วางแผนเที่ยว
วางแผนเที่ยว

5วัน 4คืน : น่าน พะเยา เชียงราย แม่ฮ่องสอน

ตารางท่องเที่ยว :
น่าน 1 วัน , แพร่ 1 วัน , เชียงราย 2 วัน , แม่ฮ่องสอน 1 วัน
ช่วงเวลา :
5 วัน 4 คืน
หมวดหมู่ :
ศิลปะและวัฒนธรรม, สถานบันเทิงยามค่ำคืน, อาหารไทยและเครื่องดื่ม, ธรรมชาติ, ชายหาดและเกาะต่างๆ, กิจกรรมผจญภัย, บริการทางการแพทย์, ทำธุรกิจ, ประชุม, การลงทุน, แต่งงาน, ฮันนีมูน,
  • วันที่ 1
    มิ.ย. 18
  • วันที่ 2
    มิ.ย. 19
  • วันที่ 3
    มิ.ย. 20
  • วันที่ 4
    มิ.ย. 21
  • วันที่ 5
    มิ.ย. 22
วันที่ 1 : น่าน

อุทยานแห่งชาติศรีน่าน

เป็นอุทยานฯ ที่มีพื้นที่ครอบคลุมอำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย และอำเภอนาหมื่น โดยมีสภาพทั่วไปเป็นเทือกเขา สลับซับซ้อนที่วางตัวในแนวเหนือจรดใต้ขนานกันทั้งทางทิศตะวันตกและตะวันออกแบ่งพื้นที่ออกเป็น ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รายรอบสองฝั่งแม่น้ำอุดมไปด้วยป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง โดยในเดือนกุมภาพันธ์จะพบความสวยงามของป่าเปลี่ยนสีที่น่าตื่นตาตื่นใจ นอกจากนี้ยังพบสัตว์ป่าหายาก หลายชนิด เช่น นกยูงซึ่งมีอยู่หลายฝูง เสือดาว เสือดำ หมี กวาง หมาป่า และหมาใน รวมถึงช้างป่า วัวแดง และกระทิง ซึ่งจะอพยพไปมาระหว่างเขตติดต่อประเทศไทย-ลาว สถานที่ท่องเที่ยว        แก่งหลวง  ห่างจากอำเภอนาน้อยประมาณ 35 กิโลเมตร มีเส้นทางเข้าถึงค่อนข้างยากลำบาก แต่เมื่อไปถึงแล้ว นับว่าคุ้มเกินคุ้มเลยทีเดียว ที่นี่เป็นเกาะแก่งตามธรรมชาติ เกิดจากกระแสน้ำในแม่น้ำน่าน ไหลผ่านโขดหินที่กระจัดกระจายอยู่กลางแม่น้ำ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก จะได้ยินเสียงน้ำกระทบโขดหินดังกึกก้องน่าพิศวง ส่วนหน้าแล้งบรรดาโขดหินและแนวหาดทรายขาว ริมฝั่งน้ำ ก็จะกลายเป็นวิวสวยงามราวกับภาพศิลปะ ซึ่งสามารถลงเล่นน้ำได้ช่วงหน้าแล้ง ในเดือนเมษายนเท่านั้น แต่ไม่สามารถเล่นน้ำได้ในช่วงฤดูฝน เนื่องจากสายน้ำมีสภาพค่อนข้างเชี่ยวกราก        ดอยผาชู้  ถ้าเอ่ยถึงจุดชมทะเลหมอกยามเช้าที่สวยงาม ย่อมต้องมีชื่อของผาชู้ ติดอันดับต้นๆ ของน่าน อย่างแน่นอน แม้ผาชู้มีตำนานเรื่องความรักอันอมตะระหว่างเจ้าเอื้องผึ้งกับเจ้าจันทน์ผา ที่ได้เกิดโศกนาฏกรรมแห่งความเศร้าบนผาแห่งนี้ ทว่าปัจจุบันบนนี้คือที่ทำการของอุทยานแห่งชาติ ศรีน่าน  ตำนานแห่งผาชู้  มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า เจ้าเอื้องผึ้งซึ่งเป็นคู่รักกับเจ้าจันทน์ผา จำใจต้องแต่งงานกับเจ้าจ๋วง แต่เจ้าเอื้องผึ้งเสียใจที่ไม่ได้แต่งงานกับคนที่ตัวเองรัก จึงตัดสินใจกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย ครั้นเจ้าจันทน์ผาตามมา ก็พบว่าเจ้าเอื้องผึ้งได้ กระโดดหน้าผาไปแล้ว จึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายตามคนรักตกไปอยู่ใกล้กัน พอเจ้าจ๋วงได้เห็นหญิงที่ตนรักกระโดดหน้าผาไปจึงรู้สึกเสียใจและตัดสินใจกระโดดหน้าผาตามลงไปด้วย แต่ร่างของเจ้าจ๋วงกระเด็นห่างออกไป ด้วยความรักแท้ระหว่าง เจ้าเอื้องผึ้งและเจ้าจันทน์ผา ในชาติต่อมาเจ้าเอื้องผึ้งจึงเกิดเป็นดอกกล้วยไม้เกาะ อยู่ใต้ต้นจันทน์ผา ส่วนเจ้าจ๋วงก็เกิดเป็นต้นสน ณ จุดที่ตกไปนั้นเอง (คำว่า “จ๋วง” เป็นภาษาเหนือ แปลว่า ต้นสน ส่วน “เอื้องผึ้ง” แปลว่ากล้วยไม้) หน้าผาแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ผาชู้” นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  ทั้งนี้ ในช่วงฤดูหนาวนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางสู่ผาชู้ เพื่อชมทะเลหมอกรับแสงตะวันยามเช้าครั้นเมื่อสายหมอกจางลงก็จะเผยให้เห็นลำน้ำน่านทอดตัวคดเคี้ยวอยู่ปลายผืนป่า ทั้งนี้ การชมทะเลหมอกนั้นต้องเดินทางขึ้นผาชู้ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นระยะทาง 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว 1 ชั่วโมง เตรียมรองเท้าผ้าใบที่สวมกระชับ สบายสะดวกในการปีนป่าย เพราะบางช่วงอาจเจอหินแหลมคม และต้องติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางทุกครั้ง นอกจากนี้ อีกไฮไลท์บนดอยผาชู้ที่พลาดไม่ได้เลย คือ การเป็นสถานที่ตั้งสายธงชาติที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ยาวประมาณ 200 เมตร เรียกว่า ต้องร้องเพลงชาติประมาณ 12 จบกันเลยทีเดียวกว่าจะเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาได้สำเร็จ        ผาหัวสิงห์และดอยเสมอดาว อยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 16 สายนาน้อย-ปางไฮ จากบนนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ 360 องศา ชมอาทิตย์ขึ้นเหนือผืนทะเลหมอก หรืออำลาดวงตะวันลาลับขอบฟ้า ล้วนเป็นภาพความงามที่น่าประทับใจไม่แตกต่างกัน ที่นี่มีพื้นที่กางเต็นท์สำหรับคนอยากนอนนนับดาว การเดินขึ้นไปบนผาสิงห์ อันเป็นหน้าผาที่มีรูปร่างคล้ายหัวสิงห์นั้น มีระยะทาง 2 กิโลเมตร และต้องติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางจากอุทยานฯ ระหว่างทางจะพบต้นจันทน์ผาน่าตื่นตาในวันท้องฟ้าแจ่มใส จากผาสิงห์คุณสามารถมองเห็นอำเภอนาน้อย อำเภอเวียงสา และแม่น้ำน่าน ได้อย่างชัดเจน        ทิวทัศน์ทั้งสองฝั่งแม่น้ำน่าน  แม่น้ำน่านทอดตัวผ่านกลางอุทยานฯ ตั้งแต่เหนือสุดจนถึงใต้สุดยาวกว่า 60 กิโลเมตร คุณสามารถล่องเรือ ล่องแพ ชมธรรมชาติสองฝั่งน้ำที่เผยให้เห็นทิวทัศน์ เกาะแก่ง โขดหิน หาดทราย หน้าผา ที่ได้ร้อยเรียงร่วมกันเป็นลำนำอันงดงามจากธรรมชาติ  โดยจุดเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่ ผาง่าม หน้าผาขนาดใหญ่ ตั้งโดดเด่นอยู่กลางป่าเขาที่เขียวขจี ผาขวาง หน้าผาขนาดใหญ่ ตั้งขวางอยู่กลางแม่น้ำน่าน มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์        ปากนาย  ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ห่างจากตัวอำเภอ 27 กิโลเมตร ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ 63 กิโลเมตร ปากนายเกิดจากสภาพป่าที่ถูกน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ท่วม ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดที่รายล้อมด้วยทิวทัศน์สวยงาม คุณสามารถนั่งเรือชมธรรมชาติ หรือพักผ่อนบนเรือนแพของชาวประมง นอกจากนี้ยังมีเส้นทางข้ามไปจังหวัดอุตรดิตถ์ได้ จึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านบริเวณนี้เพื่อแวะชมและพักค้างคืนเป็นจำนวนมาก ที่พัก  มีบ้านพักรับรองนักท่องเที่ยว จำนวน 3 หลัง และเต็นท์พื้นที่กางเต็นท์ จำนวน 3 จุด ได้แก่ บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติศรีน่าน (ดอยผาชู้) บริเวณดอยเสมอดาวและผาหัวสิงห์ บริเวณลานป่าสน (ดอยผาชู้) แต่ต้องเตรียมอาหารไปเอง อัตราค่าเข้าอุทยานฯ นักท่องเที่ยว ชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท - อุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ ราคา 1,800 บาท

