วางแผนเที่ยว
วางแผนเที่ยว

4วัน 3คืน : ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่

ตารางท่องเที่ยว :
ลำปาง 1 วัน , ลำพูน 1 วัน , เชียงใหม่ 2 วัน
ช่วงเวลา :
4 วัน 3 คืน
หมวดหมู่ :
ศิลปะและวัฒนธรรม, สถานบันเทิงยามค่ำคืน, อาหารไทยและเครื่องดื่ม, ธรรมชาติ, ชายหาดและเกาะต่างๆ, กิจกรรมผจญภัย,
  • วันที่ 1
    ก.ย. 21
  • วันที่ 2
    ก.ย. 22
  • วันที่ 3
    ก.ย. 23
  • วันที่ 4
    ก.ย. 24
วันที่ 1 : ลำปาง

สะพานรัษฎาภิเศก หรือสะพานขาว

สะพานขาวหรือสะพานรัษฎาแห่งนี้แทบจะปรากฏในทุกภาพถ่ายแห่งความประทับใจที่ทุกคนมีต่อลำปางผ่านมุมมองและแสงสีของวันที่แตกต่างกัน สะพานรัษฎาภิเศกเป็นสะพานร่วมสมัยกับยุคอารยธรรมรถไฟ ที่ยืนยงผ่านช่วงเวลาสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 มาแล้ว มีเรื่องเล่าว่าเพราะตัวสะพานได้รับการทาสีพรางตา จึงรอดพ้นจากการโจมตีทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร อีกทั้งนางลูซี สคาร์ลิงอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวิชานารีซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกองทัพสัมพันธมิตรในขณะนั้น ยังกล่าวอ้างว่า สะพานแห่งนี้ไม่มีประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สะพานรอดพ้นจากภัยสงคราม สะพานรัษฎาภิเศกเดิมเป็นสะพานไม้เสริมเหล็กแต่ชำรุดผุพัง จึงได้มีการก่อสร้างใหม่เมื่อเดือนมีนาคมพ.ศ. 2460 เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีความคงทนมากกว่าสะพานรุ่นเดียวกันที่ไม่มีเหลืออยู่แล้วในปัจจุบัน และยังมีเครื่องหมายไก่ขาวและครุฑหลวงประดับไว้ตรงหัวสะพานอีกด้วย

อ่านต่อ

รายละเอียด

3 นาที ( ระยะทางประมาณ 0.44 กิโลเมตร)

กาดกองต้า

ถ้าการได้เดินช็อปปิ้งในบรรยากาศเก่าๆ ที่ปลุกอดีตอันงดงามให้ฟื้นคืนสู่ชีวิตชีวา คือประสบการณ์ อันคลาสสิกของการเดินทางที่สร้างความทรงจำอันยิ่งใหญ่แล้วล่ะก็ สิ่งนี้คุณจะได้สัมผัสในทุกย่างก้าว ของการเดินเล่นบนถนนคนเดินกาดกองต้า ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกสุดสัปดาห์ เมื่อที่นี่คือตลาดที่เต็ม ไปด้วยความคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองลำปาง สองข้างทางเรียงรายด้วยตึกเก่าอันทรงคุณค่า โดยสถาปัตยกรรมเหล่านี้มีทั้งศิลปะตะวันตก พม่า-ไทใหญ่ และจีนซึ่งยังคงได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ซึ่งนอกจากจะได้เลือกซื้อหาสินค้าพื้นเมือง สินค้าทำมือ อาหารพื้นบ้าน สินค้าที่ระลึกแล้ว ยังมีการแสดงวัฒนธรรมบนลานกิจกรรมที่พร้อมพาทุกคนย้อนอดีตกลับไปสู่วันวานที่เคยรุ่งเรืองของลำปางอย่างไรอย่างนั้น   กาดนี้มีที่มา  เดิมบริเวณนี้เป็นชุมชนทางเศรษฐกิจที่มีอายุกว่าร้อยปี ตั้งอยู่ริมน้ำวังซึ่งถือเป็นชัยภูมิชั้นดี ต่อมาได้พัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าขายและส่งผ่านสินค้าสำคัญของเมืองลำปาง ครั้นปี พ.ศ. 2459 ศูนย์กลางการค้าแห่งนี้ถูกลดบทบาทลงเนื่องจากมีการตัดเส้นทางรถไฟสายเหนือมาถึงลำปางผู้คนในจังหวัดจึงขยายถิ่นฐานไปตั้งอยู่รอบ ๆ สถานีรถไฟ ก่อเกิดชุมชนใหม่ที่เรียกว่า "ชุมชนเก๊าจาว" ปล่อยชุมชนกองต้าให้จมอยู่กับความเงียบเหงา จนในปัจจุบันที่นี่ได้หวนกลับมาเป็นย่านการค้าที่สำคัญอีกครั้ง โดยความตั้งใจของชาวลำปางที่ต้องการอนุรักษ์วันวานและสร้างสีสันให้เมืองนี้น่าเที่ยว กาดกองต้า เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์เวลา 17.00-22.00 น.  

อ่านต่อ

รายละเอียด

28 นาที ( ระยะทางประมาณ 8.85 กิโลเมตร)

วัดม่อนพญาแช่ หรือพระยาแช่

วัดนี้เป็นเหมือนจุดชมภูมิทัศน์ที่งดงามมากแห่งหนึ่งของลำปาง เนื่องจากเมื่อมองลงมาจากองค์พระเจดีย์ที่ตั้งอยู่บนเนินเขานั้น คุณจะพบทิวทัศน์เมืองลำปางแบบเต็มตา ซึ่งทางวัดเองก็ได้พัฒนาให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยร่วมกับสำนักงานป่าไม้เขตลำปาง จัดตั้ง “วนอุทยานม่อนพญาแช่” ซึ่งอยู่เลยขึ้นไปจากวัด และที่ทำการวนอุทยานฯ แห่งนี้นี่เองได้กลายเป็นจุดชมวิวชั้นดีของลำปาง นอกจากนี้ยังมีการจัดเส้นทางศึกษาธรรมชาติบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำห้วยโจ้ที่สามารถพักแรมได้ สำหรับการเดินทางเป็นหมู่คณะต้องติดต่อล่วงหน้า โทร. 08 9998 2182

