก็พูดให้เพื่อนฟังว่าเราเป็นโฆษกขายยานะทุกๆ คน ให้มาซื้อที่เราได้ราคาเป็นกันเองนะ พอกลับถึงบ้านก่อนเข้านอน ปากรู้สึกคันๆ พอเอามือมาจับดูปากก็บิดทันทีไม่สมารถจะกลับคืนได้ พอวันรุ่งขึ้นพ่อแม่พี่น้องก็ได้นำนายกว้าง ไปขอขะมาลาโทษที่ล่วงเกิน ปากที่บิดก็กลับคืนเหมือนเดิม ความอัศจรรย์ความศักดิ์สิทธิ์ของภูถ้ำพระสมัยก่อนเป็นความจริงทุกประการ เล่าต่อกันว่าพ่อผู้ใหญ่บ้านชัยเสน ได้พาพรานไปล่าสัตว์บนภูเพ็กแห่งนี้ มีพรานแก้วดวงดี พรานหอมสมบัติ พรานไชยราช และพรานพรมบุตร พร้อมกับพักพวกอีกจำนวนหนึ่งได้ไปล่าสัตว์บนภูแห่งนี้ และได้ไปพบเห็นพระพุทธรูป ในถ้ำจำนวนมากมาย อาทิเช่น พระแก้ว พระงา พระทองแดง พระทองคำ พระไม้จันทร์ พระไม้อื่นๆ รวมทั้งเหล็กไหล ซึ่งนายพรานทั้งหมดขึ้นไปล่าสัตว์จะบอกเล่าว่าในถ้ำพระ จะมีผีมเหศักดิ์ และงูเหลือมยักษ์ เป็นผู้รักษาถ้ำแห่งนี้ ถ้ามีคนขึ้นไปบริเวณภ้ำพระและทำมิดีมิร้ายจะเกิดอาการเจ็บป่วยหรือตายไปก็มี ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งนายพรานบอกเล่าว่าเป็นภูเขาที่มีอาถรรพ์และเป็นสิ่งที่ศักด์สิทธ์มาก  ปัจจุบันนี้ป่าเพ็กยังพบเห็นอยู่แต่ไม่มากนัก ส่วนพระพุทธรูปจะมีพระพุทธรูปไม้ แต่ยังไม่ทราบว่าจะเป็นพระพุทธรูปสมัยไหน ส่วนเหล็กไหลตามคำบอกเล่าของพระอาจารย์สมหมายฯ เจ้าอาวาสวัด ท่านบอกว่ายังมีอยู่ในบริเวณภูถ้ำพระแห่งนี้ ซึ่งพระอาจารย์บอกว่าได้สร้างพระนอนและพระสังกัจจาย ทับบริเวณนั้นไว้ ส่วนพระงานั้นชาวบ้านได้ถือครอบครอง ต่อมาพระอาจารย์สมหมายฯ ลูกศิษย์อาจารย์ดี ฉนฺโน ผู้ซึ่งได้มาปฏิบัติธรรมบริเวณภูถ้ำพระเป็นคนแรกได้พาญาติโยมมาตั้งวัดภูถ้ำพระขึ้นบริเวณทางทิศเหนือของหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงเรียกภูถ้ำพระ ซึ่งก่อนนั้นจะเรียกว่า “ ภูเพ็ก” โดยพระอาจารย์ดี ฉนฺโน พระลูกศิษย์อาจารย์ฝั่น ได้มาปฏิบัติธรรมและเดินธุดงค์บริเวณภูเพ็กแห่งนี้ จนกระทั่งพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ได้มรณะภาพ เมื่อปี พ . ศ. ๒๕๐๒ พระอาจารย์สมหมายฯ และหลวงปู่สิงห์ทองฯ ได้สร้างเจดีย์พระอาจารย์ดี ฉนฺโน ขึ้นในปี พ . ศ. ๒๕๒๗ เพื่อเป็นที่สักการะ แต่เมื่อปี พ. ศ. ๒๕๔๐ ได้เกิดฟ้าผ่าเจดีย์พระอาจารย์ดี ฉนฺโน ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่ได้บูรณะเจดีย์ เนื่องจากอาจารย์หงษ์ทอง ธนะกัญญา ผู้ที่จะบูรณะเจดีย์พระอาจารย์ดีฯ เกิดล้มป่วย อย่างหนักจนทุกวันนี้ไม่กล้าที่จะขึ้นไปบูรณะเจดีย์ บนภูแห่งนี้ เมื่อได้มีการค้นพบเป็นแหล่งท่องเที่ยว