วางแผนเที่ยว
วางแผนเที่ยว

2วัน 1คืน : น่าน - แพร่

ตารางท่องเที่ยว :
น่าน 1 วัน , แพร่ 1 วัน
ช่วงเวลา :
2 วัน 1 คืน
หมวดหมู่ :
ศิลปะและวัฒนธรรม, ธรรมชาติ, ชายหาดและเกาะต่างๆ, กิจกรรมผจญภัย, แต่งงาน, ฮันนีมูน,
  • วันที่ 1
    มิ.ย. 18
  • วันที่ 2
    มิ.ย. 19
วันที่ 1 : น่าน

อุทยานแห่งชาติศรีน่าน

เป็นอุทยานฯ ที่มีพื้นที่ครอบคลุมอำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย และอำเภอนาหมื่น โดยมีสภาพทั่วไปเป็นเทือกเขา สลับซับซ้อนที่วางตัวในแนวเหนือจรดใต้ขนานกันทั้งทางทิศตะวันตกและตะวันออกแบ่งพื้นที่ออกเป็น ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รายรอบสองฝั่งแม่น้ำอุดมไปด้วยป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง โดยในเดือนกุมภาพันธ์จะพบความสวยงามของป่าเปลี่ยนสีที่น่าตื่นตาตื่นใจ นอกจากนี้ยังพบสัตว์ป่าหายาก หลายชนิด เช่น นกยูงซึ่งมีอยู่หลายฝูง เสือดาว เสือดำ หมี กวาง หมาป่า และหมาใน รวมถึงช้างป่า วัวแดง และกระทิง ซึ่งจะอพยพไปมาระหว่างเขตติดต่อประเทศไทย-ลาว สถานที่ท่องเที่ยว        แก่งหลวง  ห่างจากอำเภอนาน้อยประมาณ 35 กิโลเมตร มีเส้นทางเข้าถึงค่อนข้างยากลำบาก แต่เมื่อไปถึงแล้ว นับว่าคุ้มเกินคุ้มเลยทีเดียว ที่นี่เป็นเกาะแก่งตามธรรมชาติ เกิดจากกระแสน้ำในแม่น้ำน่าน ไหลผ่านโขดหินที่กระจัดกระจายอยู่กลางแม่น้ำ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก จะได้ยินเสียงน้ำกระทบโขดหินดังกึกก้องน่าพิศวง ส่วนหน้าแล้งบรรดาโขดหินและแนวหาดทรายขาว ริมฝั่งน้ำ ก็จะกลายเป็นวิวสวยงามราวกับภาพศิลปะ ซึ่งสามารถลงเล่นน้ำได้ช่วงหน้าแล้ง ในเดือนเมษายนเท่านั้น แต่ไม่สามารถเล่นน้ำได้ในช่วงฤดูฝน เนื่องจากสายน้ำมีสภาพค่อนข้างเชี่ยวกราก        ดอยผาชู้  ถ้าเอ่ยถึงจุดชมทะเลหมอกยามเช้าที่สวยงาม ย่อมต้องมีชื่อของผาชู้ ติดอันดับต้นๆ ของน่าน อย่างแน่นอน แม้ผาชู้มีตำนานเรื่องความรักอันอมตะระหว่างเจ้าเอื้องผึ้งกับเจ้าจันทน์ผา ที่ได้เกิดโศกนาฏกรรมแห่งความเศร้าบนผาแห่งนี้ ทว่าปัจจุบันบนนี้คือที่ทำการของอุทยานแห่งชาติ ศรีน่าน  ตำนานแห่งผาชู้  มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า เจ้าเอื้องผึ้งซึ่งเป็นคู่รักกับเจ้าจันทน์ผา จำใจต้องแต่งงานกับเจ้าจ๋วง แต่เจ้าเอื้องผึ้งเสียใจที่ไม่ได้แต่งงานกับคนที่ตัวเองรัก จึงตัดสินใจกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย ครั้นเจ้าจันทน์ผาตามมา ก็พบว่าเจ้าเอื้องผึ้งได้ กระโดดหน้าผาไปแล้ว จึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายตามคนรักตกไปอยู่ใกล้กัน พอเจ้าจ๋วงได้เห็นหญิงที่ตนรักกระโดดหน้าผาไปจึงรู้สึกเสียใจและตัดสินใจกระโดดหน้าผาตามลงไปด้วย แต่ร่างของเจ้าจ๋วงกระเด็นห่างออกไป ด้วยความรักแท้ระหว่าง เจ้าเอื้องผึ้งและเจ้าจันทน์ผา ในชาติต่อมาเจ้าเอื้องผึ้งจึงเกิดเป็นดอกกล้วยไม้เกาะ อยู่ใต้ต้นจันทน์ผา ส่วนเจ้าจ๋วงก็เกิดเป็นต้นสน ณ จุดที่ตกไปนั้นเอง (คำว่า “จ๋วง” เป็นภาษาเหนือ แปลว่า ต้นสน ส่วน “เอื้องผึ้ง” แปลว่ากล้วยไม้) หน้าผาแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ผาชู้” นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  ทั้งนี้ ในช่วงฤดูหนาวนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางสู่ผาชู้ เพื่อชมทะเลหมอกรับแสงตะวันยามเช้าครั้นเมื่อสายหมอกจางลงก็จะเผยให้เห็นลำน้ำน่านทอดตัวคดเคี้ยวอยู่ปลายผืนป่า ทั้งนี้ การชมทะเลหมอกนั้นต้องเดินทางขึ้นผาชู้ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นระยะทาง 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว 1 ชั่วโมง เตรียมรองเท้าผ้าใบที่สวมกระชับ สบายสะดวกในการปีนป่าย เพราะบางช่วงอาจเจอหินแหลมคม และต้องติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางทุกครั้ง นอกจากนี้ อีกไฮไลท์บนดอยผาชู้ที่พลาดไม่ได้เลย คือ การเป็นสถานที่ตั้งสายธงชาติที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ยาวประมาณ 200 เมตร เรียกว่า ต้องร้องเพลงชาติประมาณ 12 จบกันเลยทีเดียวกว่าจะเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาได้สำเร็จ        ผาหัวสิงห์และดอยเสมอดาว อยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 16 สายนาน้อย-ปางไฮ จากบนนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ 360 องศา ชมอาทิตย์ขึ้นเหนือผืนทะเลหมอก หรืออำลาดวงตะวันลาลับขอบฟ้า ล้วนเป็นภาพความงามที่น่าประทับใจไม่แตกต่างกัน ที่นี่มีพื้นที่กางเต็นท์สำหรับคนอยากนอนนนับดาว การเดินขึ้นไปบนผาสิงห์ อันเป็นหน้าผาที่มีรูปร่างคล้ายหัวสิงห์นั้น มีระยะทาง 2 กิโลเมตร และต้องติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางจากอุทยานฯ ระหว่างทางจะพบต้นจันทน์ผาน่าตื่นตาในวันท้องฟ้าแจ่มใส จากผาสิงห์คุณสามารถมองเห็นอำเภอนาน้อย อำเภอเวียงสา และแม่น้ำน่าน ได้อย่างชัดเจน        ทิวทัศน์ทั้งสองฝั่งแม่น้ำน่าน  แม่น้ำน่านทอดตัวผ่านกลางอุทยานฯ ตั้งแต่เหนือสุดจนถึงใต้สุดยาวกว่า 60 กิโลเมตร คุณสามารถล่องเรือ ล่องแพ ชมธรรมชาติสองฝั่งน้ำที่เผยให้เห็นทิวทัศน์ เกาะแก่ง โขดหิน หาดทราย หน้าผา ที่ได้ร้อยเรียงร่วมกันเป็นลำนำอันงดงามจากธรรมชาติ  โดยจุดเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่ ผาง่าม หน้าผาขนาดใหญ่ ตั้งโดดเด่นอยู่กลางป่าเขาที่เขียวขจี ผาขวาง หน้าผาขนาดใหญ่ ตั้งขวางอยู่กลางแม่น้ำน่าน มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์        ปากนาย  ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ห่างจากตัวอำเภอ 27 กิโลเมตร ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ 63 กิโลเมตร ปากนายเกิดจากสภาพป่าที่ถูกน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ท่วม ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดที่รายล้อมด้วยทิวทัศน์สวยงาม คุณสามารถนั่งเรือชมธรรมชาติ หรือพักผ่อนบนเรือนแพของชาวประมง นอกจากนี้ยังมีเส้นทางข้ามไปจังหวัดอุตรดิตถ์ได้ จึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านบริเวณนี้เพื่อแวะชมและพักค้างคืนเป็นจำนวนมาก ที่พัก  มีบ้านพักรับรองนักท่องเที่ยว จำนวน 3 หลัง และเต็นท์พื้นที่กางเต็นท์ จำนวน 3 จุด ได้แก่ บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติศรีน่าน (ดอยผาชู้) บริเวณดอยเสมอดาวและผาหัวสิงห์ บริเวณลานป่าสน (ดอยผาชู้) แต่ต้องเตรียมอาหารไปเอง อัตราค่าเข้าอุทยานฯ นักท่องเที่ยว ชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท - อุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ ราคา 1,800 บาท