อ่านต่อ

รายละเอียด

35 นาที ( ระยะทางประมาณ 17.20 กิโลเมตร)

อ่างเก็บน้ำวังเฮือ

เป็นอ่างเก็บน้ำที่ตั้งอยู่ริมถนนซึ่งเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์เนื่องจากมีทัศนียภาพของทิวเขาโอบล้อม โดยเฉพาะในช่วงอาทิตย์ตกดินนั้น ช่างภาพหลายคนติดตราตรึงใจกับวิวสวยๆ ยามเย็นเช่นนี้

อ่านต่อ

รายละเอียด

3 ชั่วโมง 36 นาที ( ระยะทางประมาณ 46.31 กิโลเมตร)

เขื่อนกิ่วลม (ข้อมูลและวิดีโอท่องเที่ยว)

สถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับกิจกรรมทางน้ำอย่างเช่นการล่องเรือ หรือแพ เพื่อชื่นชมทัศนียภาพสวยงามของทะเลสาบเหนือเขื่อน ทั้งนี้การล่องแพนั้นใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวันโดยมีสถานที่น่าสนใจเช่น แหลมชาวเขื่อน ผาเกี๋ยงผางาม ทะเลสาบสบพุ หมู่บ้านชาวประมงบ้านสา ฯลฯ ที่นี่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมชลประทาน เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ มากมาย นอกจากนี้ยังมีสนามกอล์ฟ 18 หลุมไว้สำหรับผู้ที่สนใจอีกด้วย  โดยสามารถติดต่อล่วงหน้าได้ที่ โทร. 0 5425 5195 www.rid.go.th   การพักแรม นักท่องเที่ยวทั่วไปหากต้องการพักค้างคืน สามารถทำได้สองลักษณะคือ 1. ล่องแพไปพักที่แพชาวเขื่อน-กิ่วลมรีสอร์ท ซึ่งมีที่พักเป็นบังกะโลตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลสาบ โทร. 0 5422 3772, 0 5433 4393 (หลัง 18.00 น.) 2. ล่องแพและค้างคืนบนแพวังแก้ว ซึ่งเป็นแพติดเครื่องยนต์ หรือค้างคืนที่เกาะวังแก้วรีสอร์ท ติดต่อได้ที่โทร. 0 5422 3733, 0 5432 5645, 08 9854 1293   สำหรับหน่วยงานราชการสามารถทำหนังสือขออนุญาตเข้าพักบ้านพักรับรองของกรมชลประทาน ซึ่งต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน โทร. 0 5422 3772       

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 2 : ลำพูน

วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร

บอกได้คำเดียวว่า ถ้ามาเยือนลำพูนแล้วไม่ได้แวะชมวัดแห่งนี้ ถือว่ามาเสียเที่ยวจริงๆ เพราะที่นี่คือวัดที่สำคัญที่สุดของเมืองลำพูน ตามประวัตินั้นกล่าวว่าวัดนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1651 ในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช และภายในวัดก็เต็มไปด้วยโบราณสถานล้ำค่าให้คุณได้ชื่นชมมากมาย    น่าชม • ซุ้มประตู ก่อนก้าวเข้าสู่ภายในวัด คุณจะต้องผ่านซุ้มประตูอันเป็นฝีมือโบราณสมัยศรีวิชัย ก่ออิฐถือปูนประดับลวดลายวิจิตรพิสดาร ประกอบด้วยซุ้มยอดเป็นชั้นๆหน้าซุ้มประตูมีสิงห์ใหญ่คู่หนึ่งยืนเป็นสง่าบนแท่นสูงประมาณ 1 เมตร สิงห์คู่นี้ปั้นขึ้นในสมัยพระเจ้าอาทิตยราชเมื่อทรงถวายวังให้เป็นสังฆาราม • วิหารหลวง เป็นวิหารหลังใหญ่ที่คุณจะได้พบหลังจากเดินผ่านซุ้มประตูเข้ามาวิหารหลังนี้มีพระระเบียงรอบด้าน มีมุขออกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เป็นวิหารที่สร้างขึ้นใหม่แทนวิหารหลังเก่า ซึ่งถูกพายุพัดพังทลายไปเมื่อ พ.ศ. 2458 โดยใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศล และประกอบศาสนกิจทุกวันพระ ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธปฏิมาใหญ่ 3 องค์ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทองบนแท่นแก้วและมีพระพุทธปฏิมาโลหะขนาดกลางสมัยเชียงแสนชั้นต้นและชั้นกลางอีกหลายองค์
 • พระบรมธาตุหริภุญชัย ตั้งอยู่หลังวิหารหลวง เป็นที่ประดิษฐานพระเกศธาตุบรรจุในโกศทองคำ เจดีย์ประกอบด้วยฐานปัทม์แบบฐานบัวลูกแก้วย่อเก็จ ต่อจากฐานบัวลูกแก้วเป็นฐานเขียงกลมสามชั้น ตั้งรับองค์ระฆังกลม บัลลังก์ย่อเหลี่ยม เจดีย์มีลักษณะใกล้เคียงกับพระธาตุดอยสุเทพที่จังหวัดเชียงใหม่ มีสัตถบัญชร (ระเบียงหอกซึ่งเป็นรั้วเหล็กและทองเหลือง) 2 ชั้น สำเภาทองประดิษฐานอยู่ประจำรั้วชั้นนอกทั้งทิศเหนือและทิศใต้ มีซุ้มกุมภัณฑ์และฉัตรประจำสี่มุม หอคอยประจำทุกด้านรวม 4 หอ บรรจุพระพุทธรูปนั่งทุกหอ นอกจากนี้ยังมีโคมประทีปและแท่นบูชาก่อประจำไว้เพื่อเป็นที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป พระบรมธาตุนี้นับเป็นปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งในล้านนามาตั้งแต่สมัยโบราณ ในวันเพ็ญเดือน 6 โดยจะมีการจัดงานนมัสการและสรงน้ำพระบรมธาตุทุกปี ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ. 1440 พระเจ้าอาทิตยราชกษัตริย์วงศ์รามัญผู้ครองนครลำพูนได้สร้างมณฑปครอบโกศทองคำ บรรจุพระบรมธาตุไว้ภายในและมีการสร้างเสริมกันต่อมาอีกหลายสมัย ต่อมาใน พ.ศ. 1986 พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่และได้ปฏิสังขรณ์บูรณะเสริมองค์พระเจดีย์ขึ้นใหม่เป็นแบบลังกา ซึ่งปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้   ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลำพูน มีถนนล้อมรอบสี่ด้าน คือ ถนนอัฎฐารสทางทิศเหนือ ถนนชัยมงคลทางทิศใต้ ถนนรอบเมืองทางทิศตะวันออก และถนนอินทยงยศทางทิศตะวันตก ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 150 เมตร เปิดเวลา 6.00-18.00 น. ค่าเข้าชม ชาวต่างชาติ 20 บาท สอบถามรายละเอียด โทร. 0 5331 1104 โทรสาร 0 5353 0753 เว็บไซต์ www.hariphunchaitemple.org    10 วัดห้ามพลาดเมื่อมาลำพูน ร้านอาหารต้องลองของลำพูน ร้านเก๋ๆ นั่งชิวในลำพูน

