วางแผนเที่ยว
วางแผนเที่ยว

5วัน 4คืน : บุรีรัมย์ - ศรีษะเกษ - อุบลราชธานี

ตารางท่องเที่ยว :
บุรีรัมย์ 2 วัน , ศรีสะเกษ 1 วัน , อุบลราชธานี 2 วัน
ช่วงเวลา :
5 วัน 4 คืน
หมวดหมู่ :
ศิลปะและวัฒนธรรม, สถานบันเทิงยามค่ำคืน, ธรรมชาติ, ชายหาดและเกาะต่างๆ, กิจกรรมผจญภัย, กิจกรรม และ เทศกาลต่างๆ, อาหารไทยและเครื่องดื่ม, บริการทางการแพทย์, สปา, ทำธุรกิจ, ประชุม, การลงทุน, แต่งงาน, ฮันนีมูน, ประสบการณ์ท่องเที่ยวท้องถิ่น,
  • วันที่ 1
    มิ.ย. 16
  • วันที่ 2
    มิ.ย. 17
  • วันที่ 3
    มิ.ย. 18
  • วันที่ 4
    มิ.ย. 19
  • วันที่ 5
    มิ.ย. 20
วันที่ 1 : บุรีรัมย์

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง (Thailand Historical Sites) หรือ ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ (Buri Ram, Thailand) ตั้งอยู่ที่  อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ในบริเวณอุทยานประกอบไปด้วยโบราณสถานสำคัญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูงประมาณ 200 เมตรจากพื้นราบ (ประมาณ 350 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง)    ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นหนึ่งในปราสาทหินซึ่งมีสถาปัตยกรรมแบบขอมที่มีชื่อเสียง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15-18 สร้างขึ้นบนภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว เดิมเป็นศาสนสถานของผู้นับถือศาสนาฮินดู   เมื่อไปถึงปราสาทหินพนมรุ้ง สิ่งแรกที่เห็นคือบันไดใหญ่จากเชิงเขาขึ้นไปด้านบน สร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย โดยมีการออกแบบที่ประณีต มีอาคารเรียงรายไปจนถึงปราสาทประธาน   ปราสาทประธานมีฐานสี่เหลี่ยม หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ในส่วนของทับหลังจะเป็นเรื่องราวของวรรณคดีที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าของฮินดู อย่างเช่นภาพจากเรื่องรามเกียรติ์

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 1 นาที ( ระยะทางประมาณ 66.29 กิโลเมตร)

อ่างเก็บน้ำทุ่งแหลม

อ่างเก็บน้ำทุ่งแหลม  ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 24 ห่างจากอำเภอนางรอง 4 กิโลเมตร ระหว่างทางไปปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้เป็นจุดแวะพักริมทาง มีศาลาริมน้ำรับลมเย็นสบาย และในฤดูแล้งมีฝูงนกเป็ดน้ำจำนวนมากมายอาศัยอยู่ที่อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ด้วย

อ่านต่อ

รายละเอียด

วนอุทยานเขากระโดง (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

เป็นที่ตั้งภูเขาไฟ ซค่งมองเห็นปากปล่องภูเขาไฟได้ชัดเจน มีลักษณะเป็นแอ่งมีน้ำขังตลอดปี ยอดเขาสูง 265 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นที่ประดิษฐาน "พระสุภัทรบพิตร"พระพุทธรูปคู่เมืองบุรีรัมย์ ภายในวนอุทธยานฯ ยังมีปราสาทหินเขากระโดง ซึ่งเดิมเป็นปราสาทหินทรายก่อบนฐานศิลาแลงสี่เหลี่ยมขนาด 4x4 เมตร ตัว ปราสาทปรักหักพัง จึงได้สร้างมณฑปครอบไว้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง และยังมีพันธู์ไม้พื้นเมืองน่าศึกษาหลายชนิด การขึ้นไปถึงยอดเขากระโดงสามารถเดินขึ้นบันได หรือขับรถขึ้นไปถึงยอดเขาระหว่างทางจะพบพระพุทธรูปปางต่างๆ เรียงรายเป็นระยะ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี จะมีงานประเพณีขึ้นเขากระโดง     การเดินทาง    จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 2445 บนเส้นทางสายบุรีรัมย์-ประโคนชัยระยะทาง 6 กิโลเมตร

อ่านต่อ

รายละเอียด

ศูนย์วัฒนธรรมอีสานใต้ (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

ศูนย์วัฒธรรมอีสานใต้ ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ถนนจิระ จัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ เพื่อให้ความรู้และเป็นแหล่งข้อมูลในการค้นคว้าวิจัยด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ชุมชนโบราณ ช้างกับส่วย ศาสนาและความเชื่อ ผ้า เครื่องดนตรีอีสาน ห้องเตาเผาและเครื่องเคลือบ  เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. สอบถามข้อมูล โทร. 044-611221 ต่อ 157 โทรสาร 044-612858

