วางแผนเที่ยว
วางแผนเที่ยว

3วัน 2คืน : กรุงเทพ - เพชรบุรี - หัวหิน

ตารางท่องเที่ยว :
กรุงเทพมหานคร 1 วัน , เพชรบุรี 1 วัน , หัวหิน 1 วัน
ช่วงเวลา :
3 วัน 2 คืน
หมวดหมู่ :
ศิลปะและวัฒนธรรม, สถานบันเทิงยามค่ำคืน, กิจกรรม และ เทศกาลต่างๆ, อาหารไทยและเครื่องดื่ม, กิจกรรมผจญภัย, สปา, แต่งงาน, ฮันนีมูน,
  • วันที่ 1
    ก.ค. 24
  • วันที่ 2
    ก.ค. 25
  • วันที่ 3
    ก.ค. 26
วันที่ 1 : กรุงเทพมหานคร

พระบรมมหาราชวัง

พระบรมมหาราชวัง เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สร้างขึ้นพร้อมสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อแรกสร้างประกอบด้วย 3 ส่วน คือ พระมหาปราสาท พระราชมณเฑียรสถาน และ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีเนื้อที่ 132 ไร่  ในอดีตบริเวณที่ประทับของพระมหากษัตริย์มีการสร้างวัดไว้ภายในบริเวณพระบรมมหาราชวังด้วย เช่น ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีการสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ภายในที่ตั้งพระบรมมหาราชวัง จึงมีแบบแผนการก่อสร้างที่คล้ายคลึงกับในอดีตโดยมีวัดพระศรีรัตน ศาสดาราม อยู่ภายในบริเวณพระบรมมหาราชวัง  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 เริ่มรับอิทธิพลจากตะวันตกทำให้สถาปัตยกรรมมีลักษณะผสมผสานทางตะวันตกมากขึ้น ในปัจจุบัน  พระบรมมหาราชวังใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ ตามพระราชประเพณี  เป็นที่รับแขกเมืองและพระราชอาคันตุกะ รวมทั้งเป็นที่ตั้งพระบรมศพและพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง พื้นที่พระบรมมหาราชวังจะแบ่งออกเป็นส่วนของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเขตพระราชฐาน ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับเป็นที่ประทับและบริหารราชการแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ เขตพระราชฐานนั้นแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ เขตพระราชฐานชั้นหน้า เขตพระราชฐานชั้นกลาง และเขตพระราชฐานชั้นใน เขตพระราชฐานชั้นหน้า นับตั้งแต่ประตูวิเศษไชยศรีถึงประตูพิมานไชยศรี รวมทั้งบริเวณรอบนอกกำแพงชั้นในของพระบรมมหาราชวัง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหน่วยราชการต่าง ๆ เช่น สำนักพระราชวัง สำนักราชเลขาธิการ ราชบัณฑิตยสถาน เขตพระราชฐานชั้นกลาง นับตั้งแต่ประตูพิมานไชยศรีถึงประตูสนามราชกิจ ปัจจุบันใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญ ๆ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีฉัตรมงคล เขตพระราชฐานชั้นกลางนี้เป็นที่ตั้งของปราสาทราชมณเฑียรซึ่งประกอบด้วย หมู่พระมหามณเฑียร หมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท หมู่พระมหาปราสาท และพระที่นั่งบริเวณสวนศิวาลัย เขตพระราชฐานชั้นใน นับตั้งแต่ประตูสนามราชกิจจนถึงแถวเต๊ง (ตึกแถวยาวที่เคยเป็นกำแพงวังสมัยรัชกาลที่ 1) ทางด้านทิศใต้ เป็นเขตสำหรับผู้หญิงล้วน ผู้ชายที่อายุ 13 ปีขึ้นไปห้ามเข้า (ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์) เป็นที่ตั้งของพระตำหนัก ตำหนัก เรือน ของพระมเหสี พระราชเทวี พระชายา พระราชธิดา เจ้าจอมมารดา เจ้าจอม ข้าราชบริพารและข้าราชการฝ่ายใน ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของเจ้านายฝ่ายในอีกต่อไป พระบรมมหาราชวังเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.30-16.30 น.  ปิดขายบัตรเวลา 15.30 น.  ชาวไทยไม่เสียค่าเข้าชม  ชาวต่างชาติคนละ 500 บาท  (รายละเอียดตามเอกสารแนบ) (โปรดแต่งกายสุภาพ)  สอบถามข้อมูล โทร. 0 2623 5500 ต่อ 3100, 0 2224 3290  www.royalgrandpalace.th บัตรอนุญาตเข้าชมพระบรมมหาราชวังสำหรับชาวต่างชาติ ราคา 500 บาท สามารถเข้าชมพระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม   และพระราชวังบางปะอิน หรือพระที่นั่งอนันตสมาคม แต่เนื่องจากพระราชวังบางปะอินได้แยกจำหน่ายบัตรอนุญาตเข้าชมและพระที่นั่งอนันตสมาคมมีการปิดปรับปรุง สำนักพระราชวังจึงได้จัดการเข้าชมการแสดงโขนทดแทนสถานที่ดังกล่าว โดยมีรอบจัดแสดงโขน ณ ศาลาเฉลิมกรุง ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ วันละ 5 รอบ ดังนี้  10.30 น., 13.00 น., 14.30 น., 16.00 น. และ 17.30 น.  ความยาวการแสดงรอบละ 25 นาที โดยนักท่องเที่ยวจะได้บัตรเข้าชมโขนพร้อมกับบัตรอนุญาตเข้าชมพระบรมมหาราชวัง  โดยมีรถบริการรับนักท่องเที่ยวจอดรับอยู่บริเวณด้านหน้าประตูวิมานเทเวศร์  ซึ่งเป็นประตูทางออกของพระบรมมหาราชวัง รถบริการรับนักท่องเที่ยวไปศาลาเฉลิมกรุง ออกก่อนรอบการแสดงเป็นเวลา 30 นาที  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศาลาเฉลิมกรุง โทร. 0 2224 4499