อ่านต่อ

รายละเอียด

4 นาที ( ระยะทางประมาณ 1.92 กิโลเมตร)

กู่ช้าง-กู่ม้า

ที่นี่เป็นโบราณสถานที่เชื่อกันว่าเป็นสุสานช้างศึกคู่บารมีของพระนางจามเทวี นามว่า “ภูก่ำงาเขียว” ซึ่งหมายถึงช้างผิวสีคล้ำที่มีงาสีเขียวอันทรงอานุภาพและมีอิทธิฤทธิ์ โดยกู่ช้างนั้นมีลักษณะเป็นสถูปทรงกระบอกปลายมน ส่วนกู่ม้า มีลักษณะเป็นสถูปทรงระฆัง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสุสานม้าทรงของพระโอรสพระนางจามเทวีเช่นกัน  10 วัดห้ามพลาดเมื่อมาลำพูน ร้านอาหารต้องลองของลำพูน

อ่านต่อ

รายละเอียด

8 นาที ( ระยะทางประมาณ 3.36 กิโลเมตร)

วัดจามเทวี

ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดกู่กุด ตั้งอยู่บนถนนจามเทวี หมู่ 5 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยล้านนาไทย บางแห่งก็ว่าพระนางจามเทวีสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1298 โดยใช้ช่างฝีมือชาวละโว้ บ้างก็ว่าเจ้าอนันตยศและเจ้ามหันตยศ ราชโอรสของพระนางจามเทวี ได้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิของพระนาง เดิมมียอดพระเจดีย์หุ้มด้วยทองคำ ลักษณะพระเจดีย์เป็นสี่เหลี่ยมแบบพุทธคยาในประเทศอินเดีย แต่ละด้านมีพระพุทธรูปยืนปางประทานพรอยู่เป็นชั้นๆอยู่ในซุ้มพระทั้งสี่ด้าน ด้านละ 15 องค์ รวม 60 องค์  ภายในบรรจุอัฐิของพระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์แห่งหริภุญไชย  ต่อมาจะเป็นสมัยใดไม่ทราบแน่ชัดยอดพระเจดีย์ได้หักหายไป ชาวบ้านจึงเรียกว่า กู่กุด พระเจดีย์องค์นี้มีชื่อเป็นทางการว่า พระเจดีย์สุวรรณจังโกฎ นอกจากนี้ภายในวัดยังมีรัตนเจดีย์ ตั้งอยู่ทางขวามือของวิหาร สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่17 โดยพระยาสรรพสิทธิ์       ปี พ.ศ. 1184 มีพระฤๅษีไปพบทารกหญิง ถูกพญานกคาบมาทิ้งไว้บนใบบัวหลวง จึงเลี้ยงดูและสอนสรรพวิทยาการต่างๆ ให้ เมื่อพระนางจามเทวี เจริญวัยได้ 13 พรรษา พระฤๅษีจึงต่อนาวายนต์พร้อมด้วยฝูงวานรเป็นบริวารลอยล่องไปตามลำน้ำ ถึงยังท่าน้ำวัดชัยมงคล เมื่อพระเจ้ากรุงละโว้และพระมเหสีพบเห็น จึงได้นำกุมารีน้อยนั้นเข้าสู่พระราชวัง และตั้งให้เป็นพระราชธิดา นามว่า "จามเทวีกุมารี" และให้ศึกษาศิลปวิทยาการตำราพิชัยสงคราม และดนตรีทุกอย่าง พ.ศ. 1198 พระนางจามเทวีมีพระชนม์ 14 พรรษา ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายราม แห่งนครรามบุรี ต่อมา พ.ศ. 1204 พระนามจามเทวีมีพระชนม์ 20 พรรษา เป็นกษัตรีย์วงศ์จามเทวีแห่งนครหริภุญชัย โดยพระนางเจ้าได้อัญเชิญพระแก้วขาว (พระเสตังคมณี) จากเมืองละโว้ เมื่อปี 700 ขึ้นมา เพื่อประดิษฐานเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง (ปัจจุบัน พระเสตังคมณีองค์นี้ยังประดิษฐานอยู่ที่วัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่) พระนางจามเทวี มีพระโอรส 2 องค์ องค์พี่มีนามว่ามหายศ (มหันตยศ) องค์น้องมีนามว่าอินทวร(อนันตยศ) โดยพระเจ้ามหายศ ได้ขึ้นเสวยครองเมืองหริภุญชัยนคร(ปัจจุบันคือจ.ลำพูน) แทนพระมารดา ส่วนพระองค์น้องพระเจ้าอินทวรไปครองเมืองเขลางค์นคร(ปัจจุบันคือ จ.ลำปาง)
เมื่อพระนางจามเทวีมีพระชนม์ได้ 60 พรรษา ได้สละราชสมบัติทุกอย่าง ให้พระโอรสทั้งสอง โดยพระนางออกบวชชีบำเพ็ญพรตอยู่ที่วัดจามเทวีแห่งนี้ พ.ศ.1276 พระนางจามเทวีได้ปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดแห่งนี้ พระชนม์ครบ 92 พรรษา พระนางจึงได้สิ้นพระชนม์ ซึ่งทางพระมหันตยศ และพระอนันตยศ ก็ได้จัดถวายพระเพลิงภายในวัดดังกล่าวอย่างสมพระเกียรติ และได้สร้างเจดีย์สี่เหลี่ยมบรรจุพระอัฐิของพระนางไว้ ณ ที่นี้ โดยให้ชื่อเจดีย์ว่า สุวรรณจังโกฎเจดีย์ ที่ได้เป็นต้นแบบของเจดีย์ในแถบล้านนา