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 2 : บุรีรัมย์

ปราสาทหินเมืองต่ำ

ปราสาทหินเมืองต่ำเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูและเป็นศิลปะขอมโบราณ มีลักษณะเป็นกลุ่มปราสาทอิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บนศิลาแลงแผ่นเดียวกัน เรียงเป็น 2 แถวตามแนวทิศเหนือใต้ แถวหน้า 3 องค์ องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าองค์อื่น ส่วนแถวหลัง มีปรางค์อิฐ จำนวน 2 องค์ อยู่ระหว่างช่องของปรางค์ 3 องค์ของแถวหน้า ทำให้สามารถมองเห็นปรางค์ทั้ง 5 องค์ พร้อมกันโดยไม่บดบังซึ่งกันและกัน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 ปรางค์ใหญ่ตรงกลางเป็นปรางค์ประธาน มีมุขหน้า และหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ที่ด้านนี้มีประตูเข้าสู่ภายในองค์ปรางค์เพียงด้านเดียว ประตูอีกสามด้านเป็นประตูหลอก ปราสาทหินเมืองต่ำ มีแผนผังขององค์ปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อด้วยอิฐ หินทรายและศิลาแลง หันหน้าไปทิศตะวันออก ประกอบด้วยอาคารสถาปัตยกรรมต่างๆ คือ •กำแพงแก้ว กำแพงแก้วก่อด้วยศิลาแลงล้อมรอบองค์ปราสาทหินเมืองต่ำ มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนสันกำแพงประดับด้วยบราลี กึ่งกลางกำแพงแก้วมีซุ้มประตูหรือโคปุระขนาดใหญ่ที่ก่อด้วยหินทราย •ลานปราสาทหินเมืองต่ำและสระน้ำ อยู่ระหว่างระเบียงคดและกำแพงแก้ว มีสระน้ำเป็นรูปหักมุมตามแนวของกำแพง ส่วนที่ว่างระหว่างสระน้ำเป็นทางเดินในแนวตรงกับซุ้มประตูระเบียงคดและซุ้มประตูกำแพงแก้วสระทั้ง 4 กรุด้วยศิลาแลงเรียงเป็นขั้นบันไดลงถึงก้นสระ ขอบบนสุดสลักเป็นลำตัวพญานาคหินทรายทอดตัวไปตามแนวของขอบสระ ชูคอแผ่พังพานที่มุมสระ (สร้างด้วยศิลปะแบบปาปวน) •ระเบียงคดและซุ้มประตู ระเบียงคดเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะเป็นห้องแคบๆยาวๆล้อมรอบกลุ่มปราสาทอิฐและบรรณาลัย ห้องด้านข้างของระเบียงคดทำเป็นหน้าต่างประดับด้วยลูกมะหวด •กลุ่มปราสาทอิฐ เป็นอาคารสำคัญที่สุด สร้างอยู่ตรงกึ่งกลางของแผนผัง ใช้ประดิษฐานรูปเคารพ และประกอบพิธีบวงสรวงเทพเจ้า ประกอบด้วยอาคารอิฐ 5 องค์ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน องค์ปราสาทก่อด้วยอิฐเรียงเป็น 2 แถว แถวหน้า 3 องค์และแถวหลัง 2 องค์ แสดงสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาล ปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางของแถวหน้า มีขนาดใหญ่กว่าปราสาทบริวาร หักพังเหลือเพียงฐาน ปราสาทประธานเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ •บรรณาลัย หมายถึงหอเก็บรักษาพระคัมภีร์ สร้างด้วยอิฐบนฐานศิลาแลง ตั้งอยู่ด้านหน้ากลุ่มปราสาทอิฐ •บาราย (ทะเลเมืองต่ำ) ตั้งอยู่ทิศเหนือของปราสาทหินเมืองต่ำ ลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่า "ทะเลเมืองต่ำ" มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามแนวทิศเหนือใต้ ขอบสระก่อด้วยศิลาแลง บารายเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา หมายถึง มหาสมุทรของจักรวาลที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุและยังเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนในชุมชนเมืองในสมัยโบราณอีกด้วย

อ่านต่อ

รายละเอียด

4 ชั่วโมง 1 นาที ( ระยะทางประมาณ 66.25 กิโลเมตร)

ปราสาทวัดโคกงิ้ว (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

ตั้งอยู่ภายในวัดโคกงิ้ว บ้านโคกงิ้ว ต.ปะคำ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ สันนิษฐานว่า เป็นอโรคยาศาล (โรงพยาบาล) ในจำนวน 102 แห่งที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 เพื่อใช้เป็นสถานพยาบาลให้กับประชาชน ตามคตินิยมเรื่องพระโพธิสัตว์ของศาสนาพุทธลัทธิมหายาน ปราสาทวัดโคกงิ้ว เป็นโบราณสถานศิลปะขอม ตามแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยปรางค์ประธานซึ่งก่อด้วยศิลาแลง  วิหาร กำแพงแก้ว ซุ้มประตู สระน้ำ และยังมีประติมากรรมหินทรายรูปทิพยบุคคล 2 องค์ คือ พระไภษัชยคุรุ และ พระโพธิสัตว์อวโลติเกศวร และพบแผ่นสำริดรูปวงโค้ง ขนาด 13.5 × 21.7 ซ.ม. จารึกด้วยอักษรขอม

อ่านต่อ

รายละเอียด

4 ชั่วโมง 26 นาที ( ระยะทางประมาณ 95.35 กิโลเมตร)

ปราสาทหนองหงส์ (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

ตั้งอยู่ที่บ้านโนนดินแดง อยู่ทางด้านซ้ายของแนวสันเขื่อนลำนางรอง ห่างจากตัวเขื่อน ประมาณ 500 เมตร เป็นโบราณสถานขนาดเล็ก ประกอบด้วย ปรางค์ 3 องค์ ซึ่งก่อด้วยอิฐ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงต่อเนื่องเป็นฐานเดียว หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูเข้า – ออกด้านหน้า ส่วนประตูอีก 3 ด้าน เป็นประตูหลอก  ปรางค์ทั้งสาม มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง ปรางค์องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าสององค์ แต่เดิมมีทับหลังประดับจำหลักลายสวยงาม กล่าวคือ ทับหลังที่ปรางค์องค์ทิศเหนือสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหนือหน้ากาล มือยึดท่อนพวงมาลัย แวดล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ทับหลังปรางค์องค์กลางสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ทับหลังปรางค์องค์ทิศใต้เป็นรูปพระอิศวรทรงโค  ด้านหน้าปรางค์องค์กลาง มีทางเดินยาวยื่นออกมา มีบันไดทางด้านหน้า และด้านข้างทั้งสอง นอกจากนี้ยังมีวิหาร (บรรณาลัย) หันหน้าเข้าหาปรางค์องค์ทิศใต้ อีก 1 หลัง ซึ่งก่อด้วยศิลาแลง อาคารทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง มีซุ้มประตูด้านหน้าและด้านหลัง มีคูน้ำรูปตัวยู (U) ล้อมรอบ ศึกษาอายุสมัยของปราสาทหนองหงส์ ดูจากลักษณะการก่อสร้างและศิลปกรรมที่พบ ตรงกับศิลปะเขมรแบบ  บาปวน มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 เวลาที่ควรไปชม ช่วงเช้าหรือก่อนพระอาทิตย์ตกดิน โดยสามารถท่องเที่ยวชมบรรยากาศความงามของเขื่อนลำนางรองร่วมด้วย  การเดินทาง จากจังหวัดบุรีรัมย์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 219 จนมาถึง อำเภอประโคนชัย ตรงสี่แยกให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 2075 จนมาถึงนิคมบ้านกรวด ให้เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2121 ขับมาเรื่อยๆ จนมาถึงอำเภอละหานทราย ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3068 พอผ่านสี่แยกปะคำ ให้ขับตรงไปจนถึงบ้านโนนดินแดง ให้เลี้ยวซ้ายเข้าเขื่อนลำนางรอง ปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของแนวสันเขื่อน ห่างจากเขื่อนประมาณ 500 เมตร