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 16 นาที ( ระยะทางประมาณ 1.74 กิโลเมตร)

เสาชิงช้า

ในอดีตเสาชิงช้าคือใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครหรือเรียกว่า“สะดือเมือง” โดยถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งรัชกาลที่ 1 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่ตั้งของเทวสถานและโบสถ์ ในศาสนาพราหมณ์ รวมทั้งเสาชิงช้าด้วย ทำให้ “เสาชิงช้า” กลายมาเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของกรุงเทพมหานครมาจนถึงปัจจุบัน โดยเสาชิงช้าที่ว่านี้ เป็นเสาไม้ขนาดใหญ่สีแดง ตั้งอยู่บนแท่นหินขนาดใหญ่ มีความสูง 21.15 เมตร ฐานกลมก่อเป็นฐานปัทม์ทำด้วยหินล้างสีขาว ตามแนวโค้งของฐานติดแผ่นจารึกประวัติเสาชิงช้า เสาไม้แกนกลางคู่และเสาตะเกียบ 2 คู่ เป็นเสาหัวเม็ด ล้วนทำด้วยไม้สักกลึงกลม โครงยึดหัวเสาทั้งคู่แกะสลักสวยงาม กระจังและหูช้างไม้เป็นลวดลายไทย ทั้งหมดทาสีแดงชาด เสาชิงช้าในยุคก่อนใช้เป็นที่ประกอบพิธีโล้ชิงช้าในพระราชพิธี “ตรียัมปวาย ตรีปวาย” ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แต่สำหรับเสาชิงช้าที่ได้เห็นในปัจจุบันนั้นเป็นเสาต้นใหม่ ซึ่งได้จัดพิธีสมโภขน์ไปเมื่อวันที่ 11-13 กันยายน 2550 วัสดุหลักทำจากไม้สักทองจากเมืองแพร่ ปัจจุบันที่นี่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทาง ประวัติศาสตร์ที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ส่วนบริเวณใกล้เคียงกับเสาชิงช้า รวมถึงในเขตพระนครส่วนใหญ่ ยังคงสืบทอดสถาปัตยกรรมตามแบบช่วงต้นรัชกาลให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมกันเป็นขวัญตา ที่ตั้ง : หน้าวัดสุทัศน์ฯ  ถนนบำรุงเมือง แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพฯ การเดินทางโดยรถประจำทางสาย 12,24 หรือรถปรับอากาศสาย 12 Blog ท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ตะลุยเที่ยวย่านสาทรใต้ ศูนย์รวมทางศาสนาและความเชื่อ ออกไปสูดอากาศบนยอดไม้ "ป่าในกรุง" กรุงเทพฯ ก็มีแบบนี้ด้วย พาลุย Wall Art ย่านเจริญกรุง อนุสรณ์สถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ทหาร แหล่งเรียนรู้เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละ  