10 วัดห้ามพลาดเมื่อมาลำพูน ร้านอาหารต้องลองของลำพูน ร้านเก๋ๆ นั่งชิวในลำพูน

อ่านต่อ

รายละเอียด

8 นาที ( ระยะทางประมาณ 7.72 กิโลเมตร)

กาดดอยติ

ชวนเที่ยวกาดที่เต็มไปด้วยสารพัดสินค้าอันเป็นของที่ระลึกที่คัดสรรจากอำเภอต่างๆ ของเมืองลำพูน ไม่ว่าจะเป็นผ้าทอยกดอกเอกลักษณ์เมืองลำพูน ไม้แกะสลักจากอำเภอแม่ทา ผ้าฝ้ายทอมือจากอำเภอป่าซาง และเครื่องเงินชาวเขาจากอำเภอลี้ ลำไยอบแห้ง หอม กระเทียม สินค้า OTOP รวมทั้งผลิตภัณฑ์โครงการหลวง    ที่ตั้ง : ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปางเปิดทุกวันเวลา 7.00-16.00 น.   10 วัดห้ามพลาดเมื่อมาลำพูน ร้านอาหารต้องลองของลำพูน ร้านเก๋ๆ นั่งชิวในลำพูน

อ่านต่อ

รายละเอียด

7 นาที ( ระยะทางประมาณ 7.18 กิโลเมตร)

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย

เรียนรู้ประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของเมืองลำพูนผ่านโลกใบเล็กๆ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญชัย ที่ได้รวบรวมวัตถุโบราณต่างๆ เอาไว้มากมาย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2470 โดยพระยาราชกุลวิบูลย์ภักดีสมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ และต่อมากรมศิลปากรได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่จนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2517 ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารเมื่อปี พ.ศ. 2522 ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุ โดยแบ่งเป็น 3 ห้อง ได้แก่ • ห้องจัดแสดงใหญ่ เป็นห้องโถงยาวอยู่ชั้นบนของตัวอาคารมีการจัดแสดงวัตถุออกเป็น 3 สมัย คือสมัยก่อนหริภุญชัย สมัยหริภุญชัย และสมัยล้านนา อันได้แก่ พระพุทธรูป เศียรพระพุทธรูป พระพิมพ์ และเทวดา เป็นต้น  • ห้องจัดแสดงศิลปพื้นบ้านและเครื่องไม้จำหลัก เป็นห้องจัดแสดงเล็กที่อยู่อาคารเล็กชั้นเดียวมีโถงเชื่อมจากชั้นบนของอาคารหลังใหญ่ วัตถุที่แสดงล้วนเป็นศิลปะสมัยล้านนา รัตนโกสินทร์ ซึ่งแสดงออกถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องมือตีเหล็ก เครื่องมือทอผ้า เครื่องดนตรีพื้นบ้าน พานดอกไม้เชี่ยนหมาก เป็นต้น  • ห้องศิลาจารึก เป็นห้องโถงเปิดโล่ง อยู่ชั้นล่างของตัวอาคาร จัดแสดงศิลาจารึกสมัยหริภุญชัย ราวพุทธศตวรรษที่ 17 และศิลาจารึกสมัยล้านนา สมัยพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นต้นไป    พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ถนนอินทยงยศเยื้องกับวัดพระธาตุหริภุญชัย เปิดทุกวันเวลา 9.00-16.00 น. ยกเว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท สอบถามรายละเอียด โทร. 0 5351 1186 www.thailandmuseum.com/hariphunchai   10 วัดห้ามพลาดเมื่อมาลำพูน ร้านอาหารต้องลองของลำพูน ร้านเก๋ๆนั่งชิวในลำพูน

อ่านต่อ

รายละเอียด

3 นาที ( ระยะทางประมาณ 1.21 กิโลเมตร)

หมู่บ้านหัตถกรรมผ้าฝ้ายเวียงยองและขัวมุงท่าสิงห์

ไม่เพียงคุณจะได้สนุกกับการเลือกซื้อสินค้าอันเป็นของดีเมืองลำพูนเท่านั้น ยังหากยังมีกิจกรรมมากมายที่น่าสนใจภายในหมู่บ้านนี้ อาทิเช่น สักการะวัดต้นแก้ว ชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ศูนย์ทอผ้าพื้นเมือง เป็นต้น โดยสามารถเดินเท้าชมหมู่บ้าน หรือจะนั่งรถสามล้อถีบเปลี่ยนบรรยากาศก็สามารถทำได้ นอกจากนี้อย่าลืมแวะขัวมุงท่าสิงห์ตลาดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน เลือกชมผ้าฝ้ายยกดอกลำพูน สินค้าตกแต่งบ้าน เครื่องประดับสารพัดลวดลายเรียงรายมาให้เลือกกันไม่ถูกเลยทีเดียว   ที่ตั้ง : บ้านศรีเมืองยู้ ตำบลเวียงยอง ตรงข้ามวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร   10 วัดห้ามพลาดเมื่อมาลำพูน ร้านอาหารต้องลองของลำพูน ร้านเก๋ๆ นั่งชิวในลำพูน