อ่านต่อ

รายละเอียด

พระพุทธรูปใหญ่ (พระพุทธรูปปฏิมาสันตยาภิรมย์สตึกอุดมราษฎร์นิมิตมุนินทร์) (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

พระพุทธรูปใหญ่ หรือพระพุทธรูปปฏิมาสันตยาภิรมย์สตึกอุดมราษฎร์นิมิตมุนินทร์ เป็นพระยืนขนาดใหญ่ในสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ริมแม่น้ำมูล ตั้งอยู่ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอสตึก  ก่อสร้างขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 เพื่อเฉลิมฉลองในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาน (วาสน์) สมเด็จพระสังฆราช ได้ประทานนามว่า “พระพุทธปฏิมาสันตยาภิรมย์สตึกอุดมราษฎร์นิมิตมุนินทร์” ซึ่งมีความหมายว่า “พระพุทธผู้จอมปราชญ์ อันราษฎรอำเภอสตึก แหล่งที่สมบูรณ์(ร่วมใจ) สร้างขึ้น เพื่อเตือนใจให้ให้ยินดีในความสงบสุข” ชาวสตึกและจังหวัดใกล้เคียงให้ความเคารพสักการะมากและแวะเวียนมากราบไหว้ขอพรเป็นประจำ ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา เทศบาลตำบลสตึก และอำเภอสตึก จะประกอบพิธีทางศาสนาและเวียนเทียน โดยเฉพาะในช่วงงานประเพณีแข่งเรือยาว ซึ่งจัดขึ้นที่อำเภอสตึกจะมีผู้แวะมานมัสการพระพุทธรูปใหญ่เป็นจำนวนมาก

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 3 : ศรีสะเกษ

ปราสาทบ้านปราสาท (ปราสาทห้วยทับทัน)

ปราสาทบ้านปราสาท (ปราสาทห้วยทับทัน หรือ ปราสาทบ้านโนนธาตุ) เป็นปราสาทขอมโบราณแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ภายในวัดปราสาทพนาราม ในท้องที่บ้านปราสาท ตำบลปราสาท อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐาน “เทพเจ้าตีมูรติ” ตามคติความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ โบราณสถานแห่งนี้เป็นศิลปะร่วมแบบคลัง – ปาปวน ประกอบด้วยปรางค์อิฐจำนวน 3 องค์ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน เรียงตัวในแนวทิศเหนือ – ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก รอบปราสาทมีกำแพงศิลาแลงล้อมทั้ง 4 ด้าน รวมถึงมีโคปุระอยู่ทางทิศใต้และทิศตะวันออก สำหรับปรางค์องค์กลาง หากลองสังเกตให้ดีจะพบว่ามีขนาดใหญ่กว่าปรางค์อีก 2 องค์ อยู่เล็กน้อย แต่ส่วนหลังคาเตี้ยกว่า ลักษณะของปรางค์เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง มีประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว มีกรอบประตูหินทราย และมีทับหลังติดอยู่เป็นภาพบุคคลยืนอยู่เหนือหน้ากาล ส่วนปรางค์ 2 องค์ที่ขนาบข้างนั้นมีขนาดเดียวกัน โดยในยุคหลังได้รับการดัดแปลงรูปแบบไปมาก ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ “ประตู” ซึ่งก่ออิฐปิดตายทั้งสี่ด้าน แต่ยังคงปรากฏกรอบประตูหินทรายและชิ้นส่วนทับหลังสลักภาพการกวนเกษียรสมุทรตกอยู่หน้าประตูปรางค์องค์ที่อยู่ด้านทิศใต้ จากความเชื่อของคนในชุมชนที่ว่า หากบุคคลซึ่งกำลังเดือดร้อนได้มาบนบานศาลกล่าว ก็จะได้สมดังปรารถนา จึงมีชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเดินทางมากราบไหว้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ซึ่งกำหนดเป็นวันจัดงานประเพณีไหว้พระธาตุ การเดินทาง: จากตัวเมืองศรีสะเกษ ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 226 ประมาณ 39 กิโลเมตร เมื่อถึงอำเภอห้วยทับทัน ให้เลี้ยวขวาเข้าไปตามทางอีก 8 กิโลเมตร  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 4451 4447

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 39 นาที ( ระยะทางประมาณ 109.69 กิโลเมตร)

อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร

อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เป็นอุทยานฯ ลำดับที่ 83 ของประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณแนวชายแดนไทย - กัมพูชา มีเนื้อที่ประมาณ 81,250 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และอำเภอน้ำขุ่น อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและเนินเขา ปกคลุมด้วยผืนป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์นานาชนิด อุทยานฯ แห่งนี้นอกจากจะมีทัศนียภาพธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของโบราณสถานสำคัญอีกหลายแห่ง ถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ภายในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร   มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย เช่น   -ผามออีแดง ตั้งอยู่ด้านหลังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นผืนป่าเขียวขจีได้ไกลสุดสายตา และจากจุดนี้ยังสามารถมองเห็นปราสาทเขาพระวิหารได้อีกด้วย   -ภาพสลักนูนต่ำ อยู่บริเวณหน้าผาใต้มออีแดง เป็นภาพเทพ 3 องค์ขนาดเท่าคนจริง อายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี เชื่อว่าเป็นภาพที่สลักขึ้นเพื่อซ้อมมือก่อนเริ่มแกะสลักจริงที่ปราสาทเขาพระวิหาร   -สถูปคู่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าพระธาตุ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของผามออีแดง เป็นสถูปหินทราย 2 องค์ ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ มียอดมนคล้ายตะปูหัวเห็ด ข้างในเป็นโพรงสำหรับบรรจุสิ่งของ   -ปราสาทโดนตวล เป็นปราสาทหินแบบขอม สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 15 – 16 ตั้งอยู่บริเวณบ้านภูมิซรอล ตำบลบึงมะลู อำเภอกันทรลักษ์ มีถนนลาดยางเข้าถึง และมีลานจอดรถไว้รองรับนักท่องเที่ยว   -เขื่อนห้วยขนุน เป็นอ่างเก็บน้ำชลประทาน และเป็นที่ตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 25 กิโลเมตร บริเวณอ่างเก็บน้ำมีทิวทัศน์ที่สวยงามเหมาะแก่การเที่ยวชมธรรมชาติ   -สระตราว หรือ ห้วยตราว เป็นธารน้ำอยู่บริเวณลานหินเชิงเขาพระวิหาร มีสายน้ำไหลผ่านถ้ำใต้เพิงหินลงสู่บริเวณที่ลุ่มต่ำ ซึ่งมีแนวหินซ้อนกั้นสายน้ำให้ไหลไปตามต้องการ   -น้ำตกขุนศรีและถ้ำขุนศรี ใกล้เส้นทางเดินขึ้นปราสาทเขาพระวิหารน้ำตกขุนศรีจะอยู่เหนือถ้ำขุนศรีขึ้นไป มี 3 ชั้น ส่วนถ้ำขุนศรีภายในมีขนาดกว้าง   การเดินทาง: ใช้เส้นทาง จังหวัดศรีสะเกษ – อำเภอกันทรลักษ์ – ที่ทำการอุทยานฯ หรือเส้นทางจังหวัดอุบลราชธานี – อำเภอน้ำยืน – ที่ทำการอุทยานฯ ระยะทางแต่ละสายประมาณ 100 กิโลเมตร วันและเวลาทำการ: ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 18.00 น. ค่าเข้าชม: ชาวไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท / ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 400 บาท เด็ก 200 บาท อัตราค่าบริการ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยลด 50 เปอร์เซ็นต์ วันจันทร์-วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2558 ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท อุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ ราคา ราคา 800 - 6,000 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 4581 8021, 0 4581 6071, 08 1528 3268 เว็บไซต์: http://dnp.go.th/parkreserve/asp/style1/default.asp?npid=25&lg=1  

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 41 นาที ( ระยะทางประมาณ 46.69 กิโลเมตร)

วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด)

วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดล้านขวด ตั้งอยู่ที่บ้านดอน ตำบลโนนสูง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้ชื่อว่า “วัดล้านขวด” ก็เพราะสถานที่ต่างๆ ภายในวัด ไม่ว่าจะเป็นซุ้มประตูทางเข้า ลานจอดรถ โบสถ์ ศาลา หอระฆัง กุฏิ หรือแม้แต่ห้องน้ำ ต่างถูกประดับประดาด้วยขวดแก้วหลากสีหลายแบบรวมกันกว่า 1.5 ล้านใบ ซึ่งความคิดเช่นนี้ไม่ได้เป็นของนักออกแบบหรือศิลปินท่านใด แต่มาจากพระภิกษุรูปหนึ่ง นามว่า “พระครูวิเวกธรรมาจารย์” หรือ “หลวงปู่ลอด” ที่ครั้งหนึ่งได้เข้าไปพักปักกลดในป่าช้าหนองใหญ่ (ที่ตั้งวัดล้านขวดในปัจจุบัน) โดยในระหว่างนั้นมีญาติโยมและชาวบ้านแวะเวียนมาปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ ทำให้หลวงปู่เกิดความคิดที่จะสร้างวัดขึ้นบนพื้นที่ป่าช้าแห่งนี้ แต่เนื่องจากบริเวณใกล้เคียงมีขยะจำพวกขวดอยู่มาก ซึ่งท่านเห็นว่าขวดเหล่านั้นมีสีต่างๆ สามารถนำไปตกแต่งอาคารได้อย่างสวยงาม และยังช่วยประหยัดงบประมาณค่าสี ค่ากระเบื้องได้อีก หลวงปู่จึงทำการรวบรวมขวดจากหมู่บ้านในละแวกวัด และจากหมู่บ้านใกล้เคียง นำมาสร้างกุฏิหลังแรก ต่อมาเมื่อวัดล้านขวดเป็นที่รู้จักทั่วไป คนในจังหวัดใกล้เคียงก็ได้หลั่งไหลเข้ามาสู่วัด โดยต่างคนต่างก็นำขวดติดไม้ติดรถมาบริจาคด้วย จากนั้นอาคารต่างๆ ก็ได้ทยอยถูกสร้างขึ้น กระทั่งวัดล้านขวดกลายเป็นวัดที่สมบูรณ์ดังเช่นในปัจจุบัน  ด้วยความแปลกใหม่ของวัสดุที่ใช้ตกแต่งอาคารสถานที่ ทำให้วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว หรือวัดล้านขวดกลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวในอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีษะเกษ สำหรับผู้ที่เดินทางมาเที่ยวเป็นครั้งแรกคงจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อย เมื่อได้พบเห็นสิ่งปลูกสร้างรอบตัวถูกประดับประดาด้วยขวดแก้วหลากสีสันโดยเฉพาะ ศาลาฐานสโมสรเจดีย์แก้ว และ สิมน้ำ ซึ่งงดงามอลังการด้วยขวดจำนวนนับแสนใบ ที่นี่นอกจากจะได้ชื่นชมศิลปะการสลับสีขวดเป็นลวดลายต่างๆ บนอาคารแล้ว ผู้มาเยือนยังจะได้ทึ่งกับความคิดในการนำฝาขวดมาปะติดจนได้ภาพพุทธประวัติที่ไม่เหมือนที่ใดอีกด้วย การเดินทางไปยังอำเภอขุนหาญ: จากตัวเมืองศรีสะเกษ ให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 211 และ 2111 ระยะทางประมาณ 61 กิโลเมตร  