ภูถ้ำพระแห่งนี้มีจุดประทับใจและเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์และสำคัญมากมายในบริเวณภูเขาแห่งนี้ ๒ ) ถ้ำเกลี้ยง ถ้ำเกลี้ยงเป็นถ้ำที่มีลักษณะที่คล้ายกับมีคนเอาอะไรไปขัดสีทุกๆ วันทำนองนั้น สีสันเป็นแววตาหาดูได้ยาก จากตำนานบอกเล่าของนายพรานที่ไปล่าสัตว์ว่า “ มีพระแก้วลงมายอกล้อเล่นกันบริเวณถ้ำนี้ทุกวันพระในเวลากลางคืนจะมีรูปร่างเท่าส้มโอจะมาเล่นกันในบริเวณนี้คืนละประมาณ ๒ - ๓ ลูก บุคคลที่เห็นพระแก้วเป็นหมอธรรมในหมู่บ้าและเป็นผู้มีที่นาติดกับภูถ้ำพระแห่งนี้ คือ นายบุญยู้ สารสุข ถ้ำนี้จะมีลักษณะเป็นสีเขียวเหมือนปีกแมลงภู่ทั้งข้างบนและข้างล่าง และมีลักษณะแปลกมากคือหินจะทับกันเป็นชั้นๆ ชั้นบนสุดจะเป็นช่องกระจกตรงกลาง คนสามารถผ่านไปมาได้ จึงมีตำนานเล่าว่าพระแก้วมาประทับเล่นในบริเวณชั้นบนสุดของหิน จับบริเวณตรงช่องกระจกและบริเวณถ้ำจะเรียบเนียนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ถ้าได้ไปสัมผัสบนถ้ำเกลี้ยงแห่งนี้ ๔) ถ้ำเค็ง( ถ้ำจันทร์) จะอยู่ทางตะวันออกของหน้าผาลักษณะถ้ำเป็นเพิงหิน พื้นเรียบกว้าง ๔ เมตร ยาว ๓๐ เมตร แต่โบราณเล่าว่ามีรอยพระฤาษีหรือพระกรรมฐานธุดงค์มาอาศัยปฏิบัติธรรม เพราะมีร่องรอยการต้มน้ำร้อนเพื่อฉันท์ บริเวณถ้ำสามารถ จุคนได้ ๒๐๐ คน โดยไม่เปียกฝน เมื่อ ๕๐ ปีก่อนยังค้นพบกระดูกเต็มไปหมดในถ้ำนี้ เหตุที่เรียกถ้ำนี้ว่า “ ถ้ำเค็ง” เพราะ เนื่องจากมีต้นเค็งใหญ่อยู่ด้านข้างของถ้ำ ๕ ) ถ้ำเกีย ( ถ้ำค้างคาว) ถ้ำนี้จะมีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้ำเกีย มีลักษณะเป็นภูหินโดยจะติดกันถึง ๓ ลูก ซึ่งกว้าง ๓ เมตร ยาวประมาณ ๘ เมตร ความลึกประมาณการไม่ได้ เวลามองลงไปด้านล่าง ( ก้นถ้ำ) ยิ่งลึกยิ่งแคบลงมาก นายพรานเล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยเอาแห มาดักค้างคาวบริเวณปากถ้ำ และจะไล่ค้างคาวออกจากถ้ำเพื่อให้มาติดร่างแห แต่ละคืนจะได้ค้างคาวคืนละ ๑๐๐ – ๒๐๐ ตัว เวลากลางคืนจะได้ยินเสียงค้างคาวร้องเหมือนเสียงไก่ นายพรานว่าเป็นเสียงผีค้างคาว ที่หวงลูกไก่ ( ลูกค้างคาว) มันไม่ต้องการให้ใครเข้าไปขโมยลูกมันออกมา ถ้าไปดักอีกมันจะฆ่าให้ตาย คนจึงกลัวและไม่กล้าที่จะขึ้นไปดักค้างคาวบนถ้ำอีก ปัจจุบันนี้ นอกพรรษา ค้างคาวนับหมื่นตัว จะมาอยู่ที่สวนตาลเดี่ยว ของมหาเมฆ มุกธวัตร , หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร ก็ขอแผ่ไม่ให้คนจับ พอช่วงเข้าพรรษา ค้างคาวเหล่านี้ ก็จะกลับคืนถ้ำเดิม  