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 นาที ( ระยะทางประมาณ 0.17 กิโลเมตร)

นั่งสามล้อ รถรางชมเมืองน่าน

นั่งสามล้อ รถรางชมเมืองน่าน - นั่งสามล้อ ผ่อเมืองน่าน สัมผัสกับวิถีชีวิตและชุมชนชาวน่านอย่างใกล้ชิด ซึมซับวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของเมืองน่านที่ใช้รถสามล้อ ซึ่งเป็นรถโดยสารสาธารณะท้องถิ่นที่คงอยู่คู่เมืองน่านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นพาหนะที่จะพานักท่องเที่ยวไปสัมผัสกับความงดงามของศิลปวัฒนธรรม กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์คู่บ้านคู่เมือง เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตเมื่อไปเยือนเมืองน่าน พร้อมกับได้ซึมซับบรรยากาศของเวียงเก่าที่คงมนต์เสน่ห์แห่งวิถีชุมชนที่แฝงไว้ด้วยความสงบเรียบง่ายแต่มากมายด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรของชาวเมืองน่าน ค่าบริการ ชั่วโมงละ 120 บาท ต่อรถสามล้อ 1 คัน ต่อนักท่องเที่ยว 1 คน กรณีนักท่องเที่ยว 2 คน คิดค่าบริการเพียง 200 บาทต่อรถสามล้อ 1 คัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณพายัพ สัตยวงศ์ โทร. 08 1024 8804 คุณกฤษดา นาต้น โทร. 08 6921 1246 คุณอรัญ ไชยเจริญ โทร. 08 4614 5859 คุณผดุง สรจักร โทร. 08 9251 3786 คุณทวน แสงแก้ว โทร. 08 5032 3874 - นั่งรถราง ชมเมืองเก่าน่าน เทศบาลเมืองน่าน มีบริการรถรางขนาด 24 ที่นั่ง พร้อมวิทยากรบรรยายและนำชมสถานที่ท่องเที่ยวรอบเมืองน่าน โดยเฉพาะโบราณสถานที่สำคัญ ๆ บ้านเรือน วิถีชีวิตชุมชนโบราณและภูมิทัศน์ที่สวยงาม โดยบริการรถรางรอบปกติ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 16.30 น. วันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 10.30 น. และ 16.30 น. รอบละ 1.30 ชั่วโมง ค่าบริการ คนละ 30 บาท นอกเหนือรอบปกติแล้วนักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถรางเหมาพิเศษ รอบละ 500 บาท ติดต่อสอบถามและจองล่วงหน้าที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเทศบาลเมืองน่าน ถนนผากอง (ข้างวัดภูมินทร์) โทร. 0 5457 1169,0 5475 0247 หรือ www.nanvisit.com  

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 นาที ( ระยะทางประมาณ 0.24 กิโลเมตร)

วัดภูมินทร์

วัดหลวงเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 400 ปีที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองน่าน ด้วยลักษณะสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งนี้ประวัติการสร้างวัดภูมินทร์ตามพงศาวดารเมืองน่าน ได้กล่าวไว้ว่า พระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์เจ้าผู้ครองนครน่านได้สร้างวัดภูมินทร์ขึ้นมา หลังจากที่ครองนครน่านได้ 6 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2139 อีกทั้งยังมีปรากฏในคัมภีร์เมืองเหนือว่า วัดแห่งนี้เดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” และต่อมาในภายหลัง ชื่อวัดได้เพี้ยนไปกลายเป็นวัดภูมินทร์   สถานที่ท่องเที่ยว ได้แก่ อาคารทรงจตุรมุขหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่ดูคล้ายตั้งอยู่บนหลังพญานาค 2 ตัว อาคารนี้เป็นทั้งพระอุโบสถ พระวิหาร และพระเจดีย์ประธาน โดยใช้อาคารในแนวตะวันออก-ตะวันตกเป็นพระวิหาร และอาคารแนวเหนือ-ใต้เป็นพระอุโบสถ                                      ธนบัตรใบละ 1 บาท ที่รัฐบาลไทยเคยพิมพ์รูปวัดภูมินทร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารที่เรียกกันว่า “ฮูปแต้ม” ซึ่งได้เขียนขึ้นในช่วงที่วัดภูมินทร์ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เมื่อ พ.ศ.2410 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4) และใช้เวลาซ่อมนานถึง 7 ปี โดยมีภาพ “ปู่ม่านย่าม่าน” อันลือเลื่อง ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นภาพงามเยี่ยมของวัดภูมินทร์ ทั้งยังได้รับฉายาว่า “ภาพกระซิบรักบรรลือโลก”    นอกจากนี้ยังมีภาพน่าสนใจอยู่หลายภาพ เช่น ภาพธรรมเนียมการอยู่ข่วงของชาวไทลื้อ ภาพชาวพื้นเมือง ซึ่งอาจเป็นชาวเขา “เป๊อะ” ของป่าบนศีรษะ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับคนเมือง ภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองน่าน ที่แสดงให้เห็นอิทธิพลตะวันตกที่เข้ามาผสมผสานในวิถีพื้นเมือง ภาพชาวต่างประเทศที่เข้ามาเมืองน่านช่วงรัชกาลที่ 5 โดยทรงผมและเครื่องแต่งกายของผู้หญิง เป็นรูปแบบเดียวกับที่กำลังเป็นที่นิยมในยุโรปขณะนั้น  

อ่านต่อ

รายละเอียด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

อาคารแบบยุโรปสีขาวที่ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองน่านหลังนี้ คือสถานที่บรรจุสมบัติล้ำค่าอันเป็นมรดกตกทอดของน่านจากอดีตสู่ปัจจุบัน เดิมทีที่นี่คือ “หอคำ” อันเป็นที่ประทับและว่าราชการของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน โดยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2475 และใช้เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดแห่งแรกของจังหวัดน่าน ต่อมาในปี พ.ศ. 2517 ได้รับการปรับปรุงอีกครั้งให้เป็นสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน โดยภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แบ่งออกเป็นสองชั้น พื้นที่ชั้นล่างเป็นที่จัดแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่างๆ ในจังหวัดน่าน รวมทั้งเทศกาลงานประเพณีที่สำคัญของจังหวัด เช่น การสืบชะตา การแข่งเรือ ส่วนชั้นบนนั้น จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยต่างๆ ที่พบในจังหวัดน่าน ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงยุคเจ้าผู้ครองนครน่าน โดยมีวัตถุโบราณที่น่าดูน่าชมอย่างยิ่ง ได้แก่ ·       งาช้างดำ วัตถุมงคลคู่บ้านคู่เมืองน่าน เป็นงาช้างข้างซ้าย ยาว 94 เซนติเมตร วัดโดยรอบส่วนที่ใหญ่สุดได้ 47 เซนติเมตร มีน้ำหนัก 18 กิโลกรัม ได้มาในสมัยพระยาการเมืองเจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 5 ·       เครื่องปั้นดินเผาเคลือบ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 จากเตาเผาบ่อสวก ตำบลสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ·       พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา อิทธิพลศิลปะพม่า พุทธศตวรรษที่ 25 ·       พานพระศรีเครื่องเงินลงยา เครื่องประกอบอิสริยยศของเจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย ·       วัดที่เล็กที่สุดในเมืองไทย เป็นอันซีนที่หาชมได้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้    

อ่านต่อ

รายละเอียด

เสาดินนาน้อย(ฮ่อมจ๊อม) และคอกเสือ (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

พบกับมหัศจรรย์จากพลังธรรมชาติที่คล้ายคลึงกับ “แพะเมืองผี” อันเลื่องชื่อของจังหวัดแพร่ ทั้งนี้จากหลักฐานทางธรณีวิทยาพบว่า เสาดินนาน้อยเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในยุคเทอร์เชียรีตอนปลาย (late tertian) ประกอบกับการกัดเซาะของพลังน้ำและลมตามธรรมชาติซึ่งนักธรณีวิทยาได้สันนิษฐานว่าที่นี่มีอายุประมาณ 10,000-30,000 ปีมาแล้ว และเคยเป็นก้นทะเลมาก่อนอีกทั้งยังมีการค้นพบกำไลหินและขวานโบราณ (ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้อาจเคยเป็นแหล่งอาศัยของมนุษย์ยุคหินเก่ามาก่อน  