อ่านต่อ

รายละเอียด

10 นาที ( ระยะทางประมาณ 1.73 กิโลเมตร)

มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้

ร่วมย้อนยุคกรุงสยามเมืองยิ้มไปกับมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ของสยามประเทศ แหล่งเรียนรู้ทางด้านชาติพันธุ์วิทยา มานุษยวิทยาและสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสังคมไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เพื่อสร้างสำนึกรักและเข้าใจในประวัติความเป็นมาของผู้คน บ้านเมือง วัฒนธรรมและท้องถิ่น ทำให้ผู้เข้าชมสามารถมีส่วนร่วม และเข้าใจเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชาติไทยได้เป็นอย่างดี ตัวอาคารของพิพิธภัณฑ์ ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2549 จากคณะกรรมาธิการอนุรักษ์ ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายในอาคารมิวเซียมสยามจัดแสดงนิทรรศการถาวรชุด "ถอดรหัสไทย" ที่จะพาทุกคนไปเรียนรู้พัฒนาการความเป็น "ไทย" ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จากบริบททางสังคมตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ผ่านเทคโนโลยีและวิธีการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ ตอบรับพฤติกรรมการบริโภคสื่อของประชาชน และผู้เข้าชมสามารถผูกโยงเข้ากับเรื่องราวในอดีตได้             นิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ประกอบด้วย ๑๔ ห้อง อาทิ ห้องไทยหรือเปล่า ?: นำเสนอประเด็นคำถาม โดยหยิบยกกรณีตัวอย่างปรากฏการณ์ “ความเป็นไทย” ที่เป็นข้อถกเถียงในสังคม  ห้องไทยตั้งแต่เกิด: โชว์การพัฒนาการความเป็นไทย ที่นำเสนอเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และสิ่งแสดงความเป็นไทยในสมัยต่าง ๆ ห้องไทยสถาบัน: นำเสนอแก่นแนวคิดเรื่องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ๓ สถาบันหลัก ที่สะท้อนรูปแบบการแสดงออกของความเป็นไทย ผ่านเทคโนโลยีเออาร์ ห้องไทยอลังการ: ภายในจำลองบรรยากาศของท้องพระโรงและพระที่นั่ง เพื่อแสดงถึงสุนทรียะ ความงดงามของสถาปัตยกรรมอันสูงค่า ห้องไทยแค่ไหน: นำเสนอความเป็นไทยผ่านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ห้องไทยวิทยา: ภายในจำลองบรรยากาศห้องเรียน ๔ ยุคสมัย ได้แก่ ยุคเริ่มต้นประชาธิปไตย ความเป็นไทยยุค ๒๕๐๐ ความเป็นไทย  ยุคโลกาภิวัตน์ และความเป็นไทยยุคพอเพียง ห้องไทยประเพณี: จัดแสดงในรูปแบบโกดังเก็บของนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณี เทศกาล และมารยาท อันเป็นสิ่งสะท้อนความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ใส่ไว้ในกล่อง และห้องไทยชิม: ห้องครัวมีชีวิต ที่พาไปเรียนรู้ที่มาของอาหารไทยขึ้นชื่อต่าง ๆ เช่น ต้มยำกุ้ง ส้มตำ ผัดไทย โดยใช้เทคโนโลยีคิวอาร์สแกน พร้อมโมชันกราฟิกสีสันสวยงามนำเสนอที่มาและเกร็ดความรู้ด้านอาหารไทย เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการหมุนให้ผู้เข้าชมได้เที่ยวชมอีกด้วย         ที่ตั้ง : เลขที่ 4 ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ (บริเวณอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิม) เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น. โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ค่าเข้าชมสำหรับนักเรียน นักศึกษา อายุ 15 ปีขึ้นไป 50 บาท คนไทย 100 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท สอบถามข้อมูล โทร 0 2225 2777 ต่อ 411 หรือ www.museumsiam.com Blog ท่องเที่ยว ตะลุยเที่ยวย่านสาทรใต้ ศูนย์รวมทางศาสนาและความเชื่อ ออกไปสูดอากาศบนยอดไม้ "ป่าในกรุง" กรุงเทพฯ ก็มีแบบนี้ด้วย พาลุย Wall Art ย่านเจริญกรุง  