อ่านต่อ

รายละเอียด

5 ชั่วโมง 31 นาที ( ระยะทางประมาณ 229.75 กิโลเมตร)

พระธาตุศรีคุณ

          พระธาตุศรีคุณ อยู่วัดธาตุศรีคุณ เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองของชาวอำเภอนาแก พระธาตุถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2340 ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2486-2490 มีลักษณะคล้ายพระธาตุพนม ต่างกันที่ชั้นที่ 1 มี 2 ตอน เป็นรูปสี่เหลี่ยมประดับรูปลายหินปั้น และชั้นที่ 2 สั้นกว่าองค์พระธาตุพนม ภายในบรรจุพระอรหันตธาตุของพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร และพระสังกัจจายนะ เป็นพระธาตุประจำวันของผู้ที่เกิดวันอังคาร เชื่อกันว่าผู้ที่ได้มานมัสการพระธาตุแห่งนี้จะได้รับอานิสงส์ให้มีศักดิ์ศรีทวีคูณ   ที่ตั้ง : อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม  

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 8 นาที ( ระยะทางประมาณ 62.11 กิโลเมตร)

ดานสาวคอย

ตั้งอยู่บริเวณวัดภูพานอุดมธรรม ตำบลนาแก บนเทือกเขาภูพาน ห่างจากอำเภอนาแกประมาณ 6 กิโลเมตร (เข้าทางเดียวกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง นครพนม ทางหลวง นพ.3051)  พื้นที่ส่วนใหญ่ของด่านสาวคอย (คำว่า ด่านหรือดาน ในภาษาอีสานหมายถึง ลาน) เป็นลานหินเรียบ มีต้นไม้เบญจพรรณขึ้นประปราย เมื่อขึ้นถึงลานหินแล้วสามารถมองเห็นยอดพระธาตุพนม ความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้เนื่องมาจากหนุ่มสาวชาวบ้านสมัยก่อนเวลาจะไปหาของป่าจะนัดหมายมาคอยกันที่ลานหินนี้เป็นประจำ หรือมาเที่ยวชมความงามโดยฝ่ายหญิงจะมาเป็นผู้คอย จึงได้ชื่อว่า “ด่านสาวคอย” บริเวณวัดได้จำลององค์พระธาตุทั้งเจ็ดในนครพนมไว้ตามเส้นทางให้บูชา และยังเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอีกด้วย 

อ่านต่อ

รายละเอียด

5 นาที ( ระยะทางประมาณ 3.19 กิโลเมตร)