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 3 : เชียงใหม่

น้ำตกแม่เตี๊ยะ

รื่นรมย์ไปกับสายน้ำตกอันเกิดจากห้วยแม่เตี๊ยะตอนล่างแล้วไหลกระโจนลงมาจากโขดหินเป็นชั้นๆ ท่ามกลางภูมิทัศน์ป่าเขาลำเนาไพรที่สดชื่นและสวยงามนามว่า “น้ำตกแม่เตี๊ยะ” อันเป็นน้ำตกที่ไหลลงมาจากหน้าผาสองชั้นติดต่อกัน มีความสูงประมาณ 80 เมตร กว้างประมาณ 40 เมตร จัดเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในอุทยานแห่งชาติออบหลวง ตัวน้ำตกนั้นมีทั้งหมด 4 ชั้น หากจะชมให้ครบทุกชั้นต้องเดินเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตรซึ่งเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินป่าชมธรรมชาติ โดยน้ำตกแห่งนี้สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และมีน้ำให้ชุ่มฉ่ำกันตลอดเวลาเช่นกัน นอกจากนี้น้ำตกแม่เตี๊ยะยังเป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านสบเตี๊ยะ รวมทั้งใช้ในการอุปโภคบริโภคอีกด้วย   ที่ตั้ง : อุทยานแห่งชาติออบหลวง อยู่ในท้องที่ของตำบลดอยแก้ว อำเภอจอมทอง อาจใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง จากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ อล.8 (ดอยแก้ว) ถึงน้ำตกแม่เตี๊ยะ สำหรับการเดินทางจากเชียงใหม่โดยรถยนต์ ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 ถึงอำเภอจอมทอง เลี้ยวขวาข้างที่ว่าการอำเภอ หรือเลี้ยวขวาข้างวัดสบเตี๊ยะ หรือโดยรถโดยสาร ใช้เส้นทางจากสายเชียงใหม่-ฮอด และเชียงใหม่-จอมทอง จากนั้นนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาที่ศูนย์ฯ จะมีรถบริการถึงน้ำตก

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 1 นาที ( ระยะทางประมาณ 76.65 กิโลเมตร)

สถานีวนวัฒนวิจัยบ่อแก้ว (สวนสนบ่อแก้ว)

สถานีวนวัฒนวิจัยบ่อแก้วหรือที่คนนิยมเรียกกันว่าสวนสนบ่อแก้วนั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจวัตถุดิบ เพื่อทำเยื่อกระดาษ ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 2,072 ไร่ โดยภายในสถานีคุณจะพบแปลงทดลองปลูกพืชจำพวกสน และยูคาลิปตัสจำนวนมาก งดงามด้วยทิวสนที่ปลูกเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบราวกับฉากในภาพยนตร์รักโรแมนติก นอกจากวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแล้ว ภูมิอากาศของที่นี่ยังชื้นและเย็นสบายตลอดปี โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 27.3 องศาเซลเซียส และอุณหภมิเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ 16.8 องศาเซลเซียส ทำให้ในช่วงฤดูหนาวจึงมีนักท่องเที่ยวเดินทาง มาพักผ่อนหย่อนใจและถ่ายรูปกันมากมาย นอกจากนี้ สวนสนบ่อแก้วยังเป็นที่ทดลองปลูกสนภูเขาชนิดต่างๆ ที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ นำพันธุ์มาจากต่างประเทศเช่น ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ไต้หวัน เพื่อทดลองหาพันธุ์ที่เหมาะสมมาเป็นไม้เบิกนำสำหรับปลูกบนป่าเสื่อมโทรมบนดอยทางภาคเหนือ ทั้งนี้ ต้นสนที่นำมาปลูกนั้นมีอายุกว่า 30 ปี ส่วนมากเป็นสนสามใบซึ่งขึ้นอยู่ในที่สูงกว่า 500 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ริมเส้นทางสายฮอด-แม่สะเรียง กิโลเมตรที่ 36-37 อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ หากเดินทางด้วยรถยนต์ ใช้เส้นทางถนนสายเชียงใหม่-แม่สะเรียง หรือเส้น 108 ไปทางอำเภอฮอด ผ่านอุทยานแห่งชาติออบหลวง เมื่อถึงวงเวียนหอนาฬิกาก็เลี้ยวซ้าย อำเภอแม่สะเรียงตรงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ก็จะถึงสวนสนบ่อแก้ว ซึ่งจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ
   

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 56 นาที ( ระยะทางประมาณ 117.41 กิโลเมตร)