อ่านต่อ

รายละเอียด

42 นาที ( ระยะทางประมาณ 8.35 กิโลเมตร)

ศาลท้าวมหาพรหม

ศาลท้าวมหาพรม   เป็นศาลของศาสนาฮินดูตั้งอยู่หน้าโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพนับถือและมีชื่อเสียง จากทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยมีการจัดคณะทัวร์จากต่างประเทศเพื่อเข้ามาสักการะท้าวมหาพรหมโดยเฉพาะ ประวัติของศาลอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ย้อนไปในปี พ.ศ. 2494 พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ กำหนดให้มีการก่อสร้างโรงแรมเอราวัณ ขึ้นบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เพื่อรองรับแขกต่างประเทศ ว่ากันว่าในช่วงแรกของการก่อสร้างเกิดอุบัติเหตุขึ้นมากมาย ต่อมาเมื่อการก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ ปลายปี พ.ศ. 2499 ทาง บริษัท สหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด ผู้บริหารโรงแรมได้ติดต่อ พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ร.น. นายแพทย์ใหญ่ กองทัพเรือ ผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องการนั่งทางใน เข้าดำเนินการหาฤกษ์วันเปิดโรงแรม แต่พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ได้แนะนำว่า จำเป็นต้องมีการบวงสรวงที่เหมาะสม วิธีการแก้ไขจะต้องขอพรจากพระพรหมเพื่อช่วยให้อุปสรรคหมดไป และจะต้องสร้างศาลพระพรหมขึ้นทันทีหลังจากการก่อสร้างโรงแรมแล้วเสร็จ และสร้างศาลพระภูมิขึ้นไว้ในโรงแรมจึงได้มีการตั้งศาลพระพรหม ออกแบบตัวศาลโดยนายระวี ชมเสรี และ ม.ล.ปุ่ม มาลากุล องค์ท้าวมหาพรหมปั้นด้วยปูนพลาสเตอร์ปิดทอง ออกแบบและปั้นโดยนายจิตร พิมพ์โกวิท ช่างกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร และอัญเชิญพระพรหมมาประดิษฐานที่หน้าโรงแรมเอราวัณเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499  ศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ ถือเป็นศาลพระพรหมศาลแรกที่มีขนาดใหญ่  ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู พระพรหมเป็นพระผู้สร้าง และทรงมีสี่พระพักตร์ แต่ละพระพักตร์เป็นดั่งสัญลักษณ์แทนทิศทั้งสี่ คือ เหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ทำให้พระองค์สามารถมองเห็นและปกปักรักษาได้ทั้งโลกมนุษย์และสวรรค์ พระองค์ช่วยปัดเป่าความขัดข้อง อุปสรรค และส่งเสริมโชคและความสำเร็จ ของผู้สักการะที่มีจิตศรัทธาสมปรารถนา โดยในปัจจุบัน ศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ อยู่ในความดูแลของ "มูลนิธิทุนท่านท้าวมหาพรหม" นักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมสักการะศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณอันศักดิ์สิทธิ์ ก็สามารถเข้าชมสักการะได้ทุกวัน ไม่มีวันหยุด โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด Blog ท่องเที่ยว ตะลุยเที่ยวย่านสาทรใต้ ศูนย์รวมทางศาสนาและความเชื่อ ออกไปสูดอากาศบนยอดไม้ "ป่าในกรุง" กรุงเทพฯ ก็มีแบบนี้ด้วย พาลุย Wall Art ย่านเจริญกรุง อนุสรณ์สถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ทหาร แหล่งเรียนรู้เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละ  

อ่านต่อ

รายละเอียด

3 ชั่วโมง 28 นาที ( ระยะทางประมาณ 5.66 กิโลเมตร)