วัดมหาธาตุ

วัดมหาธาตุเป็นวัดที่ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.1150 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2464 เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน 79 ตารางวา เดิมชื่อว่า "วัดมิ่งเมือง" ต่อมาชาวบ้านนิยมเรียกกันติดปากว่า "วัดธาตุ" เพราะ  1. ผู้เฒ่าผู้แก่ เล่าสู่ลูกหลานฟังต่อๆ กันมาว่า ที่วัดมิ่งเมืองนี้มีพระธาตุเจดีย์ซึ่งเป็นที่บรรจุพระอรหันตสารีริกธาตุ  2. ภายในวัดมิ่งเมืองนี้ มีเจดีย์ ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง หลายสิบองค์  3.เจ้าเมือง ชาวบ้านแต่ก่อนนิยมสร้างธาตุเจดีย์ ไว้เป็นที่บรรจุอัฐิของบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย วัดมิ่งเมืองนี้ จึงเต็มไปด้วยธาตุเจดีย์เป็นจำนวนมาก ภายหลังเมื่อมีการสร้างพระธาตุขึ้น พระครูพนมนครคณาจารย์ ได้ทำการบันทึกเสนอขอตั้งชื่อวัดเป็น "วัดมหาธาตุ" พระธาตุนคร เป็นพระธาตุทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างด้านละ 4.85 เมตร สูงประมาณ 24 เมตร มีลักษณะตามแบบพระธาตุพนมองค์เดิม สร้างเมื่อ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2463 โดยพระยามหาอำมาตย์ (ป้อม) แม่ทัพใหญ๋ที่มจากเมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว และเสร็จเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2465 (เป็นพระธาตุที่ขุดเอาพระอรหันตธาตุ จากพระธาตุองค์เดิมมาสร้างเป็นองค์นี้) ประกอบพิธีฉลองสมโภช และบรรจุอรหันตสารีริกธาตุ วันพุธ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2465 พระธาตุนครเป็นพระธาตุประจำวันเกิดสำหรับผู้ที่เกิดในวันเสาร์ เชื่อกันว่าผู้ที่ได้มานมัสการพระธาตุนคร จะได้รับอานิสงส์ มีความสุขสวัสดิ์ มีความมั่งคั่งร่ำรวย สุขภาพแข็งแรง เสริมบารมี อำนาจวาสนา เป็นเจ้าคนนายคนคาถาบูชาดวงประจำวันเกิด วันเสาร์ “ โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ ” โดยมีชื่อว่าชื่อคาถานารายณ์ถอดจักร ใช้ในทางถอดคุณไสย ประจำทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) และเครื่องสักการะประกอบด้วยธูป 10 ดอก  เทียน 2 เล่ม  พวงมาลัย  ดอกไม้    ผ้าสีสม่วง  น้ำอบไทย  ข้าวเหนียวปิ้ง  และข้าวพอง อุโบสถวัดมหาธาตุ เป็นอุโบสถเก่าแก่ที่มีความสวยงามมาก นอกจากนี้หน้าวัดมหาธาตุมีแนวเขื่อนเลียบแม่น้ำโขง มองไปก็จะเห็นบ้านเรือนของชาวบ้านในฝั่งลาว เปิดไฟสว่างไสวอยู่เหมือนกัน นับว่าการเดินทางมายังวัดแห่งนี้นั้นนอกจากจะได้สักการะพระธาตุแล้วยังได้ชมบรรยากาศที่งดงามริมโขงอีกด้วย  

อ่านต่อ

รายละเอียด

5 นาที ( ระยะทางประมาณ 3.94 กิโลเมตร)