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 นาที ( ระยะทางประมาณ 0.18 กิโลเมตร)

นั่งสามล้อ รถรางชมเมืองน่าน

นั่งสามล้อ รถรางชมเมืองน่าน - นั่งสามล้อ ผ่อเมืองน่าน สัมผัสกับวิถีชีวิตและชุมชนชาวน่านอย่างใกล้ชิด ซึมซับวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของเมืองน่านที่ใช้รถสามล้อ ซึ่งเป็นรถโดยสารสาธารณะท้องถิ่นที่คงอยู่คู่เมืองน่านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นพาหนะที่จะพานักท่องเที่ยวไปสัมผัสกับความงดงามของศิลปวัฒนธรรม กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์คู่บ้านคู่เมือง เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตเมื่อไปเยือนเมืองน่าน พร้อมกับได้ซึมซับบรรยากาศของเวียงเก่าที่คงมนต์เสน่ห์แห่งวิถีชุมชนที่แฝงไว้ด้วยความสงบเรียบง่ายแต่มากมายด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรของชาวเมืองน่าน ค่าบริการ ชั่วโมงละ 120 บาท ต่อรถสามล้อ 1 คัน ต่อนักท่องเที่ยว 1 คน กรณีนักท่องเที่ยว 2 คน คิดค่าบริการเพียง 200 บาทต่อรถสามล้อ 1 คัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณพายัพ สัตยวงศ์ โทร. 08 1024 8804 คุณกฤษดา นาต้น โทร. 08 6921 1246 คุณอรัญ ไชยเจริญ โทร. 08 4614 5859 คุณผดุง สรจักร โทร. 08 9251 3786 คุณทวน แสงแก้ว โทร. 08 5032 3874 - นั่งรถราง ชมเมืองเก่าน่าน เทศบาลเมืองน่าน มีบริการรถรางขนาด 24 ที่นั่ง พร้อมวิทยากรบรรยายและนำชมสถานที่ท่องเที่ยวรอบเมืองน่าน โดยเฉพาะโบราณสถานที่สำคัญ ๆ บ้านเรือน วิถีชีวิตชุมชนโบราณและภูมิทัศน์ที่สวยงาม โดยบริการรถรางรอบปกติ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 16.30 น. วันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 10.30 น. และ 16.30 น. รอบละ 1.30 ชั่วโมง ค่าบริการ คนละ 30 บาท นอกเหนือรอบปกติแล้วนักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถรางเหมาพิเศษ รอบละ 500 บาท ติดต่อสอบถามและจองล่วงหน้าที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเทศบาลเมืองน่าน ถนนผากอง (ข้างวัดภูมินทร์) โทร. 0 5457 1169,0 5475 0247 หรือ www.nanvisit.com  