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 2 : แพร่

ถ้ำผานางคอย

ถ้ำกลางป่าอันเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาหินปูนอำเภอร้องกวางแห่งนี้เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยสวยวิจิตรอลังการราวกับประติมากรรมจากธรรมชาติที่ได้สรรค์สร้างไว้ให้มนุษย์ได้ชื่นชม เมื่อร้อยเรียงเข้ากับตำนานพื้นบ้านบอกเล่าถึงที่มาของเสาหิน รูปทรงผู้หญิงกำลังอุ้มลูกน้อยเพื่อรอคอยการกลับมาของชายอันเป็นที่รักนั้น ซึ่งได้กลายเป็นที่มาของชื่อ “ถ้ำผานางคอย” ยิ่งทำให้ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความน่าสนใจ   ตำนานรักถ้ำผานางคอย ตำนานถ้ำผานางคอย เปิดฉากด้วยความรักต่างชนชั้นอันยิ่งใหญ่ระหว่างเจ้าหญิงอรัญญาณี หญิงสาวผู้สูงศักดิ์ กับ คะนองเดช ชายอันเป็นที่รัก ในสมัยอาณาจักรแสนหวี จนในที่สุดเจ้าหญิงเกิดตั้งครรภ์จึงตัดสินใจหนีไปด้วยกัน แต่ทั้งสองก็ถูกทหารตามล่าอย่างกระชั้นชิดจนมาถึงกลางป่า ทหารพยายามยิงคะนองเดชแต่พลาดเป้าไปถูกกลางอุระ ของเจ้าหญิง  ทั้งสองพยายามตะเกียกตะกายหลบหนีจนมาเจอถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าหญิงได้ให้ประสูติพระโอรสพอดี ด้วยความรักที่มีอย่างเปี่ยมล้น พระองค์ตัดสินใจปล่อยให้ชายที่รักหนีเอาชีวิตรอดไป พร้อมพูดว่า "หญิงจะรออยู่ที่นี่ชั่วกัลปาวสาน" ด้วยแรงอธิษฐานดังกล่าวได้ทำให้นางกลายเป็นหินในขณะที่มือยังโอบพระโอรส ไว้บนตัก และนี่เองจึงเป็นเป็นที่มาของชื่อถ้ำผานางคอย    ไฮไลท์ภายในถ้ำ ปัจจุบันถ้ำผานางคอยได้รับการปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ มีการปรับภูมิทัศน์ พัฒนาเส้นทาง ติดไฟ และป้ายบอกถึงความเป็นมาประวัติศาสตร์บอกเล่าตำนาน "ผานางคอย" ไว้รับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูป ซึ่งถ้ำแห่งนี้มีความสูงจากด้านล่างจนถึงปากถ้ำ 50 เมตร และภายในถ้ำ ระยะทางจากปากถ้ำจนถึงทางออกอีกด้านยาวถึง 150 เมตร ทางเดินนั้นมีทั้งกว้างและแคบสลับกันไป โดยแบ่งออกเป็น 13 จุดให้นักท่องเที่ยวได้ชม และมีการเรียกชื่อแต่ละจุดได้อย่างไพเราะ ได้แก่ คูหาสวรรค์วิเศษ เทพอารักษ์นครา นาคาสถิต งามพิศอนงค์สนาน หิมพานต์พิจิตร เนรมิตม่านแก้ว มรกตเพริดแพร้ววิจิตรา บูชาพระมุนี นทีชลเนตร ธารเทพอธิษฐาน คชสารพิทักษ์ ลานรักพระนาง และหินนางคอยซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของถ้ำ ที่อยู่ถัดจากลานรักพระนาง โดยคุณจะได้พบกับหินปูนที่หยดย้อยลงมาก่อเกิดรูปทรงเหมือนหญิงสาวกำลังก้มหน้าโอบอุ้มลูกน้อยนั่งอยู่บนแท่นหิน และต้องยืนอยู่ห่างออกมาประมาณ 10 เมตร จึงจะมองเห็นได้ชัดว่าเป็นรูปร่างเหมือนผู้หญิงอุ้มลูก ถัดจากหินนางคอยไปเล็กน้อย จะพบปากถ้ำอีกด้านหนึ่งที่สูงขึ้นไปซึ่งปากถ้ำด้านหลังนั้น มีความกว้างกว่า15 เมตร เปิดให้แสงสว่างส่องลอดเข้ามาภายในถ้ำได้เป็นอย่างดี อีกทั้งก่อนถึงปากถ้ำด้านหลัง ชาวบ้านได้นำพระพุทธรูปตั้งไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้กราบไว้บูชาและขอพรก่อนเดินทางกลับอีกด้วย   Blog ท่องเที่ยวจังหวัดแพร่ ร้านชิคๆ ในแพร่ 10 สุดยอดสถาปัตยกรรมอาคารเก่าแก่ในเมืองแพร่ วัดเก่าแก่ในเมืองแพร่  

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง ( ระยะทางประมาณ 50.48 กิโลเมตร)

อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง

ชมความมหัศจรรย์จากธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติดอยผากลอง มีพื้นที่ทั้งสิ้น 112,500 ไร่ ซึ่งลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาและหน้าผาสูง และเป็นแหล่งกำเนิดของลำธารมากมายซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำยม สภาพโดยทั่วไปเป็นป่าเบญจพรรณ มีพันธุ์ไม้สวยงามน่าชม เช่น จันทน์ผา กล้วยผา กล้วยไม้ดิน และสมุนไพร ส่วนสัตว์ป่าที่พบ ได้แก่ เลียงผา หมี เก้ง ไก่ป่า หมูป่า ชะมด และนกชนิดต่างๆ รวมทั้ง นกพญาไฟ ที่จะอพยพมาอาศัยอยู่ที่นี่ในฤดูหนาว   ไฮไลท์ในอุทยานฯ • สวนหินมหาราช เป็นกลุ่มก้อนหินขนาดใหญ่มากเรียงรายอยู่ท่ามกลางป่าเต็งรัง แต่ละก้อนมีรูปร่างต่างๆ ชวนจินตนาการบรรเจิด ที่นี่อยู่ตรงบริเวณทางเข้าที่ทำการอทุยานฯ จากแพร่ไปตามทางหลวงหมายเลข 1023 เส้นทางแพร่-ลอง สวนหินมหาราชอยู่ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 19-20 ทางซ้ายมือ • ภูเขาหินปะการัง อยู่ระหว่างกิโลเมตรที่ 18 – 19 เป็นความแปลกประหลาดที่เกิดจากการยุบตัว ของเปลือกโลก และการชะล้างพังทลายของหินที่ใช้เวลาหลายล้านปี ก่อเกิดภูมิทัศน์ลักษณะคล้ายปะการัง โดยที่นี่ได้มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติประมาณ 1,100 เมตร เป็นเส้นทางระยะสั้นก็จริง แต่ค่อนข้างทรหด เนื่องจากทางบางช่วงเป็นหินแหลมคม นักท่องเที่ยวควรใส่รองเท้าผ้าใบให้รัดกุม และควรเดินในช่วงเช้า ที่แดดยังไม่ร้อนจัด ระหว่างทางจะได้สัมผัสแอร์ธรรมชาติซึ่งเกิดจากลมพัดเอาความชื้น ออกมาจากปากถ้ำ ทำให้รู้สึกเย็นเหมือนได้รับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศแต่สดชื่นมากกว่า และเมื่อเลยขึ้นไปอีกหน่อย จะพบกับจุดชมวิวหินปะการังที่เผยให้เห็นภูมิทัศน์อันน่าตื่นตาตาใจ • สถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ในอุทยานฯ ได้แก่ แก่งหลวง และถ้ำเอราวัณ    ที่ตั้ง : ที่ทำการอุทยานฯ อยู่ห่างจากตัวเมืองแพร่ประมาณ 20 กิโลเมตร ทางหลวงหมายเลข 1023 ระหว่างกิโลเมตรที่ 19 – 20 ผู้ที่เดินทางโดยรถโดยสารประจำทางสามารถโดยสารรถสองแถวสีน้ำเงินที่ตลาดชมพูมิ่ง ในอำเภอเมือง สายอำเภอลอง มาลงที่ทำการอุทยานฯ ค่าโดยสาร 15 บาท หากต้องการพักแรม ทางอุทยานฯ มีบริการบ้านพัก 2 หลัง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5450 1145, 0 5450 1701    - อุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ ราคา 1,200 บาท   Blog ท่องเที่ยวจังหวัดแพร่ ร้านชิคๆ ในแพร่ 10 สุดยอดสถาปัตยกรรมอาคารเก่าแก่ในเมืองแพร่ วัดเก่าแก่ในเมืองแพร่  

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง ( ระยะทางประมาณ 27.81 กิโลเมตร)