บ้านไร่ไผ่งาม

หมู่บ้านผลิตผ้าฝ้ายทอมือแบบโบราณที่มีคุณภาพและมีชื่อเสียงของเชียงใหม่  ซึ่งความร่มรื่นใต้เงาต้นไผ่ที่เรียงราย สองข้างทางไปตาม ถนนทางเข้าหมู่บ้าน ทำให้ที่นี่มีความสวยงามสมชื่อบ้านไร่ไผ่งามเลยทีเดียว ทั้งนี้ กลุ่มแม่บ้านอุตสาหกรรมบ้านไร่ไผ่งามนี้ ได้รับการถ่ายทอดการผลิตผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ จากคุณป้าแสงดา บันสิทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การทอผ้า) จากนั้นได้รวมกลุ่มกันผลิตฝ้ายทอมือจอมทองซึ่งกลายเป็น ชิ้นงานหัตถกรรมที่ได้รับการยอมรับในความสวยงาม ทั้งนี้ภายหมู่บ้านยังเป็นสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ผ้าป้าดา สถานที่ซึ่งรวบรวมผ้าและเครื่องมือทอผ้าในสมัยโบราณมาจัดแสดง เพื่อระลึกถึงผลงานอันล้ำค่าของศิลปินท่านนี้ พร้อมกับจัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนกระบวนการผลิตผ้าฝ้ายทอมือที่มีลวดลายสีสันสวยงามทุกขั้นตอน ตั้งแต่ การแกะฝ้ายออกจากฝัก การดีดฝ้ายให้เป็นปุย การหีบฝ้าย การแยกเมล็ดฝ้าย และด้วยรายละเอียดต่างๆ นี้เอง ที่มีการจัดแสดงได้อย่างน่าสนใจ พิพิธภัณฑ์ผ้าป้าดาจึงคว้ารางวัลแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมภาคเหนือปี พ.ศ.2551 นับเป็นรางวัลอันน่าภาคภูมิใจของชาวบ้านไร่ไผ่งามแห่งนี้ ที่ตั้ง : ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ 69-70 ตามเส้นทางเชียงใหม่-ฮอด และเลี้ยวซ้ายเข้าไปหมู่บ้านอีกประมาณ 1 กม. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0 5336 1231 โทรสาร 0 5336 1230  E-mail: sale@baanraipaingarm.com, www.baanraipaingarm.com 

อ่านต่อ

รายละเอียด

44 นาที ( ระยะทางประมาณ 39.08 กิโลเมตร)

วัดพระธาตุดอยน้อย

วัดพระธาตุดอยน้อยตั้งอยู่บนดอยน้อยอันเป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์ซึ่งมีตำนานเล่าว่าพระนางจามเทวีได้ทรงสร้างขึ้น เมื่อครั้งเสด็จมาครองเมืองลำพูนตามคำเชิญของสุเทวฤาษี ประมาณปี พ.ศ.1201 และหากนับจนถึงปัจจุบันนี้ วัดพระธาตุดอยน้อยมีอายุกว่าพันปีแล้ว ซึ่งเป็นวัดที่มีความเก่าแก่มากเลยทีเดียว ความน่าสนใจภายในวัดแห่งนี้ คือการเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่มีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว สีดอกพิกุลแห้ง ปัฏฐานกลมเกลี้ยง ซึ่งได้อัญเชิญมาจากวัดพระธาตุศรีจอมทองเมื่อ พ.ศ.2457 และในปัจจุบันทางวัดพระธาตุดอยน้อยได้ถือเอาวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เหนือ เป็นงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนภูเขาที่อยู่ทางทิศตะวันออกของถนนสายเชียงใหม่-ฮอด ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 44 กิโลเมตร ตรงข้ามสำนักงานพัฒนาภาค 3  หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาจอมทอง จะมีทางแยกเข้าไปถึงยอดดอย ห่างจากถนนใหญ่  ประมาณ 1.5 กิโลเมตร สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0 5336 9279, 08 1883 9812

อ่านต่อ

รายละเอียด

45 นาที ( ระยะทางประมาณ 16.45 กิโลเมตร)

วัดพระธาตุศรีจอมทอง

วัดแห่งนี้ผู้เกิดปีชวดต้องหาโอกาสมาสักการะสักครั้ง เนื่องจากเป็นที่ตั้งของพระธาตุศรีจอมทอง อันเป็นพระธาตุประจำปีชวด  วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารจัดเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 โดยมีบริเวณที่ตั้งเป็นเนินดินสูงประมาณ 10 เมตรที่เรียกกันมาตั้งแต่อดีตว่า ดอยจอมทอง ตามประวัตินั้น สันนิษฐานว่า วัดพระธาตุศรีจอมทองนี้สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นสถานที่ประดิษฐาน ของพระทักษิณโมลีธาตุ พระธาตุส่วนที่เป็นพระเศียรเบื้องขวาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีขนาดเท่าเมล็ดพุทรา สัณฐานกลมเกลี้ยง สีขาวนวลเหมือน ดอกบวบ หรือ สีคล้ายดอกพิกุลแห้ง นอกจากนี้ภายในวัดยังมีสิ่งก่อสร้างน่าชม ได้แก่ พระอุโบสถซึ่งมีลักษณะทรงไทยหน้าบันลงปิดทองสวยงาม หอพระไตรปิฎก เป็นอาคารสองชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้สำหรับเก็บพระไตรปิฎก พระเจดีย์บริวาล (พระธาตุน้อย) สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นคู่กับพระเจดีย์องค์ใหญ่ ให้เกิดการสมดุลกัน ภายในบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย แต่ไม่ได้บรรจุพระธาตุไว้ และพระวิหารจัตุรมุขซึ่งภายในพระวิหารมีมณฑปปราสาทเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งล้วนเป็นลักษณะของศิลปกรรมในสมัยหลังพุทธศตวรรษที่ 24 อันเป็นยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ นอกจากนี้ภายในวัดยังมีสำนักปฏิบัติธรรมซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2534 โดยพระเดชพระคุณพระธรรมมังคลาจารย์ วิ. (พระอาจารย์ทอง สิริมงฺคโล) ที่สามารถรับรองผู้เข้าปฏิบัติธรรมพร้อมกันเป็นจำนวนมากได้ และมีการจัดให้สอบอารมณ์ ทุกวัน (ยกเว้นวันพระ) อีกด้วย ปัจจุบันวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ได้รับการประกาศเป็นโบราณสถานของชาติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ที่ถนนเชียงใหม่-ฮอด หมู่ 2 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 58 กิโลเมตร สอบถามเพิ่มเติม โทร.0 5334 1725, 0 5382 6869