อ่านต่อ

รายละเอียด

วัดภูมินทร์

วัดหลวงเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 400 ปีที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองน่าน ด้วยลักษณะสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งนี้ประวัติการสร้างวัดภูมินทร์ตามพงศาวดารเมืองน่าน ได้กล่าวไว้ว่า พระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์เจ้าผู้ครองนครน่านได้สร้างวัดภูมินทร์ขึ้นมา หลังจากที่ครองนครน่านได้ 6 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2139 อีกทั้งยังมีปรากฏในคัมภีร์เมืองเหนือว่า วัดแห่งนี้เดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” และต่อมาในภายหลัง ชื่อวัดได้เพี้ยนไปกลายเป็นวัดภูมินทร์   สถานที่ท่องเที่ยว ได้แก่ อาคารทรงจตุรมุขหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่ดูคล้ายตั้งอยู่บนหลังพญานาค 2 ตัว อาคารนี้เป็นทั้งพระอุโบสถ พระวิหาร และพระเจดีย์ประธาน โดยใช้อาคารในแนวตะวันออก-ตะวันตกเป็นพระวิหาร และอาคารแนวเหนือ-ใต้เป็นพระอุโบสถ                                      ธนบัตรใบละ 1 บาท ที่รัฐบาลไทยเคยพิมพ์รูปวัดภูมินทร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารที่เรียกกันว่า “ฮูปแต้ม” ซึ่งได้เขียนขึ้นในช่วงที่วัดภูมินทร์ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เมื่อ พ.ศ.2410 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4) และใช้เวลาซ่อมนานถึง 7 ปี โดยมีภาพ “ปู่ม่านย่าม่าน” อันลือเลื่อง ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นภาพงามเยี่ยมของวัดภูมินทร์ ทั้งยังได้รับฉายาว่า “ภาพกระซิบรักบรรลือโลก”    นอกจากนี้ยังมีภาพน่าสนใจอยู่หลายภาพ เช่น ภาพธรรมเนียมการอยู่ข่วงของชาวไทลื้อ ภาพชาวพื้นเมือง ซึ่งอาจเป็นชาวเขา “เป๊อะ” ของป่าบนศีรษะ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับคนเมือง ภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองน่าน ที่แสดงให้เห็นอิทธิพลตะวันตกที่เข้ามาผสมผสานในวิถีพื้นเมือง ภาพชาวต่างประเทศที่เข้ามาเมืองน่านช่วงรัชกาลที่ 5 โดยทรงผมและเครื่องแต่งกายของผู้หญิง เป็นรูปแบบเดียวกับที่กำลังเป็นที่นิยมในยุโรปขณะนั้น  

อ่านต่อ

รายละเอียด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

อาคารแบบยุโรปสีขาวที่ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองน่านหลังนี้ คือสถานที่บรรจุสมบัติล้ำค่าอันเป็นมรดกตกทอดของน่านจากอดีตสู่ปัจจุบัน เดิมทีที่นี่คือ “หอคำ” อันเป็นที่ประทับและว่าราชการของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน โดยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2475 และใช้เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดแห่งแรกของจังหวัดน่าน ต่อมาในปี พ.ศ. 2517 ได้รับการปรับปรุงอีกครั้งให้เป็นสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน โดยภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แบ่งออกเป็นสองชั้น พื้นที่ชั้นล่างเป็นที่จัดแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่างๆ ในจังหวัดน่าน รวมทั้งเทศกาลงานประเพณีที่สำคัญของจังหวัด เช่น การสืบชะตา การแข่งเรือ ส่วนชั้นบนนั้น จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยต่างๆ ที่พบในจังหวัดน่าน ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงยุคเจ้าผู้ครองนครน่าน โดยมีวัตถุโบราณที่น่าดูน่าชมอย่างยิ่ง ได้แก่ ·       งาช้างดำ วัตถุมงคลคู่บ้านคู่เมืองน่าน เป็นงาช้างข้างซ้าย ยาว 94 เซนติเมตร วัดโดยรอบส่วนที่ใหญ่สุดได้ 47 เซนติเมตร มีน้ำหนัก 18 กิโลกรัม ได้มาในสมัยพระยาการเมืองเจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 5 ·       เครื่องปั้นดินเผาเคลือบ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 จากเตาเผาบ่อสวก ตำบลสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ·       พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา อิทธิพลศิลปะพม่า พุทธศตวรรษที่ 25 ·       พานพระศรีเครื่องเงินลงยา เครื่องประกอบอิสริยยศของเจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย ·       วัดที่เล็กที่สุดในเมืองไทย เป็นอันซีนที่หาชมได้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้    