พิพิธภัณฑ์เมืองแพร่คุ้มเจ้าหลวง

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่เป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคต้น ซึ่งมีรูปทรงเป็นแบบสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรป หรือทรงขนมปังขิง ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น หลังคามุงด้วยไม้เรียกว่า “ไม้แป้นเกล็ด” ไม่มีหน้าจั่วเป็นแบบหลังคาเรือนปั้นหยามีมุขสี่เหลี่ยมยื่นออกมา ด้านหน้าของตัวอาคารหลังคามุขมีรูปทรงสามเหลี่ยมทั้งปั้นลมและ ชายคาน้ำรอบตัวอาคารประดับด้วยไม้แกะ ฉลุสลักลวดลายอย่าง สวยงามซึ่งเป็นฝีช่างชาวจีนที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นมุขด้านหน้าตัว อาคารแต่เดิมมีบันไดขึ้นลงทั้ง 2 ด้าน คือด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ (ปัจจุบันรื้อออกแล้ว) คงเหลือบันไดขึ้นลงเฉพาะด้านหน้าและด้านหลัง เท่านั้น ตัวอาคารสร้างด้วยอิฐถือปูน มี 2 ชั้น ไม่มีการฝังเสาเข็มแต่ใช้ไม้ซุงท่อน ส่วนใหญ่เป็นไม้แก่น ไม้แดง และไม้เนื้อแข็ง รองรับฐานเสาทั้งหลัง ภายใต้ตัวอาคารซึ่งสูงจากพื้นดินประมาณ 2 เมตร คุ้มเจ้าหลวงแห่งนี้เคยใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวที่เสด็จมาเยี่ยมเยียนราษฎรจังหวัดแพร่ ในระหว่างวันที่ 15 - 17 มีนาคม พ.ศ. 2501และได้รับพระราชทาน รางวัล จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีให้เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภท อาคารสถาบันและสาธารณะ ซึ่งภายในก็จะมีแท่นบรรทมของพระองค์รวมอยู่ด้านใน “เรื่องราวความลี้ลับของคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่นั้นเต็มไปด้วยตำนานที่น่าสะพรึงกลัว ด้วยในอดีตบริเวณใต้ถุนอาคารหลังนี้เคยเป็นที่คุมขังนักโทษมานานนับศตวรรษ คำเล่าขานของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ล่วงลับดับขานไป แล้วเล่าสืบต่อกันมาถึงเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณต่างๆ ของบรรดาผีทาสที่เสียชีวิตจากการถูกพันธนาการอย่างโหดเหี้ยมน่ากลัวจริงๆ และบริเวณภายใต้อาคารคุ้มเจ้าหลวง เมืองแพร่หลังนี้เคยใช้เป็นที่คุมขังทาสมาไม่น้อย กว่า 50 ปีจนกระทั่งพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประกาศ เลิกทาสคุกทาสแห่งนี้เลยกลายมาเป็นที่คุมขัง นักโทษทั่ว ๆ ไปของเจ้าเมืองหรือข้าหลวงในสมัยต่อมาจนกระทั่งมีการสร้างเรือนจำเมืองแพร่ขึ้น คุกทาสอันยาวนานของคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่จึงว่างลง หลงเหลือไว้เพียงตำนานภาพหลอน และวิญญาณพยาบาท คุกใต้ดินดูวังเวงที่คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานคุ้มเจ้าหลวง โทร. 0 5452 4158 Blog ท่องเที่ยวจังหวัดแพร่ ร้านชิคๆ ในแพร่ 10 สุดยอดสถาปัตยกรรมอาคารเก่าแก่ในเมืองแพร่ วัดเก่าแก่ในเมืองแพร่

อ่านต่อ

รายละเอียด

11 นาที ( ระยะทางประมาณ 9.79 กิโลเมตร)

วนอุทยานแพะเมืองผี

มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ในสมัยโบราณ ยายแก่คนหนึ่งได้เดินเข้าป่าเพื่อหาผักหน่อไม้มาเป็นอาหาร และพลัดหลงเข้าไปในที่แห่งนี้ ยายแกพบหลุมเงินหลุมทองจึงเอาเงินเอาทองใส่หาบจนเต็มแล้วยกใส่บ่าเพื่อจะหาบกลับบ้าน แต่ก็ไม่สามารถเดินออกจากป่ามาได้ เพราะเทวดาเจ้าถิ่นไม่ให้เอาไป เพียงแต่เอามาอวดให้เห็นเท่านั้น เมื่อหาหนทางเอาหาบนั้นกลับบ้านไม่ได้ แกจึงวางหาบนั้นไว้แล้วจัดแจงตัดไม้มาคาดทำเป็นราว แต่ก็ยังไม่สามารถนำหาบเงินหาบทองนั้นออกมาได้สักที ยิ่งยกเท้าไปข้างหน้าก็ยิ่งเหมือนยกถอยหลังไปอีกเหมือนหนึ่งว่ามีคนคอยดึงหาบนั้นไว้ ยายแก่จึงวางหาบไว้ที่นั่นแล้วรีบไปบอกชาวบ้านให้มาดูหาบเงินหาบทองชาวบ้านก็พากันหลั่งไหลมาดูเป็นจำนวนมาก พอไปถึง ปรากฏว่าเงินทองที่ยายว่าได้หายไปหมดสิ้น เหลือเพียงรอยเท้าที่ชาวบ้านพากันสะกดรอยตามไปจนถึงเสาดิน และสิ้นสุดอยู่แค่นั้น ไม่มีรอยเท้าเดินต่อไปไหนอีก ยายแก่กับชาวบ้านจึงได้ตั้งชื่อสถานที่นี้ว่าแพะเมืองผี และเรื่องนี้ก็กลายเป็นตำนานเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยความลี้ลับมาจนทุกวันนี้ ทิปส์ท่องเที่ยว ·        สามารถท่องเที่ยววนอุทยานแพะเมืองผีได้ตลอดทั้งปี แต่ฤดูหนาวนั้นเหมาะสมที่สุด เพราะอากาศเย็นสบาย ·        บริเวณด้านหน้าเป็นที่จอดรถขนาดใหญ่ และมีร้านค้าเรียงรายเป็นทิวแถว ทั้งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ซึ่งคุณสามารถเลือกซื้อสินค้าที่ถูกใจบริเวณนี้ โดยเฉพาะเสื้อหม้อฮ่อม เอกลักษณ์ของเมืองแพร่ ·        ที่นี่ไม่มีที่พักบริการ หากต้องการพักแรม ต้องกางเต็นท์ในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ให้ซึ่งมีบริการห้องสุขาพร้อม และต้องนำอาหาร เสบียงต่างๆ ไปเอง โดยต้องติดต่ออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า โทร. 0 25614292 - 3 ต่อ 719 ฝ่ายจัดการวนอุทยาน ส่วนอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ จตุจักร กรุงเทพฯ ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ในท้องที่ หมู่ 2 ตำบลน้ำชำ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ โดยจากจังหวัดแพร่ ตามเส้นทางหลวง แผ่นดินหมายเลข 101 ระหว่างจังหวัดแพร่-จังหวัดน่าน ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ไปประมาณ 7 กม. จะมีทางแยกขวามือ ไปวนอุทยานแพะเมืองผีอีก 3 กม. ถนนลาดยางตลอด ที่นี่เปิดให้เข้าชมทุกวัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5453 3489 หรือ 0 5452 1118 โทรสาร 0 5452 1119  Blog ท่องเที่ยวจังหวัดแพร่ ร้านชิคๆ ในแพร่ 10 สุดยอดสถาปัตยกรรมอาคารเก่าแก่ในเมืองแพร่ วัดเก่าแก่ในเมืองแพร่

อ่านต่อ

รายละเอียด

46 นาที ( ระยะทางประมาณ 15.94 กิโลเมตร)

วัดพระธาตุจอมแจ้ง

วัดสำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองแพร่ที่ผู้คนนิยมเดินทางเข้ามาสักการะพระธาตุจอมแจ้งอันเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุ และพระบรมสาริกธาตุพระหัตถ์เบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า องค์พระธาตุจอมแจ้งนี้ สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.1331 ไม่ปรากฏชื่อผู้สร้าง พระธาตุสีทององค์นี้สูง 29 เมตร ฐานกว้าง 10 เมตร มีรูปทรงคล้ายพระธาตุช่อแฮ โดยเป็นเจดีย์ทรงพุ่มศิลปะผสมระหว่างสุโขทัยกับศิลปะเวียงโกศัยที่ยังอยู่ในลักษณะค่อนข้างสมบูรณ์  ทั้งนี้ เดิมเรียกกันว่าพระธาตุจวนแจ้ง เนื่องจากสมัยที่พระพุทธองค์เสด็จมาถึงสถานที่นี้จวนสว่างพอดี และต่อมาเพี้ยนเป็นจอมแจ้งจนถึงปัจจุบัน หลังจากสักการะองค์พระธาตุจอมแจ้งแล้ว ภายในบริเวณวัดนั้น ยังมีพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ปางนาคปรกประดิษฐานอยู่คู่กับองค์พระธาตุ มีพระนอนปางไสยาสน์องค์ใหญ่ ในลานปฏิบัติธรรมที่อยู่บริเวณซ้ายมือของทางเข้าประตูวัด ขณะที่ภายในวิหารมีหลวงพ่อจอมแจ้งซึ่งมีอายุประมาณ 600 กว่าปี เป็นพระประธาน ด้านหลังมีองค์พระธาตุเก่าแก่อีกองค์หนึ่งซึ่งไม่ได้บูรณปฏิสังขรณ์ ยังคงไว้ในรูปแบบของการก่อสร้างด้วยอิฐ และมีพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมของโบราณของวัด มีรูปปั้นแสดงรูปสวรรค์ นรก จำลองเพื่อเตือนให้คนทำดีละเว้นความชั่ว ทุกปีในวันขึ้น 11 ค่ำ - 15 ค่ำ เดือน 5 เหนือ (เดือน 3 ใต้) จะมีการจัดงานนมัสการพระธาตุจอมแจ้งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย เดินทางเข้ามาสักการะพระธาตุและ หลวงพ่อจอมแจ้งเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต   ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บ้านไคร้ ตำบลช่อแฮ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เลยพระธาตุช่อแฮไป 1 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดราว 10 กิโลเมตร   Blog ท่องเที่ยวจังหวัดแพร่ ร้านชิคๆ ในแพร่ 10 สุดยอดสถาปัตยกรรมอาคารเก่าแก่ในเมืองแพร่ วัดเก่าแก่ในเมืองแพร่  