ถนนข้าวสาร

เดิมทีบริเวณนี้เป็นย่านการค้าขายข้าวสารที่เจริญรุ่งเรืองมากในสมัย ร.6 แต่ในปัจจุบันกลายเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมมาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะบริเวณถนนข้าวสาร (Khao San Road) จะมีที่พักประเภทเกสต์เฮาส์จำนวนมาก จึงสะดวกเรื่องที่พัก ในส่วนของทำเลก็ถือว่าดีมาก อยู่ใจกลางเมือง ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง อย่างวัดพระแก้ว วัดบวรฯ วัดสระเกศ วัดราชนัดดา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ใกล้แหล่งชอปปิงอย่างบางลำพู ท่าพระจันทร์ ถนนพระอาทิตย์ และใกล้กับสวนสันติชัยปราการอีกด้วย เสน่ห์ของถนนข้าวสารที่นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจก็คือ ในยามค่ำคืน ถนนข้าวสารจะเป็นศูนย์รวมของร้านอาหารนานาชาติ ทั้งที่เป็นร้านประจำและร้านที่ขายริมถนน (bangkok streetfood) ชาวต่างชาติได้ลองลิ้มชิมรสอาหารไทยต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก อีกทั้งยังมีร้านสำหรับนั่งฟังเพลงอีกหลายร้าน รวมถึงร้านขายสินค้านานาชนิด ร้านรับบริการต่าง ๆ  ถนนข้าวสาร (Khao San Road Bangkok) จึงนับเป็นแหล่งสังสรรค์ที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติในกรุงเทพฯ

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 2 : เพชรบุรี

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง)

      โบราณสถานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของจังหวัดเพชรบุรีและกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดนี้ไปโดยปริยายซึ่งความงดงามของพระนครคีรีนั้นได้เผยโฉมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ในครั้งที่พระองค์เสด็จแปร พระราชฐานขึ้นบนยอดเขาแห่งนี้ ทรงพอพระราชหฤทัยมากขึ้นโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นหัวเรือใหญ่ในการสร้างวังที่ประทับบนยอดเขาจนสำเร็จเรียบร้อยเมื่อปีพ.ศ.2403 และได้ทรงพระราชทานนามไว้ว่า “พระนครคีรี” แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่กลับนิยมเรียกกันติดปากว่า “เขาวัง” มาจนถึงปัจจุบัน ภายในเขาวังนั้น ประกอบด้วยพระที่นั่ง วัด และกลุ่มอาคารต่างๆ ภายใต้สถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกผสมผสานกับกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบจีนอันสวยงาม โดยแต่ละแห่งตั้งอยู่ยอดเขา 3 ยอดด้วยกัน กล่าวคือ • ยอดเขาด้านทิศตะวันออก เริ่มจากบริเวณเชิงเขาเป็นที่ตั้งของวัดมหาสมณาราม วัดเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาวัดนี้งดงามด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังจากฝีมือขรัวอินโข่ง ประดับอยู่ภายในพระอุโบสถ ส่วนบนยอดเขานั้นเป็นที่ตั้งของวัดพระแก้วซึ่งเป็นวัดประจำพระนครคีรี ประกอบด้วยพระอุโบสถขนาดเล็กประดับด้วยหินอ่อน ด้านหลังเป็นพระพุทธเสลเจดีย์ ส่วนด้านหน้าเป็นหอระฆังรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมขนาดเล็ก • ยอดเขากลาง ประดิษฐานพระธาตุจอมเพชรซึ่งมีความสูง 40 เมตรและเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายใน จากจุดนี้สามารถมองเห็นพระที่นั่งต่างๆ รวมทั้งทิวทัศน์ของตัวเมืองเพชรบุรีได้อย่างน่าประทับใจ • ยอดเขาด้านทิศตะวันตก เป็นที่ตั้งของพระราชวังอันเป็นที่ประทับได้แก่ พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระที่นั่งราชธรรมสภา หอชัชวาลเวียงชัย หอพิมานเพชรมเหศวร์ พระที่นั่งสันถาคารสถาน หอจตุเวทปริตพัจน์ ศาลาทัศนานักขัตฤกษ์ นอกจากนี้แล้วยังมีโรงรถ โรงม้า ศาลามหาดเล็ก ศาลาลูกขุน ศาลาด่าน ศาลาเย็นใจ ทิมดาบองครักษ์ โรงครัว ตามแบบพระราชวังทั่วไป รอบพระราชวังมีป้อมล้อมอยู่ทั้ง 4 ทิศคือ ป้อมธตรฐป้องปกทางทิศตะวันออก ป้อมวิรุฬหกบริรักษ์ทางทิศใต้ ป้อมวิรูปักษ์ป้องกัน ทางทิศตะวันตก และป้อมเวสสุวรรณรักษาทางทิศเหนือ นอกจากนี้ กรมศิลปากรได้ใช้บางส่วน ของพระราชวังบนยอดเขาด้านทิศตะวันตกจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคีรี ภายในเก็บรักษาโบราณวัตถุต่างๆ ได้แก่ เครื่องราชูปโภคของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รูปหล่อโลหะสำริด ทองเหลืองที่ใช้สำหรับตกแต่งห้องต่างๆ ในพระที่นั่งและเครื่องกระเบื้องของจีน ญี่ปุ่น และยุโรป   รู้ก่อนเที่ยว • นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นชมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) ได้โดยการเดินขึ้นหรือโดยสารรถรางไฟฟ้าก็ได้ (ตั๋วไป-กลับ) ค่าบริการ ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 10 บาท • สำหรับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี เปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา 08:30-16:00 น.    สอบถามเพิ่มเติม โทร.0 3242 5600