อ่านต่อ

รายละเอียด

เสาดินนาน้อย(ฮ่อมจ๊อม) และคอกเสือ (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

พบกับมหัศจรรย์จากพลังธรรมชาติที่คล้ายคลึงกับ “แพะเมืองผี” อันเลื่องชื่อของจังหวัดแพร่ ทั้งนี้จากหลักฐานทางธรณีวิทยาพบว่า เสาดินนาน้อยเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในยุคเทอร์เชียรีตอนปลาย (late tertian) ประกอบกับการกัดเซาะของพลังน้ำและลมตามธรรมชาติซึ่งนักธรณีวิทยาได้สันนิษฐานว่าที่นี่มีอายุประมาณ 10,000-30,000 ปีมาแล้ว และเคยเป็นก้นทะเลมาก่อนอีกทั้งยังมีการค้นพบกำไลหินและขวานโบราณ (ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้อาจเคยเป็นแหล่งอาศัยของมนุษย์ยุคหินเก่ามาก่อน  

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 2 : แพร่

บ้านประทับใจ (บ้านเสาร้อยต้น)

เรือนไม้สักทั้งหลังแห่งนี้ปลูกขึ้นมาเพื่อตามใจผู้อยู่โดยแท้ แม้เริ่มแรกไม่ได้มีความตั้งใจเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปได้เข้าชมแต่อย่างใด แต่ในปัจจุบัน บ้านประทับใจ หรือบ้านเสาร้อยต้น ได้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ของจังหวัดแพร่ที่ทุกคนต้องมาเยี่ยมเยือนชมความงดงามในส่วนต่างๆ ของบ้านที่ปลูกสร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจ บ้านประทับใจนั้นก่อสร้างในปี พ.ศ.2515 และเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2519 โดยคุณพ่อกิจจา ชัยวัณณคุปต์ เจ้าของบ้านที่ออกแบบแปลนและตกแต่งบ้านด้วยตัวเองโดยไม่ใช้สถาปนิกเลย โดยใช้ไม้สักท่อนขนาดใหญ่ตั้งเป็นเสาบ้านจำนวน 130 ต้น ประกอบด้วยตัวบ้านสามหลังสร้างแบบทรงไทยประยุกต์ ที่มีหลังคาสูงติดต่อกัน และหลังคายังประดับหน้าจั่วด้วยกาแลอันเป็นสัญลักษณ์บ้านทรงไทยทางภาคเหนือ ภายในบ้านนั้นประกอบด้วย ห้องพักส่วนตัว ชานมะปรางอันเป็นชานนั่งเล่นใต้ร่มต้นมะปราง ห้องพักรับรองแขกที่มีถึง 5 ห้อง ด้านหลังมีชานตะวันสำหรับนั่งรับแสงแดดในตอนเช้า มีชุดรับแขกที่แกะสลักจากไม้แผ่นเดียวซึ่งเป็นไม้ที่เหลือจากการทำสัมปทานไม้ของบริษัท อีสต์ เอเชียติ๊ก ซึ่งเคยเข้ามารับทำสัมปทานไม้สักในเมืองแพร่ในอดีต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเมืองแพร่นั้นเคยร่ำรวยด้วยไม้สักมากมายเพียงใด     ที่ตั้ง : ตั้งอยู่เลขที่ 59 หมู่ 13 ตำบลป่าแมต อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1023 (แพร่ - ลอง)   Blog ท่องเที่ยวจังหวัดแพร่ ร้านชิคๆ ในแพร่ 10 สุดยอดสถาปัตยกรรมอาคารเก่าแก่ในเมืองแพร่ วัดเก่าแก่ในเมืองแพร่  

อ่านต่อ

รายละเอียด

25 นาที ( ระยะทางประมาณ 14.35 กิโลเมตร)