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 3 : เชียงราย

พิพิธภัณฑ์อูปคำ

เมื่อความทรงจำในอดีตมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด ที่แห่งนี้จึงเป็นเหมือนลิ้นชักใบใหญ่ที่เก็บกักความทรงจำอันล้ำค่านั้นไว้ ผ่านการเก็บรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุต่างๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรล้านนาในอดีต พิพิธภัณฑ์อูบคำนั้น ก่อตั้งขึ้นโดยอาจารย์จุลศักดิ์ สุริยะไชย ซึ่งคำว่า อูบคำ เป็นชื่อที่มาจาก “อูบทองคำ” ที่ท่านได้รับเป็นมรดกตกทอดจากบิดา ผู้สืบเชื้อสายมาจากเจ้านครลำปางในช่วง พ.ศ.2275-2301 อาจารย์ได้สังเกตว่ามีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาอำเภอแม่สายและกว้านซื้อข้าวของโบราณต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งเครื่องเขิน ผ้าเก่า เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้คนรุ่นหลังไม่ได้ชื่นชม ท่านจึงได้สร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้น และรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ของสมาชิกในราชวงศ์ เครื่องเขิน เครื่องเงินต่าง ๆ รวมทั้งในราชสำนักคุ้มเจ้าต่าง ๆ เช่น คุ้มเจ้าแพร่ คุ้มเจ้าน่าน เป็นต้น โดยตัวอย่างโบราณวัตถุที่น่าสนใจได้แก่ พระราชบัลลังก์ของกษัตริย์ไตเหนือ ผ้าทอในราชสำนัก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นศิลปะที่ประณีตละเอียดอ่อนและสะท้อนจิตวิญญาณ ของภาคเหนือได้อย่างละเมียดละไม   ปัจจุบันที่นี่เปิดให้ประชาชนทั่วไป นักเรียนนักศึกษา ได้เข้ามาค้นคว้าหาความรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกและความภาคภูมิใจในแผ่นดินเกิดของตน เปิดบริการทุกวัน 08.00 น. - 18.00 น. ค่าเข้าชมคนไทยผู้ใหญ่ 200 บาทเด็ก 100 บาท ส่วนชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 200 บาท ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมโทร. 0 53713349 และ 08 1992 0342 เว็บไซต์ www.oubkhammuseum.com  

อ่านต่อ

รายละเอียด

วัดร่องขุ่น

p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 14.0px Helvetica; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 17.0px} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Helvetica; font-kerning: none} วัดร่องขุ่น (Wat Rong Khun) ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ได้รับการบูรณะโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรชาวเชียงรายผู้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) จากวัดเล็กๆ ซึ่งอยู่ในสภาพค่อนข้างเสื่อมโทรมนี้ ได้กลายเป็นศาสนสถานที่สวยงาม ด้วยสถาปัตยกรรมและงานศิลปะ เต็มไปด้วยลวดลายอ่อนช้อย ประณีต ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมวัดนี้อย่างคับคั่งตลอดปี   อุโบสถของวัดร่องขุ่นมีสีขาวบริสุทธิ์สะอาด ซึ่งได้กลายเป็นเอกลักษณ์ เป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติซึ่งพากันเรียกวัดร่องขุ่นว่า วัดขาว (Thailand White Temple) ประดับประดาด้วยช่อฟ้าใบระกาอย่างวิจิตรอลังการ ตามด้วยลวดลายอ่อนช้อยอื่นๆ อีกมากมายเป็นเชิงชั้นลดหลั่นกันลงมา หน้าบันประดับด้วยพญานาคและติดกระจกระยิบระยับ โดยความตั้งใจของผู้สร้างนั้น ต้องการสื่อสัญลักษณ์ต่างๆ ในพุทธศาสนา โดยสีขาวหมายถึง พระบริสุทธิคุณ ส่วนกระจกหมายถึงพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่ส่องแสงโชติช่วงชัชวาล นอกจากนี้ตัวพระอุโบสถยังสร้างอยู่บนเนินเตี้ย ๆ ที่มีทะเลสาบใสสะอาดสะท้อนเงาอาคารได้อย่างชัดเจนและทางเดินเข้าอุโบสถที่เป็นสะพานทอดยาวนั้น ก็หมายถึงการเดินข้ามวัฏสงสารมุ่งสู่พุทธภูมิ ส่วนบนของหลังคาได้นำหลักธรรมอันสำคัญยิ่ง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มาแสดงออกในรูปของสัตว์ในช่อฟ้าชั้นต่าง ๆ และภายในอุโบสถยังมีภาพจิตกรรมฝาผนัง รวมทั้งอาคารแสดงภาพวาดที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัด เพื่อแสดงผลงานของอาจารย์เฉลิมชัยให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมอีกเช่นกัน   ที่นี่เปิดให้ชมทุกวัน 06.30 – 18.00 น. ห้องแสดงภาพเปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.30 น. วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 08.00-18.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร.0 5367 3579, ททท. สำนักงานเชียงราย โทร.0 5371 7433 และศูนย์บริหารจัดการการท่องเที่ยว จังหวัดเชียงราย โทร.0 5371 5690    สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (Chiang Rai Attractions) วัดพระสิงห์ โบสถ์มีความสวยงาม และที่น่าสนใจคือที่หน้าโบสถ์ใหม่มีบานประตูไม้แกะสลัก ฝีมืออาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ  วัดพระแก้ว วัดคู่บ้านคู่เมืองของเมืองเชียงราย วัดพระธาตุดอยจอมทอง เป็นที่ตั้งเสาสะดือเมือง 108 หลัก น้ำตกขุนกรณ์ ไร่สิงห์  

อ่านต่อ

รายละเอียด

5 นาที ( ระยะทางประมาณ 1.85 กิโลเมตร)

วัดมิ่งเมือง

ที่นี่เป็นวัดที่ชาวไทใหญ่นิยมเรียกว่า วัดเงี้ยว ส่วนชาวเชียงรายเรียกว่า วัดจ๊างมูบ (ช้างหมอบ) บ้างก็เรียกว่าวัดตะละแม่ศรี ตามชื่อของผู้สร้าง นับเป็นอีกวัดหนึ่งที่มีความเก่าแก่คู่มากับการสร้างเมืองเชียงราย ซึ่งกล่าวกันว่าผู้สร้างวัดมิ่งเมืองแห่งนี้คือ เจ้านางตะละแม่ศรีพระมเหสีของพ่อขุนเม็งรายมหาราช ธิดาของกษัตริย์พม่าเมืองหงสาวดี ดังนั้นในอดีตวัดมิ่งเมืองจึงเป็นวัดสำคัญและได้รับการสนับสนุนจากราชวงศ์ให้รุ่งเรือง    ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ พระวิหารไม้ลายคำศิลปะผสมผสานระหว่างไทยใหญ่และล้านนา กรุฝ้าเพดานแบบไตรภูมิและบาลีเป็นรูปหงส์ ถือเป็นวิหารไม้หลังเดียวในเชียงรายที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ส่วนภายในพระวิหารนั้นเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระศรีมิ่งเมือง พระประธานของวัดซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทองทั้งองค์ ขนาดหน้าตักกว้าง 80 นิ้ว ศิลปะแบบเชียงแสนสิงห์ 1 อายุกว่า 400 ปี ด้านหน้าพระวิหารมีบ่อน้ำโบราณ ชื่อว่า  “บ่อน้ำช้างมูบ” มีโครงหลังคาเป็นรูปซุ้มโขงช้าง ประดับด้วยรูปปั้นของช้างทรงเครื่องหมอบหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ส่วนด้านหลังมีเจดีย์ศิลปะล้านนา เรียกว่า “พระธาตุมิ่งเมือง” ซึ่งประดับไว้ด้วยฉัตรสีทอง ตามศิลปะแบบพม่าเพราะเจ้านางตะละแม่ศรีผู้ทรงสร้างมีเชื้อสายพม่านั่นเอง พระธาตุนี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้รับประทานจากสมเด็จพระญาณสังวรณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เปิดทุกวันเวลา 08.00 - 16.30 น.สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 5371 1089  

อ่านต่อ

รายละเอียด

3 นาที ( ระยะทางประมาณ 0.88 กิโลเมตร)

กู่พระเจ้าเม็งราย

    จังหวัดเชียงรายเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ได้มีการบันทึกเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้น ณ อาณาจักรแห่งนี้ไว้มากมายซึ่งถือว่าเป็นยุคแห่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญยุคหนึ่งของประเทศไทยในประวัติศาสตร์ช่วงแรกๆเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะที่มีความเกี่ยวพันกับเรื่องดินแดนการเมืองการปกครอง วัฒนธรรมรวมไปถึงผู้ปกครอง ซึ่งผู้ที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจังหวัดเชียงรายก็คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อของพระเจ้าเม็งราย หรือพ่อขุนเม็งราย ซึ่งจังหวัดเชียงรายนอกจากจะมีอนุสาวรีย์สามกษัตริย์แล้ว กู่พระเจ้าเม็งรายก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เป็นอนุสาวรีย์ที่สำคัญแห่งหนึ่งเนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นที่เก็บและบรรจุอัฐิของพ่อขุนเม็งรายมหาราชอดีตเจ้าเมืองแห่งดินแดนนี้ กู่พระเจ้าเม็งรายตั้งอยู่หน้าวัดงำเมือง บนดอยงำเมือง นอกจากนี้ตามประวัติกล่าวว่าพระเจ้าไชยสงครามราชโอรสพระเจ้าเม็งรายเมื่อได้มอบราชสมบัติให้พระเจ้าแสนภูราชโอรสขึ้นครองนครเชียงใหม่ แล้วพระองค์ได้นำอัฐิพระราชบิดามาประทับอยู่ที่เมืองเชียงราย และได้โปรดเกล้าฯ สร้างกู่บรรจุอัฐิของพระราชบิดาไว้ ณ ดอยงำเมืองแห่งนี้ซึ่งก็คือกู่เม็งรายแห่งนี้นี่เอง
   

อ่านต่อ

รายละเอียด

30 นาที ( ระยะทางประมาณ 4.95 กิโลเมตร)