อ่านต่อ

รายละเอียด

3 ชั่วโมง 57 นาที ( ระยะทางประมาณ 10.57 กิโลเมตร)

วัดมหาพุทธาราม

วัดมหาพุทธาราม ได้ชื่อว่าเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองศรีสะเกษ ก็เนื่องจากในระหว่างการบุกเบิกพื้นที่เพื่อสร้างเมืองใหม่ คือจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน มีคนไปพบ “หลวงพ่อโต” ประดิษฐานอยู่ใจกลางป่าแดงโดยบังเอิญ จึงได้สร้างวัดขึ้นบริเวณที่พบองค์พระพุทธรูป และตั้งชื่อว่า “วัดพระโต หรือ วัดป่าแดง” กระทั่งมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดมหาพุทธาราม” ในปี พ.ศ. 2494 วัดมหาพุทธาราม ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธทั้งหลาย เป็นศูนย์กลางการปกครอง การศึกษา การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตลอดจนเป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญของคณะสงฆ์ ปัจจุบัน วัดมหาพุทธาราม ได้เป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดด้วย โดยตัววัดนั้น ตั้งอยู่ที่บ้านเมืองเหนือ ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ห่างจากสถานีรถไฟศรีสะเกษประมาณ 500 เมตร สามารถเดินทางไปได้โดยรถไฟ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเมืองศรีสะเกษ กิจกรรมหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ การแวะไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองอย่าง “หลวงพ่อโต” ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารหลวงพ่อโต ภายในวัดมหาพุทธารามแห่งนี้ หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางมารวิชัย มีความสูงจากฐานถึงยอดเกศ 6.85 เมตร หน้าตักกว้าง 3.50 เมตร มีลักษณะเด่นคือ พระพักตร์กลมกว้างและพระโอษฐ์หนา สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยขอมซึ่งมีอายุร่วมพันปีมาแล้ว แต่มาสร้างเพิ่มเติมขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด วิหารหลวงพ่อโต เป็นวิหารขนาดใหญ่ กว้าง 14 เมตร ยาว 40 เมตร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2509 ภายในวิหารมีความใหญ่โตโอ่โถง ผนังโดยรอบประดับด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ดูสวยงามยิ่งนัก เรียกได้ว่าเป็นพระวิหารที่ยิ่งใหญ่ งดงาม สมดั่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง  

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 4 : อุบลราชธานี

ปราสาทบ้านเบ็ญ (บ้านเบญจ์)

ปราสาทบ้านเบญ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองอ้ม ตำบลหนองอ้ม ปราสาทบ้านเบญจ์ เป็นศาสนสถานขอมขนาดย่อมประกอบด้วยปรางค์อิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงที่สร้างแยกกัน กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งในปี พ.ศ. 2533 ได้พบทับหลังรูปเทพนพเคราะห์ หรือเทวดาประจำทิศทั้ง 9 องค์ และรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จากลักษณะแผนผังทางสถาปัตยกรรม และภาพสลักบนทับหลังที่พบอาจกำหนดอายุ ปราสาทหลังนี้ได้ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16   

อ่านต่อ

รายละเอียด

5 ชั่วโมง 34 นาที ( ระยะทางประมาณ 99.81 กิโลเมตร)

เขื่อนสิรินธร

เขื่อนสิรินธร เป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว สร้างปิดกั้นแม่น้ำลำโดมน้อยอันเป็นสาขาของแม่น้ำมูล ที่บริเวณแก่งแชน้อย ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2511 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2514 ปัจจุบันอยู่ในรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เขื่อนสิริธร นอกจากจะอำนวยประโยชน์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี เขื่อนสิรินธร เป็นเขื่อนที่มีทัศนียภาพสวยงาม กิจกรรมหลักของที่นี่จึงหนีไม่พ้นการชมทิวทัศน์ของอ่างเก็บน้ำเหนือสันเขื่อน นอกจากนี้ภายในเขื่อนยังมี “สวนสิรินธร” ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุครบ 3 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2533 สวนสิรินธร ตั้งอยู่บริเวณฝั่งซ้ายของสันเขื่อน ริมอ่างเก็บน้ำ มีพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ บรรยากาศทั่วไปร่มรื่นไปด้วยพันธุ์ไม้น้อยใหญ่ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ ภายในสวนมีสิ่งที่น่าสนใจคือ ประติมากรรมรูปช้าง 3 เชือก ตีระนาด สีซอ และเป่าขลุ่ย ซึ่งเครื่องดนตรีทั้ง 3 ชนิดนี้เป็นเครื่องดนตรีที่สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดปราน และสวนนี้ยังมีคำประพันธ์จารึกไว้ตามจุดต่างๆ ให้ผู้มาเยือนได้ค้นหากันอีกด้วย การบริการอื่นๆ ที่ทางเขื่อนสิริธรจัดไว้สำหรับนักท่องเที่ยว ก็มีร้านอาหารสวัสดิการ มีบ้านพักรับรองของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมถึงมีสนามกอล์ฟสำหรับผู้ที่สนใจได้ออกกำลัง  

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 41 นาที ( ระยะทางประมาณ 65.41 กิโลเมตร)