วัดพระธาตุดอยเล็ง

ปูชนียสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดแพร่ที่อยู่คู่กับพระธาตุช่อแฮและพระธาตุจอมแจ้งมายาวนาน แม้ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างว่าเกิดขึ้นเมื่อใด แต่จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในอดีตที่โยงเรื่องราวของทั้งสามพระธาตุได้อย่างต่อเนื่องกัน โดยเล่าว่า ครั้งหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้เสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ ที่ดอยลูกหนึ่งซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของดอยธชัคคะบรรพต ครั้นเสด็จมาถึงก็จวนแจ้งหรือใกล้สว่างแล้ว ซึ่งปัจจุบันก็คือพระธาตุจอมแจ้ง หลังจากนั้นได้เสด็จมาทางทิศเหนือถึงธชัคคะบรรพตแล้วได้ประทับอยู่ที่นั่น ระหว่างนั้นมีขุนลัวะอ้ายก้อมเป็นผู้อุปฎฐากซึ่งได้มอบพระเกศาธาตุ นั่นก็คือพระธาตุช่อแฮในปัจจุบัน ต่อจากนั้นได้เสด็จขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และประทับอยู่ดอยลูกหนึ่งที่สูงกว่าดอยลูกอื่นในเมืองโกศัยซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทับแลดู ที่ภาษาเหนือเรียกกันว่า “เล็งผ่อ” และนี่เองได้กลายเป็น ที่มาของชื่อดอยเล็งในปัจจุบัน พระธาตุดอยเล็งแห่งนี้ได้รับการบูรณะมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อถึงเดือน 4 ใต้ (เดือน 6 เหนือ) ขึ้น 15 ค่ำ ซึ่งตรงกับช่วงงานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง พระธาตุดอยเล็งแห่งนี้ก็ จะมีการจัดงานประเพณีขึ้นดอยเล็งในช่วงเดียวกัน เปิดให้ประชาชนเดินทางขึ้นมาสักการะเพื่อระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมๆ กับชมวิวอันงดงามของจังหวัดแพร่จากบนนั้น สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ประชาสัมพันธ์จังหวัด โทร. 0 5567 1466    ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ในตำบลช่อแฮ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพระธาตุช่อแฮ ประมาณ 3 กิโลเมตร และอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระธาตุจอมแจ้ง ประมาณ 4 กิโลเมตร สามารถเดินทางขึ้นไปได้ด้วยการเดินเท้าและใช้รถยนต์ เนื่องจากได้ปรับปรุงพัฒนาเส้นทางขึ้นใหม่สะดวกทั้งขึ้นและลง แต่ผู้ขับขี่ต้องชำนาญในการใช้รถ เพราะเป็นทางขึ้นเขาสูงชัน    Blog ท่องเที่ยวจังหวัดแพร่ ร้านชิคๆ ในแพร่ 10 สุดยอดสถาปัตยกรรมอาคารเก่าแก่ในเมืองแพร่ วัดเก่าแก่ในเมืองแพร่  

อ่านต่อ

รายละเอียด

24 นาที ( ระยะทางประมาณ 13.35 กิโลเมตร)

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน (บ้านฝ้าย)

ทำความรู้จักกับวิถีชีวิตเมืองแพร่ในอดีตจากพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน หรือที่รู้จักกันดีว่า พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านบ้านฝ้าย เหตุที่เรียกเช่นนั้นเนื่องจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับสวนอาหารบ้านฝ้ายนั่นเอง ที่นี่คือแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญที่เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย และเป็นเหมือนประตูกาลเวลาเปิดไปสู่โลกอันน่ารักของเมืองแพร่ในอดีตซึ่งคุณจะได้พบกับการจำลองวิถีชีวิตสมัยโบราณที่หาชมได้ยากแล้วในปัจจุบัน รูปแบบอาคารบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนของชาวเมืองแพร่ เช่น รถจักรยานสามล้อถีบ ถ้วยชาม ตู้ ไห เครื่องมือประกอบอาชีพเกษตรกรรม เครื่องมือจับปลา เป็นต้น ที่นี่เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน โทร. 0 5452 3114   ที่ตั้ง : ริมถนนยันตรกิจโกศล โดยการเดินทางสามารถใช้เส้นทางแพร่ - สูงเม่น ประมาณ 3 กิโลเมตร จะพบสวนอาหารบ้านฝ้ายอันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้    Blog ท่องเที่ยวจังหวัดแพร่ ร้านชิคๆ ในแพร่ 10 สุดยอดสถาปัตยกรรมอาคารเก่าแก่ในเมืองแพร่ วัดเก่าแก่ในเมืองแพร่  