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 4 : เชียงใหม่

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์ อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของประเทศไทย คือสูงจากระดับน้ำทะเล 2,565 เมตร  มีสภาพภูมิประเทศและสภาพป่าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นป่าดงดิบ ป่าสน ป่าเบญจพรรณ ส่วนสภาพภูมิอากาศนั้นมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะมีหมอกปกคลุมเกือบทั้งวัน และในตอนเช้าตรู่อาจเกิดปรากฏการณ์น้ำค้างแข็ง ที่สร้างความฮือฮาในหมู่นักท่องเที่ยวเป็นประจำในทุกฤดูหนาว กิจกรรมที่ดอยอินทนนท์ ไหว้พระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ บริเวณนี้นอกจากจะมีสวนดอกไม้ที่สวยงามแล้ว ยังมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทะเลหมอกได้สวยงามอีกจุดหนึ่ง ชมทะเลหมอกในช่วงหน้าหนาว ซึ่งบนดอยอินทนนท์นั้นจะมีจุดชมทะเลหมอกที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับปรากฏการณ์ทะเลหมอกซึ่งสวยงามอลังการอย่างมาก โดยจุดชมทะเลหมอกจะตั้งอยู่บริเวณหน้าเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ชมน้ำตก ที่ดอยอินทนนท์มีน้ำตกหลายแห่ง อย่างเช่น น้ำตกแม่กลาง น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ น้ำตกแม่ยะ ซึ่งต่างก็มีความสวยงามน่าชม เดินชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ที่นิยมกันมากคือเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน และอ่างกา นาขั้นบันได บ้านแม่กลางหลวง ช่วงหน้าฝนจะได้ชมนาขั้นบันไดสีเขียวของต้นข้าวที่เพิ่งเติบโต และเมื่อย่างเข้าหน้าหนาว นาขั้นบันไดก็จะกลายเป็นสีทองจากสีของต้นข้าวที่พร้อมเก็บเกี่ยว ดูนก ในช่วงหน้าหนาวเป็นฤดุที่เหมาะสำหรับดูนกอย่างมาก เพราะมีทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพมากกว่า 380 ชนิดที่สามารถพบได้บนดอยอินทนนท์ ดูดาว ที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ 7 รอบพระชนมพรรษา ซึ่งเป็นหอดูดาวแห่งชาติของประเทศไทย ตั้งอยู่บนบริเวณยอดดอยอินทนนท์ หอดูดาวแห่งนี้เป็นหอดูดาวขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชมสถานีวิจัยโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นสถานีวิจัยดอกไม้เมืองหนาว ซื้อของฝากของที่ระลึก บนดอยอินทนนท์มีตลาดเล็กๆ ที่ชาวบ้านนำสินค้าท้องถิ่นมาขาย โดยเฉพาะผลไม้แปรรูปที่นักท่องเที่ยวสามารถซื้อเป็นของฝากได **อุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ ราคา 800 - 8,000 บาท -  กรมอุทยานแห่งชาติ ฯ โทร.02 562 0760 , 02 561 0777 ต่อ 724, 725  (8 คู่สาย) ติดต่อเฉพาะวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น. หยุดวันนักขัตฤกษ์  -  จอง online ที่ www.dnp.go.th  -  อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ โทร. 053 286 729-30 (ติดต่อยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาล) หรือ 053 286 550(ตลอด 24 ชั่วโมง) และ 053 286 577 (ระหว่าง 08.00 น.-17.00)   โทรสาร. 053 286 728

อ่านต่อ

รายละเอียด

18 นาที ( ระยะทางประมาณ 5.64 กิโลเมตร)

แม่กลางหลวง

ชมความงดงามแห่งวิถีชีวิตแห่งขุนเขาและนาขั้นบันไดในบ้านแม่กลางหลวง อันเป็นพื้นที่ลุ่มแม่น้ำชั้น 3 บนดอยอินทนนท์ หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงเผ่าปกาเกอะญอแห่งนี้เป็นหนึ่งในชุมชนบริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลาง ที่ประกอบด้วยชุมชนย่อย 4 แห่ง คือ ชุมชนบ้านอ่างกาน้อย ชุมชนบ้านแม่กลางหลวง ชุมชนบ้านหนองหล่ม และชุนบ้านผาหมอน โดยมีจำนวนครัวเรือนในแต่ละกลุ่มบ้านประมาณ 60 - 80 ครัวเรือน และเมื่อมาเยือนบ้านแม่กลางหลวงแล้ว คุณต้องชมทิวทัศน์ของทุ่งนาขั้นบันได โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม ที่นี่จะเขียวขจีไปด้วยทุ่งนาขั้นบันไดลดหลั่นกันเป็นขั้นๆ ใต้สายหมอกสีจางแลดูสวยงาม ครั้นถึงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงเวลาที่ต้นข้าวออกรวง แปรเปลี่ยนนาขั้นบันไดกลายเป็นทุ่งรวงทองอร่ามตา นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติหลากหลายเส้นทาง อาทิเช่น เส้นทางเดินป่าดอยหัวเสือ เส้นทางดูนกห้วยน้ำขุ่น และเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกผาดอกเสี้ยว เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติที่ต้องการความเงียบสงบและดื่มด่ำวิถีชาวบ้านที่น่าหลงใหล สิ่งอำนวยความสะดวก ที่พักในบ้านแม่กลางหลวงมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็น โฮมสเตย์บ้านแม่กลางหลวง บ้านพักแม่กลางหลวงวิว หรือ อินทนนท์ คีรีมายา แม่กลางหลวง ราคาอยู่ในช่วง 500 - 1,200 บาท ซึ่งแต่ละแห่งมีสถานที่ไว้ให้สำหรับกางเต้นท์ นอกจากนี้ยังมีร้านจำหน่ายสินค้าเล็กๆ ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว ที่ตั้ง : ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับการเดินทางนั้น จากตัวเมืองเชียงใหม่โดยรถยนต์สามารถใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่ – ฮอด) ผ่านอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง และอำเภอจอมทอง เป็นระยะทาง 50 กิโลเมตร แล้วไปยังอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ (ทางหลวงหมายเลข 1009) อีกประมาณ 26 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่บ้านแม่กลางหลวง ส่วนการเดินทางโดยรถประจำทาง มีบริการรถสองแถวสายจอมทอง - แม่แจ่ม จาก อำเภอจอมทอง ขึ้นรถที่ข้างวัดพระธาตุศรีจอมทอง จะผ่านอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ลงกม.ที่ 26 บ้านแม่กลางหลวง หลังจากนั้นเดินเข้าไปในหมู่บ้านอีกประมาณ 500 เมตร สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์บริการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแม่กลางหลวง โทร.08 9952 0983 หรือ 08 6311 1791