เขื่อนปากมูล

เขื่อนปากมูล เป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว สร้างกั้นแม่น้ำมูลที่บ้านหัวเห่ว ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีความสูง 17 เมตร ยาว 255 เมตร มีความจุของอ่างเก็บน้ำ 225 ล้านลูกบาศก์เมตร ก่อสร้างโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เขื่อนปากมูลอยู่ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีประมาณ 75 กิโลเมตร และห่างจากจุดบรรจบของแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขงประมาณ 5.5 กิโลเมตร เขื่อนปากมูลสามารถอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนในด้านต่างๆ เช่น ด้านการชลประทาน สามารถสูบน้ำจากเขื่อนให้แก่พื้นที่เกษตรกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตได้ถึง 160,000 ไร่ ด้านพลังงานไฟฟ้า เขื่อนปากมูลสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้โดยเฉลี่ยปีละ 280 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งช่วยเสริมกำลังการผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น ด้านการประมง บันไดปลาโจนและศูนย์เพาะพันธุ์ปลาที่สร้างขึ้น ช่วยพัฒนาการประมงในลำน้ำเหนือเขื่อนปากมูล ทำให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น ด้านการคมนาคม สันของเขื่อนปากมูลสามารถใช้เป็นเส้นทางลัดจากอำเภอโขงเจียมไปอำเภอสิรินธรได้โดยไม่ต้องย้อนไปอำเภอพิบูลมังสาหาร ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางขนส่งได้มาก สำหรับในด้านการท่องเที่ยว เขื่อนปากมูลถือเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากเป็นจุดที่มีทัศนียภาพสวยงามและมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างครบครัน ทั้งนี้กิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ การชมทัศนียภาพของแม่น้ำมูล ณ บริเวณสันเขื่อน ซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ด้านหลังเขื่อน เป็นภาพลำน้ำมูลที่เต็มไปด้วยแก่งหินมากมาย ดูสวยงามยิ่งนัก นอกจากนี้บริเวณท้ายเขื่อนยังสามารถล่องเรือชมทิวทัศน์อันงดงามของลำน้ำมูลได้โดยตลอดจนถึงจุดที่บรรจบกับแม่น้ำโขง บริเวณที่เรียกว่า แม่น้ำสองสี วันและเวลาทำการ: ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 18.00 น. ค่าเข้าชม: ฟรี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 4524 3770, 0 4525 0714

อ่านต่อ

รายละเอียด

3 ชั่วโมง 2 นาที ( ระยะทางประมาณ 96.61 กิโลเมตร)

อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ

เป็นอุทยานฯ ลำดับที่ 33 ของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 50,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอโขงเจียม และอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบและเนินเขาเตี้ยๆ มีแม่น้ำมูล และแม่น้ำโขงไหลผ่าน สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าแพะหรือป่าแดง จะมีป่าดิบเฉพาะบริเวณริมห้วยใหญ่เท่านั้น ภายในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย เช่น ดอนตะนะ เป็นเกาะที่เกิดขึ้นขวางลำน้ำมูล และแบ่งลำน้ำมูลออกเป็น 2 สาย มีเนื้อที่ประมาณ 225 ไร่ สภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นป่าดิบแล้ง ทางตอนเหนือของเกาะมีหาดทรายสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ สะพานแขวน เป็นสะพานที่เชื่อมฝั่งที่ทำการอุทยานฯ กับดอนตะนะ และเป็นสะพานแขวนคนเดินข้ามที่ยาวที่สุดในประเทศไทย สามารถใช้เป็นจุดชมวิวสองฟากฝั่งของแม่น้ำมูลได้เป็นอย่างดี แก่งตะนะ เป็นตอนๆ หนึ่งของลำน้ำมูลซึ่งอยู่ถัดจากดอนตะนะ กลางแก่งตะนะจะมีโขดหินทรายขนาดมหึมาเป็นเกาะกลางลำน้ำมูล หากสังเกตโขดหินดังกล่าวจะเห็นสิ่งก่อสร้างรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือชี้ร่องน้ำในการเดินเรือ ในสมัยที่ฝรั่งเศสยังล่าอาณานิคม ถ้ำพระ หรือ ถ้ำภูหมาไน อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นชะง่อนผายื่นออกจากฝั่งแม่น้ำมูล ภายในถ้ำพบศิลาจารึกและแท่นศิวลึงค์ (ฐานโยนี) อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 ลานผาผึ้ง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 1.5 กิโลเมตร เป็นพลาญหินทรายและหน้าผาชัน โดยหน้าผาจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก จึงสามารถใช้เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นได้ น้ำตกตาดโตน เป็นน้ำตกที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง เกิดจากลำห้วยตาดโตน ด้านล่างของน้ำตกเป็นแอ่งน้ำ สามารถลงเล่นน้ำได้ ทั้งนี้ ช่วงที่เหมาะสมในการมาเที่ยวคือ เดือนมิถุนายน – ตุลาคม   อุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ ราคา 1,000 - 2,500 บาท ค่าเข้าชม คนไทยผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท /ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท อัตราค่าบริการ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยลด 50 เปอร์เซ็นต์ วันจันทร์-วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2558 ผู้ใหญ่ 10 บาท เด็ก 5 บาท    