อ่านต่อ

รายละเอียด

32 นาที ( ระยะทางประมาณ 37.09 กิโลเมตร)

ตลาดน้ำกวางโจว

      พบกับตลาดแห่งแรกของไทยที่ตั้งอยู่บนน้ำตกกวางโจว น้ำตกขนาดเล็กที่เกิดจากการทำแก้มลิงตาม แนวพระราชดำริและอาจเป็นตลาดหนึ่งเดียวในโลกด้วยซ้ำที่มีลักษณะเช่นนี้ โดยนักท่องเที่ยวจะได้สนุกกับการจับจ่ายสินค้าชุมชนที่ชาวบ้านนำมาค้าขายกันอย่างสนุกสนาน สินค้าส่วนใหญ่เป็นพืชผัก ผลไม้ และอาหารที่หาชิมยาก เช่น ห่อหมกกระบอกไม้ไผ่ ขนมหม้อแกงกระบอกไม้ไผ่ ทอดมันปลากราย หอยทอดหลุมสูตรโบราณ ก๋วยเตี๋ยวเรือหม้อดินไก๋ตุ๋น น้ำแว่นแก้วปั่น หมูยอห่อไผ่ (สูตรต้นตำรับเมืองกวางโจว) และผัดไทยม้ง นอกจากนี้ยังมีหลากหลายกิจกรรมให้เลือกทำเพื่อความรื่นรมย์ เช่น สปาปลา พายเรือเที่ยวตลาดน้ำผ่านน้ำตกยาว 400 เมตร สักการะต้นไทรรักษา ไทรศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนให้ความเคารพนับถือ สนุกกับอุโมงค์ซุ้มไผ่ติดแอร์อุณหภูมิ 25 องศา จากโครงการป่าชื้นตามแนวพระราชดำริและปลูกป่ากับอุทยานน้ำตกกวางโจว นอกจากนี้ยังมีลานเล่นน้ำกว้างบนน้ำตกพร้อมเครื่องเล่นบริการฟรี 7 ชนิด ส่วนใครที่อยากใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่านั้น บริเวณอุทยานน้ำตกกวางโจวยังมีที่พักให้บริการ   สอบถามเพิ่มเติม โทร.08 4540 3425 หรือเว็บไซต์ kwangchowwaterfall-resort.com

อ่านต่อ

รายละเอียด

39 นาที ( ระยะทางประมาณ 42.28 กิโลเมตร)