อ่านต่อ

รายละเอียด

17 นาที ( ระยะทางประมาณ 5.76 กิโลเมตร)

สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์

สถานีวิจัยภายใต้การดูแลของโครงการหลวงที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเยือนมากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง เพราะที่นี่เต็มไปด้วยความสวยงามและกิจกรรมความสุขมากมาย โดยสถานีวิจัยแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2520 ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะช่วยเหลือชาวไทยภูเขาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ทั้งยังให้มีที่อยู่ที่เป็นหลักแหล่ง เลิกปลูกฝิ่น ตัดไม้ทำลายป่า และการทำไร่เลื่อนลอย แล้วหันมาปลูกพืชเมืองหนาวและเลี้ยงสัตว์ด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำแทน ซึ่งนอกเหนือจากภารกิจหลักในการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวบ้านแถบนั้นแล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของเชียงใหม่ที่เต็มไปด้วยความรื่นรมย์มากมาย กิจกรรมไฮไลท์ ·      ชมแปลงพืชผักเมืองหนาว ชมสวนแปดสิบพรรษา โรงเรือนจัดแสดงไม้ดอกไม้ประดับ สวนกุหลาบพันธุ์ปี ·      เยี่ยมชมหมู่บ้านม้งขุนกลาง หมู่บ้านแม่กลางหลวง ซึ่งชาวบ้านปลูกกาแฟอาราบิกาและส่งจำหน่ายทั่วประเทศ ·      เยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของประเทศ  ชมน้ำตกสิริภูมิและสวนหลวงสิริภูมิ สักการะพระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริอันสง่างาม สิ่งอำนวยความสะดวก ที่นี่มีบริการที่พัก โดยสามารถเลือกได้ 3 แบบ ได้แก่ บ้านพักรับรองภายในสถานี เต็นท์นอน ที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ และโฮมสเตย์ที่ได้รับมาตรฐานที่บ้านแม่กลางหลวง (ติดต่อศูนย์บริการท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์บ้านแม่กลางหลวง) และมีร้านอาหารให้บริการ โดยนำวัตถุดิบที่ได้จากโครงการฯ มาปรุงเป็นหลากหลาย เมนูอร่อย ที่ตั้ง : เลขที่ 202 หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ การเดินทาง โดยใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-ฮอด ตามทางหลวงหมายเลข 108 ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 57 ซึ่งอยู่ก่อนถึงตัวอำเภอจอมทอง ประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ไปตามเส้นทางสายนี้ จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 31 มีทางแยกขวามือบ้านขุนกลาง เข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์  สอบถามเพิ่มเติม โทร.0 5328 6777-8 โทรสาร 0 5328 6779 หรือ 08 0769 1944

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 8 นาที ( ระยะทางประมาณ 106.00 กิโลเมตร)

พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์

ชมความงามอันประณีตของพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2504 เพื่อใช้เป็นที่ประทับในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับแรม ณ จังหวัดเชียงใหม่นี้ รวมทั้งยังใช้รับรองพระราชอาคันตุกะในวโรกาสต่าง ๆ บรรยากาศโดยรอบพระตำหนักรายล้อมด้วยภูมิประเทศที่สวยงาม มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ส่วนภายในบริเวณประกอบไปด้วยพระตำหนักพฤกษาวิสุทธิคุณ เป็นอาคาร 2 ชั้น มีชั้นใต้ดินตั้งอยู่บนเนิน และพระตำหนักยูคาลิปตัส 1 ที่ใช้ไม้ยูคาลิปตัสมาก่อสร้างในรูปแบบ log cabin และยังมีเรือนรับรองเป็นอาคาร 2 ชั้นแบบไทยประยุกต์ ซึ่งใช้เป็นที่พำนักของพระราชอาคันตุกะ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ตามเสด็จ นอกจากนี้ในบริเวณพระตำหนักมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีภูมิทัศน์สวยงามสดชื่น สวนเฟิร์นธรรมชาติ มีอาคารที่จัดแต่งเป็นสวนดอกไม้ละลานตา โดยเฉพาะดอกกุหลาบหลากสายพันธุ์ที่พากันอวดช่อดอกดูสดใส   ทิปส์ท่องเที่ยว พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ มีกฎระเบียบสำหรับการเข้าชมในเรื่องของการแต่งกาย และจะงดให้บริการยืมคืนเสื้อผ้านักท่องเที่ยวที่แต่งกายไม่สุภาพ หรือไม่เรียบร้อย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2560 เป็นต้นไป งดให้บริการรถไฟฟ้านำเที่ยวชั่วคราว เนื่องจากอยู่ในระหว่างปรับปรุงระบบ ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนดอยบวกห้า ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดทุกวัน เวลา 08.30-16.30 น. เวลาจำหน่ายบัตร 08.30 - 15.30 แต่ทั้งนี้จะงดการเข้าชมพระตำหนักฯ ระหว่างเสด็จแปรพระราชฐาน (ประมาณเดือนมกราคมถึงต้นเดือนมีนาคม) ค่าเข้าชม 20 บาท สำหรับผู้ใหญ่ เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0 5322 3065 หรือ www.bhubingpalace.org

อ่านต่อ

รายละเอียด