ไร่แม่ฟ้าหลวง

หรืออีกนามหนึ่งว่า “อุทยานศิลปวัฒนธรรมล้านนา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง” ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม นอกจาการเป็นสถานที่จัดการศึกษาแก่เยาวชนชาวเขาเพื่อให้พวกเขาได้นำความรู้ที่ได้นั้นกลับไปพัฒนาชุมชนต่อไป ตามพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ไร่แม่ฟ้าหลวงนั้นได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาภายใต้แนวคิด "อุทยานแห่งความสงบงามอย่างล้านนา" ที่มีบรรยากาศภายในอบอวลด้วยความงดงามแบบล้านนาดั้งเดิม   น่าชม • หอคำ สถาปัตยกรรมสไตล์ล้านนาโบราณที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง ภายในจัดแสดงสัตภัณฑ์หรือเชิงเทียนบูชาไม้แกะสลักโบราณและเป็นที่ประดิษฐานพระพร้าโต้ พระไม้โบราณของล้านนา ตลอดจนพระพุทธรูปอื่นๆ ทั้งศิลปะแบบล้านนาและพม่า • หอคำน้อย อยู่ถัดจากหอคำไปประมาณ 500 เมตรเป็นสถานที่เก็บรักษาจิตรกรรมฝาผนังเขียนสีฝุ่นบนกระดานไม้สักที่เรียกว่าจิตรกรรมเวียงต้า โดยช่างเขียนชาวไทลื้อ จากวัดเวียงต้า จังหวัดแพร่ ภาพเขียนนี้ได้แสดงความเป็นอยู่ พิธีกรรม การแต่งกาย และวัฒนธรรมล้านนาเมื่อกว่าร้อยปีก่อน  • หอแก้ว อาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับไม้สักและนิทรรศการชั่วคราวอื่นๆ ที่หมุนเวียนกันไป นอกจากนี้ บริเวณไร่ฟ้าหลวงยังปลูกพรรณไม้หอมและไม้หายากไว้มากมายโดยตรงกลางลานเป็นที่ประดิษฐาน พระรูปปั้นแม่ฟ้าหลวง เป็นพระรูปสัมฤทธิ์ ขนาดเท่าครึ่งของพระองค์ ผลงานของคุณมีเซียม ยิปอินซอย    สิ่งอำนวยความสะดวก ที่นี่ไม่มีที่พัก แต่มีลานสนามหญ้ารองรับการจัดเลี้ยง และมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ ได้แก่ ทางลาดสำหรับรถเข็นและห้องน้ำสำหรับผู้พิการ เปิดให้เข้าชมวันอังคาร-อาทิตย์ ตั้งแต่ เวลา 08.00-16.30 น. ค่าเข้าชม คนไทย ราคา 100 บาท ชาวต่างชาติ ราคา 200 บาท เด็กนักเรียนและนักศึกษาอายุ 12-18ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ราคา 50 บาท สอบถามเพิ่มเติม โทร.0 5371 6605-7  โทรสาร 0 5371 2429  หรือเว็บไซต์ www.maefahluang.org

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 4 : เชียงราย

สิงค์ปาร์ค

ดื่มด่ำความสวยงามจากการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยไร่ชา สวนดอกไม้ สวนผลไม้ตามฤดูกาล และธรรมชาติที่สวยงามกว่า 8,700 ไร่ นอกจากการถ่ายรูปสวยๆ ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงาม แวะชิมสตอว์เบอร์รี่สดๆ จากไร่ และชิมชาสูตรพิเศษนานาชนิดที่เป็นสูตรเฉพาะจากไร่บุญรอดแล้ว สำหรับนักปั่นลองพาเจ้าสองล้อท่องไปตามไร่ชาตามหุบเขา หรืออีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นที่นิยมคือการโหนสลิง หรือ Zip Line ผ่านไร่ชากว้างไกลสุดตา ก็ได้บรรยากาศที่ตื่นเต้นเร้าใจไปอีกแบบ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ห้ามพลาด ในโซนไร่ชายังมีร้านอาหารในจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในไร่บุญรอดอีกด้วย   สิ่งอำนวยความสะดวก ที่นี่มีร้านอาหารให้บริการ รวมทั้งมีรถบริการนำเที่ยวชมในไร่ ระยะเวลาเที่ยวชม 50 นาที เดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์ รถออกทุก 20 นาที ตั้งแต่เวลา 09.20 - 16.00 น. ช่วงเดือนมีนาคม - กันยายน รถออกทุก 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 09.30-16.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร.0 5317 2870, 08 1029 6635

อ่านต่อ

รายละเอียด

36 นาที ( ระยะทางประมาณ 22.47 กิโลเมตร)

พิพิธภัณฑ์บ้านดำ

ศิลปะสถานอันเป็นผลงานของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ในพื้นที่กว่าร้อยไร่ โดยภายในประกอบด้วยอาคารสถาปัตยกรรมท้องถิ่นภาคเหนือกว่า 25 หลัง และอาคารสถาปัตยกรรมท้องถิ่นประยุกต์อีกหลายหลังที่จัดแสดงศิลปะพื้นบ้าน ซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์ของช่างท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและของบางชิ้นเป็นของข้าวเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี พากเพียรสะสมมาตลอดทั้งชีวิต ซึ่งบางชิ้นหาดูได้ยากแล้วในปัจจุบันเหตุที่ชื่อว่าบ้านดำนั้น น่าจะเกิดจากบ้านเกือบทุกหลังทาด้วยสีดำ และแต่ละหลังประดับประดาด้วยไม้แกะสลักที่มีลวดลายสวยงามวิจิตร และมีการนำเขาสัตว์มาประดับให้ดูโดดเด่น เช่น เขาควาย เขากวาง และกระดูกช้าง เป็นต้น   พิพิธภัณฑ์บ้านดำแห่งนี้ไม่เพียงเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อให้เราระลึกถึงความยิ่งใหญ่ของศิลปินท่านนี้ที่ล่วงลับไปแล้วเท่านั้น หากยังเป็นสถานที่สร้างแรงบันดาลใจและจินตนาการ ให้กับผู้รักงานศิลปะได้ดำเนินตามรอยทางแห่งศิลปะที่น่าสนใจ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น. การเข้าชมเป็นหมู่คณะต้องทำหนังสือแจ้งล่วงหน้า สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 5377 6333, 08 3336 5333  www.thawan-duchanee.com  

อ่านต่อ

รายละเอียด

38 นาที ( ระยะทางประมาณ 40.69 กิโลเมตร)

ถ้ำปุ่ม ถ้ำปลา ถ้ำเสาหินพญานาค

ชมความน่าตื่นตาตื่นใจของสถานที่ท่องเที่ยวของตำบลโป่งงามซึ่งเต็มไปด้วยถ้ำต่างๆ ที่น่าสนใจ และอยู่ไม่ไกลกันมากนัก   • ถ้ำปลา เป็นถ้ำที่อยู่ใต้ภูเขาหินปูนซึ่งมีลำธารน้ำใสไหลออกมาทางปากถ้ำ โดยมีต้นน้ำมาจากน้ำตกห้วยแล้ง ลักษณะของถ้ำแห่งนี้เป็นโพรงหินกว้างประมาณ 2.5 เมตร สูงราว 1.5 เมตร และน้ำลึก 0.5 เมตรนักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปด้านในเพื่อนมัสการพระทรงเครื่อง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะพม่าที่ชาวบ้านเลื่อมใสกันมาก พร้อมชมฝูงปลานานาชนิดที่แหวกว่ายอยู่ในลำธาร ว่ากันว่าในอดีตภายในถ้ำปลาแห่งนี้มีเพียงปลาท้องถิ่นที่หาดูยาก เช่น ปลาพวงหิน หรือ ปลาพุง ซึ่งมีลักษณะคล้ายปลาช่อนที่มีเกล็ดแต่เป็นสีน้ำเงินเข้ม ข้างลำตัวมีแถบสีเงินคาด ตัวยาวประมาณหนึ่งคืบ และปลาหีบไม้ แต่ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวได้นำปลาสวยงามชนิดอื่นๆ มาปล่อยที่นี่มากมาย เช่น ปลาคาร์พ ปลาเงินปลาทอง ปลาไน ฯลฯ รวมทั้งเต่าด้วย นอกจากนี้ยังมีฝูงลิงจำนวนมากอาศัยอยู่ในบริเวณถ้ำ ซึ่งเป็นลิงสายพันธุ์เดียวกับลิงในจังหวัดกาญจนบุรี ที่มักจะลงมาหาอาหารจากนักท่องเที่ยวเป็นประจำ o ที่ตั้ง : หมู่ที่ 5 บ้านห้วยปูแกง ต.โป่งงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายอยู่ภายในวัดถ้ำปลาโดยมีทางเข้าวัดอยู่ตรงทางแยกป้อมตำรวจให้เลี้ยวซ้ายซึ่งแยกดังกล่าวจะอยู่เลยแยกทางไปดอยตุงอีกแยกหนึ่งเข้ามาไม่ลึกมากนัก   • ถ้ำปุ่ม เป็นถ้ำที่ตั้งอยู่บนผาสูงและมีทางขึ้นถ้ำเป็นบันไดไม่ชันมาก เมื่อขึ้นไปจะพบว่า เหนือปากถ้ำนั้นมีรูปปั้นสิงห์เก่าแก่อายุกว่า 200 ปีอยู่ ภายในถ้ำมีหินงอกเป็นปุ่ม (ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อว่า ถ้ำปุ่ม และเมื่อเดินลึกเข้าไปประมาณ 60 เมตร หน้าผาสูงประมาณ 3.80 เมตร กว้างประมาณ 1.50 เมตร ตรงทางเดินด้านขวาหน้าผานี้มีหินย้อยอยู่เรียงรายราวกับสายน้ำตกสวยงามมาก และหากเดินต่อไปอีก 28 เมตร จะพบทางเดินแยกไปทางขวามือ ระหว่างทางมีบ่อน้ำใสที่ชาวบ้านเรียกกันว่า บ่อน้ำทิพย์ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 เมตร และหากเดินต่อไปอีกประมาณ 110 เมตร จะเจอแนวหินย้อยอีกแนวหนึ่งซึ่งเป็นริ้วสีขาวเรียงต่อกันอย่างงดงาม และตรงสุดปลายถ้ำคือที่ประดิษฐานพระพุทธรูปให้ได้เข้าไปกราบสักการะ  o ที่ตั้ง : บ้านดง หมู่ที่ 2 ตำบลโป่งงาม ตั้งอยู่ใกล้กันกับวัดถ้ำปลา   • ถ้ำเสาหินพญานาค เป็นที่มีลักษณะเป็นโพรงสูงขึ้นไป และมีหินงอกเป็นแท่ง ๆ ซ้อนกันคล้ายเสาบ้าน จึงได้ชื่อว่า ถ้ำเสาหิน ถ้ำเสาหินนี้เป็นถ้ำมี 3 ชั้น ภายในมีปล่องเป็นโพรงด้านบนที่เปิดให้แสงอาทิตย์ส่องลอดเข้ามาสะท้อนกับหินงอกคล้ายรูปเสาดูสวยงามตระการตา ส่วนในชั้นที่ 2 และ 3 จะต้องปีนป่ายหน้าผาและแง่งหินขึ้นไป ถ้ำแห่งนี้จึงเหมาะมากสำหรับนักผจญภัยที่หลงใหลความตื่นเต้นท้าทาย แต่การเที่ยวถ้ำนั้นควรเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมเพื่อความปลอดภัย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลโป่งงาม ตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โทร.0 53709582ต่อ 11 o ที่ตั้ง :หมู่ 4 ตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย อยู่ไม่ไกลจากวัดถ้ำปลาและถ้ำปุ่มมากนัก    