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 5 : อุบลราชธานี

แก่งสองคอน สามพันโบก

แก่งสองคอน สามพันโบก แก่งสองคอน สามพันโบก ตั้งอยู่ที่บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 120 กิโลเมตร สามพันโบก เป็นแก่งหินขนาดใหญ่ในลำน้ำโขง ซึ่งในช่วงฤดูน้ำหลาก แก่งหินดังกล่าวจะจมอยู่ใต้น้ำ ถูกกัดเซาะด้วยแรงของกระแสน้ำวนจนเกิดเป็นแอ่งเล็กแอ่งน้อย จำนวนมากกว่า 3,000 แอ่ง หรือ 3,000 โบก (คำว่า “โบก” เป็นภาษาลาว แปลว่า “แอ่ง”) จึงเป็นที่มาของชื่อ “สามพันโบก” และด้วยจำนวนแอ่งที่มากมายเช่นนี้ ทำให้ที่นี่ได้รับฉายาว่า “แกรนด์แคนยอนเมืองไทย” เมื่อฤดูแล้งมาถึง สามพันโบกก็จะโผล่พ้นน้ำกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติสุดอลังการกลางลำน้ำโขง เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความสวยงามวิจิตรของแก่งหินที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนเว้าแหว่ง มองเห็นเป็นภาพศิลปะ ทั้งรูปวงกลม วงรี รูปดาว และรูปอื่นๆ อีกมากมาย ตามแต่จะจินตนาการ ซึ่งบรรยากาศแบบนี้จะมีให้สัมผัสเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม – เมษายนเท่านั้น บริเวณทางเข้าของสามพันโบก มีหินก้อนหนึ่งลักษณะคล้ายหัวสุนัข ซึ่งตำนานหนึ่งเล่าว่า ลูกพญานาคที่อยู่ในลำน้ำโขง ต้องการขุดช่องระบายน้ำเพื่อให้เกิดลำน้ำอีกสายหนึ่ง และได้มอบหมายให้สุนัขเป็นผู้เฝ้าทางระหว่างการขุด กระทั่งสุนัขได้ตายลงกลายเป็นหินรูปสุนัขในที่สุด  

อ่านต่อ

รายละเอียด

9 ชั่วโมง 41 นาที ( ระยะทางประมาณ 64.54 กิโลเมตร)

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม เป็นอุทยานฯ ลำดับที่ 74 ของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 212,500 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและเนินเขา มีหน้าผาสูงชันหลายแห่ง สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าเต็งรัง ลักษณะเป็นป่าโปร่ง ต้นไม้แคระแกร็น แต่มีความสวยงามตามธรรมชาติ พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ เต็ง รัง เหียง ประดู่ และเหมือดต่างๆ ส่วนพืชพื้นล่างจะเป็นพวกไผ่ป่า หญ้าต่างๆ และข่อยหิน นอกจากนี้ตามซอกลานหินทั่วไปยังมีไม้ดอกที่สวยงาม เช่น หยาดน้ำค้าง กระดุมเงิน มณีเทวา ฯลฯ ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากกระจายทั่วพื้นที่ ภายในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย เช่น เสาเฉลียง อยู่ก่อนถึงผาแต้มประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นเสาหินธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลมเป็นเวลานับล้านปี มีลักษณะคล้ายดอกเห็ดเรียงรายกันอยู่มากมาย ดูแปลกตายิ่งนัก ผาแต้ม เป็นหน้าผาสูงชันที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม และยังเป็นจุดที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่แห่งใดในประเทศไทย นอกจากนี้บริเวณผนังหน้าผาด้านล่าง ยังปรากฏภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์เรียงรายอยู่ประมาณ 300 ภาพ ซึ่งทางอุทยานฯ ได้ทำทางเดินสำหรับลงไปชมไว้แล้ว ป่าดงนาทาม อยู่ในบริเวณภูนาทาม ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 36 กิโลเมตร การท่องเที่ยวที่ป่าดงนาทามเป็นลักษณะการเดินป่าชมธรรมชาติ โดยระหว่างทางจะพบสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น เสาเฉลียงคู่ น้ำตกห้วยพอก ผาชะนะได ผากำปั่น ผาหินแตก น้ำตกกวางโตน หินโยก ภูจ้อมก้อม ฯลฯ น้ำตกสร้อยสวรรค์ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่เกิดจากลำห้วย 2 สาย คือ ห้วยสร้อย และห้วยไผ่ ไหลจากหน้าผาคนละด้านมาบรรจบกัน มองดูคล้ายสร้อยคอ วิธีเดินทางคือ ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 2112 เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 20 จะพบทางแยกขวา ให้เลี้ยวเข้าไปประมาณ 5 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าต่ออีก 500 เมตร   ค่าเข้าชม คนไทยผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท /ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 400 บาท เด็ก 200 บาท อัตราค่าบริการ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยลด 50 เปอร์เซ็นต์ วันจันทร์-วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2558 ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท อุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ ราคา ราคา 1,200 - 4,500 บาท  

อ่านต่อ

รายละเอียด

9 ชั่วโมง 41 นาที ( ระยะทางประมาณ 64.54 กิโลเมตร)

หาดสลึง

หาดสลึง ตั้งอยู่ที่บ้านสองคอน ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 115 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 2050 (อุบลฯ – ตระการพืชผล – โพธิ์ไทร) สำหรับที่มาของชื่อ “หาดสลึง” นั้นเชื่อว่า ในสมัยที่เหรียญสลึง 1 เหรียญสามารถซื้อควายได้ 1 ตัว คนที่มาเล่นน้ำสงกรานต์ที่หาดแห่งนี้ได้ตั้งคำท้าทายความสามารถโดยมีเดิมพันว่า กลางเดือนเมษายน ในเวลาเที่ยงวัน หากใครสามารถเดินหรือวิ่งบนหาดได้ตลอดแนว (ระยะทาง 860 เมตร) โดยไม่แวะพัก จะได้รับเงินเดิมพัน 1 สลึง ซึ่งนับตั้งแต่มีการเดิมพันมาไม่เคยมีใครได้รางวัลนี้เลย ชาวบ้านจึงขนานนามหาดแห่งนี้ว่า “หาดสลึง” หาดสลึง เป็นหาดทรายที่สวยงามริมฝั่งแม่น้ำโขง ในฤดูแล้ง ประมาณเดือนมกราคม – พฤษภาคม เมื่อน้ำในแม่น้ำโขงลดระดับลง หาดทรายสีขาวที่ซ่อนตัวอยู่ก็จะปรากฏขึ้นมาให้เหล่านักท่องเที่ยวได้เชยชม กิจกรรมที่ขอแนะนำคือ ลงไปเดินสัมผัสทรายนุ่มๆ พร้อมชมทิวทัศนียภาพฝั่งประเทศลาว ที่หาดสลึงแห่งนี้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก เรือนำเที่ยวแบบเหมาลำ ตลอดจนมัคคุเทศก์ท้องถิ่น หาดสลึงจึงเหมาะที่จะใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวทางน้ำเป็นอย่างมาก สำหรับแหล่งท่องเที่ยวตามริมแม่น้ำโขงที่สามารถล่องเรือไปได้นั้นมีอยู่มากหลาย ไล่จากซ้ายไปขวา (หันหน้าออกแม่น้ำโขง) ได้ดังนี้คือ ผาพะเนียง ดอนกลาง แก่งน้อย แก่งคอนใหญ่ ดอนหมากเกลือ ปากบ้อง หาดสลึง ดอนกลาง หินกองข้าว (ใกล้ฝั่งลาว) คันนกเอี้ยง หินกองข้าว (ใกล้ฝั่งไทย) ถ้ำนางทอหูก สามพันโบก ศิลาแลง หาดหงส์ และลานหินสี ทั้งนี้ แต่ละเส้นทางจะมีค่าบริการล่องเรือต่างกันไป สามารถสอบถามราคาและรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ท่าเรือหาดสลึง    