วัดนักบุญอันนา หนองแสง

เป็นโบสถ์คริสต์ที่มีความเก่าแก่สวยงามแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม ตั้งอยู่บริเวณริมเขื่อนแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร ซึ่งเป็นถนนเรียบริมฝั่งแม่น้ำโขง ที่บ้านหนองแสง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม ฝั่งตรงข้ามคือประเทศลาว ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1926 โดยบาทหลวงเอดัวร์ นำลาภ อธิการโบสถ์ วัดนักบุญอันนาหนองแสงนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่มีคนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่รวมกัน เช่น คนญวน คนไทย คนจีน คนลาวเป็นต้น วัดนักบุญมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามแปลกตา และยังมีอาคารที่ทำการศาสนกิจของบาทหลวงนิกายคาทอลิก ก่อตั้งโดยบาทหลวงเอดัวร์นำลาภ ภายหลังจัดตั้งเป็นมูลนิธิบาทหลวงเอดัวร์นำลาภ อาคารหลังนี้มีสถาปัตยกรรมแบบโคโรเนียลก่อด้วยอิฐปูน ภายนอกสีเหลืองสวยงาม สร้างราวปี ค.ศ.1952 การก่อสร้าง ใช้วัสดุก่อสร้างบางอย่างนำเข้ามาจากเมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม ซึ่งแต่เดิมด้านข้างของตัวอาคารนี้เป็นโบสถ์ประกอบพิธีทางศาสนา แต่ในสมัยกรณีพิพาทอินโดจีน ถูกฝรั่งเศสทิ้งระเบิดถล่มเมืองนครพนม ทำให้โบสถ์พังเสียหาย ต่อมาจึงมีการสร้างโบสถ์หลังใหม่เพื่อใช้ประกอบพิธีทางศาสนาของชาวคริสต์สืบต่อมาถึงในปัจจุบัน ซึ่งก่อนวันคริสต์มาส ชาวคริสต์แต่ละชุมชนในจังหวัดนครพนม จะประดิษฐ์ดาวรูปแบบต่าง ๆ แล้วแห่มารวมกันไว้ที่นี่ วัดนักบุญ อันนา หนองแสง เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ควรอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน    ติดต่อสอบถาม สามารถโทรสอบถามเส้นทางหรือรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 042516050 โทรสาร 042516187 หรือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม184/1 ถ.สุนทรวิจิตร ต.ในเมือง อ.เมือง จ. นครพนม 48000 โทร. 042-513490-1 แฟ็กซ์ 042-513492  

อ่านต่อ

รายละเอียด

3 ชั่วโมง 40 นาที ( ระยะทางประมาณ 272.92 กิโลเมตร)

สวนสาธารณะและหาดทรายทองศรีโคตรบูร

จังหวัดนครพนมนั้นแม้จะมีชื่อเสียงมากมายทั้งด้านประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ หรือแม้กระทั่งงานเทศกาลที่มีชื่อเสียงอันได้แก่งานเทศกาลวันออกพรรษาที่นักท่องเที่ยวนิยมมาชมบั้งไฟพญานาคที่เป็นดวงไฟลอยขึ้นมาจากลำน้ำโขงแล้ว จังหวัดนครพนมยังมีสวนสาธารณะและหาดทรายทองศรีโคตรบูรซึ่งนับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของประเทศไทยโดยนับว่าเป็น Unseen Thailand ที่นักท่องเที่ยวจะไม่ต้องไม่พลาดที่จะมาเยือนสวนสาธารณะและหาดทรายทองศรีโคตรบูรแห่งนี้หากมีโอกาส  สวนสาธารณะและหาดทรายทองศรีโคตรบูร คืออีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในเขตพื้นที่ของตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เป็นหาดทรายน้ำจืดที่สวยงามมากแห่งหนึ่งในภาคอีสาน โดยจะปรากฎให้เห็นในช่วงฤดูแล้งเท่านั้น โดยปกติฤดูแล้งของภาคอีสานจะเป็นช่วงราวเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ของทุกปี หาดทรายจะยื่นออกไปไกลจนกระทั่งถึงบริเวณกลางลำน้ำโขง  หาดทรายนี้จะอยู่ตรงข้ามกับที่ทำการแขวงคำม่วน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและชมความงามของธรรมชาติโดยนักท่องเที่ยวและชาวจังหวัดนครพนมเองนิยมที่จะมาเดินเล่นกินลมชมวิวฝั่งประเทศลาวซึ่งถือว่าเป็นบ้านพี่เมืองน้องกับประเทศไทย เดินเที่ยวและเล่นน้ำบริเวณนี้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้บริเวณสวนสาธารณะและหาดทรายทองศรีโคตรบูรนั้นในยามเช้าในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะขึ้นจากขอบฟ้านั้น นับว่าเป็นภาพที่งดงามมากที่นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาชมพระอาทิตย์ขึ้นในช่วงเช้า ณ  สวนสาธารณะและหาดทรายทองศรีโคตรบูร จะต้องประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว  

อ่านต่อ

รายละเอียด