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 16 นาที ( ระยะทางประมาณ 24.02 กิโลเมตร)

พระธาตุดอยตุง

แวะสักการะพระธาตุที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีความเก่าแก่ สวยงาม และตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางราว 2,000 เมตร ซึ่งมองเห็นวิวธรรมชาติ ของเมืองเชียงรายได้อย่างเต็มตา พระธาตุดอยตุงมีลักษณะ เป็นเจดีย์สีทองอร่าม 2 องค์คู่กันในรูปแบบทรงปราสาทยอดทรงระฆังกลมขนาดเล็ก ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยม กรุกระเบื้องดินเผา และถือเป็นพระธาตุประจำปีกุนซึ่งปีกุนในคติล้านนานั้น สัญลักษณ์คือช้าง (กุญชร) ไม่ใช่หมูดังที่เราเข้าใจกัน นอกจากนี้เมื่อถึงเทศกาลนมัสการพระธาตุดอยตุงจะมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและเพื่อนบ้านจากประเทศใกล้เคียง เช่น ชาวเชียงตุงในรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ ชาวหลวงพระบาง เวียงจันทน์ เดินทางเข้ามานมัสการเป็นประจำทุกปี และในฤดูหนาวบรรยากาศรอบองค์พระธาตุจะสวยงามเป็นพิเศษเพราะถูกหมอกสีขาวปกคลุมทั่วบริเวณ   ตำนานแห่งพระธาตุ ตำนานของพระธาตุดอยตุงกล่าวว่า นี่คือเจดีย์แห่งแรกในอาณาจักรล้านนาอันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) ที่พระเจ้าอชุตราชทรงอัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย ต่อมาครูบาศรีวิชัยได้ทำการบูรณะ และได้มีการสร้างพระธาตุองค์ปัจจุบันครอบพระธาตุองค์เก่าไว้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่ากันว่าในอดีตได้มีการปักธงตะขาบ (ตุง) ที่มีความยาวถึงพันวาไว้บนยอดดอย ถ้าหากปลายธงไปตกที่ไหน ก็จะยึดเอาเป็นที่ตั้งพระสถูป เหตุนี้เองจึงน่าจะเป็นที่มาของชื่อพระธาตุดอยตุง เปิดให้นมัสการได้ตั้งแต่เวลา 8.00-16.30 น.สอบถามเพิ่มเติมที่วัดพระธาตุดอยตุง โทร. 0 537 67015 - 7

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 17 นาที ( ระยะทางประมาณ 59.12 กิโลเมตร)

ถนนคนเดิน-ถนนคนม่วน จังหวัดเชียงราย

ถนนคนเดิน-ถนนคนม่วน จังหวัดเชียงราย อำเภอเมือง - กาดเจียงฮายรำลึก ทุกวันเสาร์ของเดือน บริเวณถนนธนาลัย เริ่มต้นที่สี่แยกธนาคารออมสิน-สี่แยกหนองสี่แจ่ง (สำนักงานยาสูบ) เริ่มตั้งแต่เวลา 16.00-24.00 น. ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่เทศบาลนครเชียงราย โทร. 0 5371 1333 - ถนนคนม่วน หรือ Sankhong Happy Street” ทุกวันอาทิตย์ของเดือน บริเวณถนนสันโค้งน้อย (ช่วงซอย 1-10)เริ่มตั้งแต่เวลา 16.00- 23.00 น. ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ชุมชนสันโค้งน้อย โทร. 0 81761 2325, 08 5869 3437 อำเภอแม่สาย ทุกวันเสาร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน เริ่มต้นที่ถนนหน้าสำนักงานตำรวจภูธรแม่สาย - พรมแดนด่านแม่สาย เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00-22.00 น. ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่พัฒนาชุมชนอำเภอแม่สาย โทร. 0 5373 3383 อำเภอแม่จัน ทุกวันศุกร์ เริ่มต้นที่หน้าที่ว่าการอำเภอแม่จัน-หน้าโรงเรียนอนุบาลอำพร เริ่มตั้งแต่เวลา 16.00-23.00 น. ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ว่าการอำเภอแม่จัน โทร. 0 5366 0030, 0 5377 2222 อำเภอเวียงชัย - กาดคนม่วน ข่วงวัฒนธรรมล้านนา สล่าเวียงชัย บริเวณตลาดสดเทศบาลตำบลเวียงชัย เริ่มตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่เทศบาลตำบลเวียงชัย โทร. 0 5376 9086  

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 5 : แม่ฮ่องสอน

โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)

          ภาพทิวสนสองใบและสนสามใบเรียงรายตลอดแนวอ่างเก็บน้ำอันกว้างใหญ่กลางอ้อมกอดของขุนเขาเขียวชอุ่มยามเช้า คือมนต์เสน่ห์ของปางอุ๋งที่นำพานักเดินทางเข้ามาเยือนที่นี่อยู่ตลอดทั้งปี ยิ่งในช่วงฤดูหนาวที่มีสายหมอกขาวลอยเหนือผืนน้ำ ยิ่งเพิ่มบรรยากาศโรแมนติกให้กับปางอุ๋ง อย่างไรก็ตาม แต่ก่อนบริเวณนี้เคยเป็นสถานที่ปลูกฝิ่นของชาวเขา และมีการบุกรุกทำลายป่าอยู่เสมอ จากนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำริให้รวบรวมราษฎรบริเวณนั้น พร้อมกับพัฒนาความเป็นอยู่ของพวกเขา ส่งเสริมอาชีพปลูกป่า สร้างอ่างเก็บน้ำ และฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน ปัจจุบันปางอุ๋งได้กลายมาเป็นแหล่งปลูกพืชที่น่าสนใจหลายชนิด เช่น อะโวคาโด พลับ สาลี่ บ๊วย อีกทั้งยังมีการตกแต่งด้วยสวนไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว เช่น กุหลาบ ไฮเดรนเยีย พวงแสด มีการปลูกสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ในด้านอาหารและแพทย์แผนไทย ซึ่งกลมกลืนกับพื้นที่สูงและมีอากาศหนาวเย็น และสุดท้ายคือบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์ประจำถิ่นซึ่งกำลังจะสูญพันธ์อย่างเขียดแลว นอกจากกิจกรรมชมธรรมชาติยามเช้าของปางอุ๋งแล้ว นักท่องเที่ยวยังนิยมล่องแพชมทัศนียภาพในทะเลสาบที่มีหงส์ดำและหงส์ขาวอย่างละ 1 คู่ ซึ่งได้รับพระราชทานมาจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาเติมความงดงามให้ปางอุ๋งติดตรึงอยู่ในหัวใจ นักท่องเที่ยวไปตราบนานแสนนาน   ทิปส์ท่องเที่ยว           • ปางอุ๋งเปิดให้เข้าพื้นที่ทุกวัน เวลา 06.00-20.00 น.           • นักท่องเที่ยวที่ต้องการพักค้างแรมต้องลงทะเบียนผ่านศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน ถนนขุนลุมประพาส ตำบลจองคำ อำเภอเมืองฯ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์ 0 5361 1244, 08 5618 3303 โทรสาร 0 5361 1649 จึงจะสามารถนำรถเข้าปางอุ๋งได้ ถึงแม้จะมีบัตรค้างแรมแต่ก็นำรถเข้าออกพื้นที่ได้ระหว่างเวลา 09.00-18.00 น. เท่านั้น ที่พักบนปางอุ๋ง จะมีเครื่องปั่นกระแสไฟให้ใช้เฉพาะช่วงเวลา 18.00-22.00 น. เท่านั้น นักท่องเที่ยวควรเตรียมไฟฉายและแบตเตอรีสำรองให้เพียงพอต่อการใช้งาน           • นักท่องเที่ยวที่ไม่พักค้างแรม ไม่ต้องรับบัตรผ่าน แต่ไม่สามารถนำรถส่วนตัวขึ้นไปได้ และสามารถจอดรถขึ้นรถโดยสารได้ที่บ้านนาป่าแปก จากบ้านนาป่าแปกไปปางอุ๋ง รวมระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร ใช้เวลา 15 นาที มีบริการรถสองแถวทุกวันตั้งแต่เวลา 05.00-18.00 น.             • การจองที่พักสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์ 0 5361 1244 โทรสาร 0 5361 1649    