อ่านต่อ

รายละเอียด

9 นาที ( ระยะทางประมาณ 6.41 กิโลเมตร)

พิพิธภัณฑ์เมืองแพร่คุ้มเจ้าหลวง

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่เป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคต้น ซึ่งมีรูปทรงเป็นแบบสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรป หรือทรงขนมปังขิง ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น หลังคามุงด้วยไม้เรียกว่า “ไม้แป้นเกล็ด” ไม่มีหน้าจั่วเป็นแบบหลังคาเรือนปั้นหยามีมุขสี่เหลี่ยมยื่นออกมา ด้านหน้าของตัวอาคารหลังคามุขมีรูปทรงสามเหลี่ยมทั้งปั้นลมและ ชายคาน้ำรอบตัวอาคารประดับด้วยไม้แกะ ฉลุสลักลวดลายอย่าง สวยงามซึ่งเป็นฝีช่างชาวจีนที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นมุขด้านหน้าตัว อาคารแต่เดิมมีบันไดขึ้นลงทั้ง 2 ด้าน คือด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ (ปัจจุบันรื้อออกแล้ว) คงเหลือบันไดขึ้นลงเฉพาะด้านหน้าและด้านหลัง เท่านั้น ตัวอาคารสร้างด้วยอิฐถือปูน มี 2 ชั้น ไม่มีการฝังเสาเข็มแต่ใช้ไม้ซุงท่อน ส่วนใหญ่เป็นไม้แก่น ไม้แดง และไม้เนื้อแข็ง รองรับฐานเสาทั้งหลัง ภายใต้ตัวอาคารซึ่งสูงจากพื้นดินประมาณ 2 เมตร คุ้มเจ้าหลวงแห่งนี้เคยใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวที่เสด็จมาเยี่ยมเยียนราษฎรจังหวัดแพร่ ในระหว่างวันที่ 15 - 17 มีนาคม พ.ศ. 2501และได้รับพระราชทาน รางวัล จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีให้เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภท อาคารสถาบันและสาธารณะ ซึ่งภายในก็จะมีแท่นบรรทมของพระองค์รวมอยู่ด้านใน “เรื่องราวความลี้ลับของคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่นั้นเต็มไปด้วยตำนานที่น่าสะพรึงกลัว ด้วยในอดีตบริเวณใต้ถุนอาคารหลังนี้เคยเป็นที่คุมขังนักโทษมานานนับศตวรรษ คำเล่าขานของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ล่วงลับดับขานไป แล้วเล่าสืบต่อกันมาถึงเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณต่างๆ ของบรรดาผีทาสที่เสียชีวิตจากการถูกพันธนาการอย่างโหดเหี้ยมน่ากลัวจริงๆ และบริเวณภายใต้อาคารคุ้มเจ้าหลวง เมืองแพร่หลังนี้เคยใช้เป็นที่คุมขังทาสมาไม่น้อย กว่า 50 ปีจนกระทั่งพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประกาศ เลิกทาสคุกทาสแห่งนี้เลยกลายมาเป็นที่คุมขัง นักโทษทั่ว ๆ ไปของเจ้าเมืองหรือข้าหลวงในสมัยต่อมาจนกระทั่งมีการสร้างเรือนจำเมืองแพร่ขึ้น คุกทาสอันยาวนานของคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่จึงว่างลง หลงเหลือไว้เพียงตำนานภาพหลอน และวิญญาณพยาบาท คุกใต้ดินดูวังเวงที่คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานคุ้มเจ้าหลวง โทร. 0 5452 4158 Blog ท่องเที่ยวจังหวัดแพร่ ร้านชิคๆ ในแพร่ 10 สุดยอดสถาปัตยกรรมอาคารเก่าแก่ในเมืองแพร่ วัดเก่าแก่ในเมืองแพร่

อ่านต่อ

รายละเอียด