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 30 นาที ( ระยะทางประมาณ 109.27 กิโลเมตร)

วัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง)

วัดศรีอุบลรัตนาราม เดิมชื่อ วัดศรีทอง เป็นวัดธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี บนถนนอุปราช สร้างเมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2398 ตรงกับ ร.ศ. 74 เป็นปีที่ 5 แห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี วัดนี้มีพระอุโบสถที่สร้างตามแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง คือ พระแก้วบุษราคัม           สถานที่ตั้งวัด เดิมเป็นสวนของท่านอุปฮาดโท (ต้นตระกูล ณ อุบล) มีศรัทธาบริจาคที่ดินประมาณ 25 ไร่ สำหรับสร้างวัดของสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์ใหม่ที่เพิ่งสถาปนาขึ้นในตอนปลายของรัชกาลที่ 3 การถวายที่ดินต่อหน้าพระเถระ ยกให้เป็นสมบัติในพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นที่ตั้งวัด ในยามราตรีของวันนั้น เกิดนิมิตประหลาดขึ้น  คือมีแสงสว่างพวยพุ่งขึ้นเป็นสีเหลืองทองภายในบริเวณสวนนั้น จึงได้ถือนิมิตมงคลนี้ ตั้งชื่อวัดว่า “วัดศรีทอง" ฝ่ายคณะสงฆ์มีท่านเทวธัมมี (ม้าว) ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก เริ่มก่อสร้างกุฏิ วิหาร ศาลการเปรียญ เมื่อปี พ.ศ.2398 ตามประวัติท่านเทวธัมมี ได้ไปรับการศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เป็นสามเณร และได้เป้นสัทธิวิหาริกของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งทรงผนวช จึงได้ถือลัทธิธรรมยุติกนิกายสืบสายมาตั้งคณะธรรมยุติกนิกายที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดธรรมยุติกนิกายแห่งแรกในภาคอีสาน โดยมีท่านพันธุโล (ดี) เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ดังนั้น ท่านเทวธัมมี จึงถือว่าเป็นพระเถระที่มีศักดิ์ใหญ่ เป็นที่เคารพยำเกรงของบรรดาเหล่าพระภิกษุสามเณร ข้าราชการ ตลอดจนประชาชนทั้งหลายในสมัยนั้น           ต่อมาในปี พ.ศ.2511  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ เสด็จมาประกอบพิธีฉลองสมโภชฝังลูกนิมิตร และยกช่อฟ้าพระอุโบสถวัดศรีอุบลรัตนาราม จึงได้ทูลเกล้าถวายพระอุโบสถหลังนี้ ให้อยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระลูกยาเธอเจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เปลี่ยนชื่อจากวัดศรีทองเป็น "วัดศรีอุบลรัตนาราม" ตามนามขององค์อุปถัมภ์            วัดศรีอุบลรัตนาราม เคยเป็นที่บรรพชาอุปสมบทของพระเถระผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายคันธุระและวิปัสนาธุระหลายรูป มีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจันทเถระ, สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ ติสสเถระ, พระอาจารย์ทา  โชติปาลเถระ, พระอาจารย์เสาร์  กันตสีลเถระ, พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ เป็นต้น           พระแก้วบุษราคัม  เป็นพระพุทธปฏิมากรปางมารวิชัยสมัยเชียงแสน แกะสลักจากแก้วบุษราคัม หน้าตักกว้าง 3 นิ้ว สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 5 นิ้ว มีความงามสง่าตามพุทธลักษณะทุกประการ           ตามตำนานเล่าสืบกันมาว่าพระวรราชภักดี (พระวอ) พร้อมด้วยบุตรหลานของพระตาคือ เจ้าคำผง เจ้าทิดพรหม และเจ้าก่ำ บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเมืองอุบล ได้อัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาจากกรุงศรีสัตนาคตหุต (เวียงจันทน์) เดิมทีพระแก้วบุษราคัม คงจะประดิษฐานอยู่ที่บ้านดอนมดแดง และได้อัญเชิญมาประดิษฐาน อยู่ที่วัดศรีอุบลรัตนารามในเวลาต่อมา           ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ทางราชการได้ประกอบพิธีถือนำพระพิพัฒน์สัตยา ที่วัดศรีอุบลรัตนาราม พร้อมทั้งได้อัญเชิญพระแก้วบุษราคัม เป็นองค์ประธานในพิธี โดยถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสืบกันมาแต่โบราณกาล ปัจจุบัน ในเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ชาวอุบลราชธานีจะร่วมใจกัน อัญเชิญพระแก้วบุษราคัม เข้าขบวนแห่ไปรอบเมืองอุบลราชธานี เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชน ได้นมัสการกราบไหว้และสรงน้ำกันโดยถ้วนหน้า    

อ่านต่อ

รายละเอียด