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 37 นาที ( ระยะทางประมาณ 44.12 กิโลเมตร)

ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน

เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ฝีมือชาวเขาและชาวไทยพื้นราบจากโครงการในพระบรมราชินูปถัมภ์ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 โดยทรงมีพระราชประสงค์ให้ชาวบ้านฐานะยากจนมีความรู้ความสามารถในการสร้างงานศิลปาชีพพิเศษเป็นอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ ศูนย์ศิลปาชีพแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ฝึกอบรมและส่งเสริมอาชีพต่างๆ อาทิเช่น การจักสานหวาย จักสานไม้ไผ่ การแกะสลัก การทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้าตุ๊กตาชาวเขา ดอกไม้ประดิษฐ์ เครื่องหนัง และการทำเครื่องเงิน โดยอาคาร 3 ชั้นของศูนย์นั้น แบ่งเป็นพื้นที่ส่วนต่างๆ ได้แก่ • ชั้นล่างจัดเป็นลานจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอนและกลุ่มศิลปาชีพกลุ่มต่าง ๆ ทั้งตุ๊กตาชาวเขา ผ้าทอ เครื่องจักรสาน ของชำร่วย และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุในท้องถิ่น • ชั้นที่สอง เป็นห้องทรงงาน และใช้เป็นสถานที่จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ และเป็นที่ทำงานของคณะทำงานโครงการพัฒนาตามพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน • ชั้นที่สาม เป็นพิพิธภัณฑ์ชนเผ่า 6 เผ่า ได้แก่ ลีซู ลาหู่ ม้งลัวะ ไทใหญ่และกะเหรี่ยง โดยมีการนำศิลปวัฒนธรรมของชนเผ่าต่าง ๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนมาแสดง การจำลองวิถีชีวิต เครื่องแต่งกายและข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันและยังมีการจัดแสดงบ้านจำลองของชนเผ่าทั้ง 6 เผ่าอีกด้วย   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ บก.ประสานงานโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทร.0 5361 1244       

อ่านต่อ

รายละเอียด

3 นาที ( ระยะทางประมาณ 1.55 กิโลเมตร)

วัดจองกลาง

วัดจองกลาง เรียกชื่อตามสถานที่ตั้งอยู่ระหว่างวัดจองคำ และวัดจองใหม่ (โรงเรียนพระปริยัติธรรม)เดิมเป็นศาลาที่พักคนมาจำศีลในวันพระ วัดจองกลางหลังนี้ ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่เครือญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เล่าต่อๆกันมาว่า เดิมเป็นศาลาเย็นของวัดจองใหม่มีผู้คนท้องถิ่นมาพักอาศัยอยู่เป็นประจำ เมื่อเจ้าอาวาสวัดจองใหม่องค์สุดท้ายได้มรณภาพไป มีพระภิกษุจากเมืองหมอกใหม่มาร่วมงานศพเจ้าอาวาสวัดจองใหม่ และเข้ามาพักอาศัยในศาลาเย็นดังกล่าว คณะศรัทธาเคารพนับถือพระภิกษุองค์นี้เป็นอย่างมาก จึงพร้อมใจกันนิมนต์ท่านมาประจำศาลาต่อไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2410 มีศรัทธาคือ ลุงจองจายหล่อ , ลุงพหะจ่า , ลุงจองตุ๊ก, และพ่อเลี้ยงจางนุ (ขุนเพียร) , ลุงจองจ่อ ได้ร่วมกันสร้างวัด หลังคามุงด้วยสังกะสีฉลุลวดลาย แบบสถาปัตยกรรม โดยช่างฝีมือชาวไทใหญ่ โดยเฉพาะห้องทางด้านหลังทิศตะวันออก ตามฝาผนังประดับภาพรวม 180 ภาพ โดยมีช่างฝีมือช่างพม่า ลุงจองตุ๊ก แม่จองโอ่ง นำมาจากเมืองมะละแหม่งประเทศพม่า มาติดถวายไว้ และเมื่อทำการสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงตั้งชื่อว่า “ วัดจองกลาง” เพราะอยู่ระหว่างวัดจองคำกับวัดจองใหม่ และปีต่อมาพ่อเลี้ยงจางนุ (ขุนเพียร) แม่จองเฮือน มีจิตศรัทธาสร้างพระธาตุเจดีย์ ฐานสี่เหลี่ยม มุขสี่ด้าน แต่ละด้านสร้างสิงห์ไว้ 1 ตัว พร้อมกับสร้างศาลาวิปัสสนาติดองค์พระธาตุเจดีย์ ทิศตะวันออกหลังคาทรงปราสาททำด้วยสังกะสีฉลุลวดลาย เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ.2456 แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2545 ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กตรงข้ามทิศตะวันออกวัดจองกลาง ลุงจองตุ๊ก แม่จองโอ่ง เป็นเจ้าคณะศรัทธาสร้างขึ้น ก่อนวัดจองกลางประมาณ 20 กว่าปี (ไม่ปรากฏ พ.ศ. สร้าง) และวัดจองกลางรวมเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2527 โดยวัดจองกลางเป็นคณะ 2 ปัจจุบันมีพระภิกษุ 6 รูป และสามเณร 14 รูป วัดจองกลางเป็นวัดที่ชาวบ้านให้ความสำคัญมากเนื่องจากชาวบ้านมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องพระอุปคุตที่ประดิษฐานอยู่ที่ทางเข้าหน้าวัดจองกลางเชื่อกันว่าเมื่อมีการจัดงานเทศกาลหรือทำบุญต่างๆจะต้องมีการบวงสรวงพระอุปคุตเสียก่อนเพื่อเป็น ศิริมงคลแก่ตนเองและญาติพี่น้องจะทำให้เจริญก้าวหน้าและจะไม่เกิดอุบัติเหตุเพศภัยใดๆทำให้ชีวิตราบรื่นจึงยึดถือและปฏิบัติต่อๆกันมาจนถึงทุกวันนี้ สิ่งสำคัญภายในวัด ประกอบด้วย 1. เจดีย์วิหารเล็กด้านหน้าศาลาการเปรียญติดหนองจองคำจัดเป็นเจดีย์ที่มีความสวยงาม โดดเด่นสันนิษฐานว่าสร้างพร้อมกับการสร้างวัดจองกลางวิหารเล็ก มีหลังคาเรือนยอดทรงปราสาทซ้อนถึงห้าชั้น ส่วนยอดของหลังคาที่สูงที่สุดประดับด้วยฉัตรทองสามชั้น หลังคามุงสังกะสี มีโลหะฉลุลายตกแต่งตามส่วนต่าง ๆ ของหลังคาและเชิงชาย 2. วิหารใหญ่เป็นอาคารอเนกประสงค์ คือเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ใช้ประกอบพิธีกรรมงานบุญประเพณี จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งเป็นหอฉันและกุฏิของเจ้าอาวาสด้วย ลักษณะเด่นของอาคารคือ มีหลังคาซ้อนกันหลายชั้น ที่ชายคาตกแต่งด้วยโลหะฉลุลายอย่างหรูหราตามสไตล์ของวัดไทใหญ่ 3. ศาลาการเปรียญวัดอาคารไม้หลังคามุงสังกะสีสูงเป็นชั้น เรียกว่า “สองคอสามชาย”ศาลาหลังนี้เป็นของเดิมทั้งหมดมีต่อเติมบางส่วนเฉพาะด้านตะวันออก 4. จิตกรรมหลังกระจกนำมาจากเมืองมัณฑะเลย์เมื่อราว พ.ศ.2400 ขนาด 30×30 เซนติเมตรผนึกอยู่ใน กรอบไม้ติดผนังมีจำนวน 180 ภาพเป็นเรื่องราวประวัติของพระพุทธเจ้า พระเวสสันดรชาดก 5. ห้องพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บนวัดจองกลาง จัดแสดงตุ๊กตาไม้แกะสลักที่นำมาจากพม่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2400 จำนวน 33 ตัว มีทั้งรูปคนและสัตว์เกี่ยวกับเรื่องพระเวสสันดรชาดก นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์โบราณ พระพุทธรูปหินอ่อนองค์เล็กฝีมือประณีตงดงาม ถ้วยโถโอชาม และเครื่องใช้โบราณอีกหลายชิ้น สำหรับการเดินทางไปยังวัดจองกลางนั้นวัดจองกลางอยู่ในตัวอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ห่างจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือ เขต1 ประมาณ 5 กม.ไปทางทิศตะวันออก  ถ.ชำนาญสถิตย์ ห่างจากขุนลุมประพาสประมาณ 100 เมตร  

อ่านต่อ

รายละเอียด