พระรามราชนิเวศน์

       ความงดงามของพระราชวังบ้านปืนหรือพระรามราชนิเวศน์หลังนี้ ปรากฏผ่านละครโทรทัศน์ชื่อดังในบ้านเราหลายต่อหลายครั้งด้วยความวิจิตรทางสถาปัตยกรรมที่มีกลิ่นอายอันคลาสสิก ทำให้ที่แห่งนี้ถูกใช้เป็น ฉากสำคัญของละครย้อนยุคอยู่เสมอ และทุกคนที่เคยมีโอกาสมาชมพระราชวังแห่งนี้ด้วยตาของตัวเองสักครั้งจะรู้สึกได้เลยว่าความงามตรงหน้าที่ได้เห็นนั้นช่างสมคำร่ำลือยิ่งนัก พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นใน รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่มีพระราชประสงค์ให้สร้างวังแบบยุโรป เพื่อเสด็จแปรพระราชฐานในฤดูฝน โดยได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ผู้บัญชาการทหารเรือกับพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงดำรงราชานุภาพ (พระยศในขณะนั้น) เป็นแม่กองดำเนินการก่อสร้างพระตำหนัก ถนน และสถานที่ต่างๆ และโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุรินทรฤาไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีเป็นผู้จ่ายเงินสั่งของและเป็นผู้ตรวจการ ทั้งโปรดเกล้าฯ ให้มิสเตอร์คาล ดอห์ริง นายช่างเยอรมัน เป็นผู้คิดเขียนแบบรูปพระตำหนักตามกระแสพระราชดำริ โดยมีดอกเตอร์ควดไบเยอร์ ชาวเยอรมัน เป็นนายช่างก่อสร้าง นายคลูเซอร์ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างและในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ด้วยพระองค์เอง แต่น่าเสียดายที่หลังจากก่อสร้างได้ไม่นาน ก็ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้ช่างสร้างต่อจนเสร็จในปีพ.ศ.2459 รวมแล้วใช้เวลาสร้างเกือบ 7 ปี และโปรดเกล้าฯ ให้มีงานฉลองพระตำหนักเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2461    สรีระอันงดงามแห่งวังบ้านปืน          พระราชวังแห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความงามตามแบบสถาปัตยกรรมยุโรป เริ่มตั้งแต่หลังคากระเบื้อง สีน้ำตาลนำเข้าจากยุโรปอันเป็นลักษณะเช่นเดียวกับพระราชวังของพระเจ้าวิลเฮิร์มไกเซอร์แห่งประเทศเยอรมัน โดยทำแบบสองชั้น มียอดสองยอดคือยอดพระตำหนักและยอดมุข อาคารภายนอกดูเรียบง่าย แต่เน้นความอลังการของตัวอาคาร ลวดลายงดงามของบานประตูและหน้าต่างพอเข้าชมภายในอาคารชั้นล่างประกอบด้วยห้องโถงกลมขนาดใหญ่เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ยังมีห้องเสวย ห้องเครื่องและห้องเทียบเครื่อง ส่วนพื้นที่ตรงกลางของชั้นล่าง จะมีทางเดินออกไปสู่สวนน้ำพุขนาดเล็ก ส่วนห้องชั้นบนประกอบด้วยห้องพระบรรทมใหญ่ ห้องพระบรรทมพระราชินี ห้องพระบรรทมเจ้าฟ้าและห้องทรงพระอักษร   รู้ก่อนเที่ยว • ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท นักเรียนนักศึกษาในเครื่องแบบ 5 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาท สำหรับผู้ที่ต้องการจะเข้าชมเป็นหมู่คณะ และต้องการวิทยากรบรรยาย สามารถทำหนังสือถึงผู้บังคับการ จังหวัดทหารบกเพชรบุรี ค่ายรามราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี 76000   สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-3242-8506-10 ต่อ 259

อ่านต่อ

รายละเอียด

8 นาที ( ระยะทางประมาณ 5.78 กิโลเมตร)

ถ้ำเขาหลวง

        จังหวัดเพชรบุรีนอกจากเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกเรื่องราวมาเป็นมาต่าง ๆ มากมาย อันสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนเพชรบุรีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแล้วยังมีศาสนสถานสำคัญ ๆ เช่น วัดวาอาราม โดยเฉพาะวัดถ้ำที่สร้างอยู่บนภูเขาน้อยใหญ่ทั่วจังหวัดเพชรบุรี          ภูเขาลูกเล็กๆ ที่มีความสูงเพียง 92 เมตร คือสถานที่ตั้งของถ้ำเขาหลวงที่ไม่เพียงมีความสวยงามในยามต้องแสงแดดที่สาดส่องเข้ามากระทบผนังถ้ำภายในที่เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยเท่านั้น หากยังมีความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 อันเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ด้วยสายพระเนตรถึงความงามภายในถ้ำ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้โปรดฯ ให้สร้างบันไดคอนกรีตยาว 10 เมตรทอดตัวตั้งแต่เชิงเขาไปสู่เบื้องล่างของถ้ำและโปรดฯ ให้บูรณะ พระพุทธรูปโบราณที่ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำนี้มาอย่างยาวนานและสันนิษฐานว่า พระพุทธรูปโบราณเหล่านี้น่าจะมาจากนักจาริกแสวงบุญที่นำพระมาจากสถานที่ต่างๆแล้วมาประดิษฐานไว้ที่นี่ครั้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงมีพระราชประสงค์สร้างอาราม ขึ้นภายใน ถ้ำเขาหลวงเพื่อแถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระชนก โดยโปรดฯ ให้สร้างพระพุทธรูปเพิ่มเติมและหนึ่งในนั้นมี การประทับตราประจำรัชกาลที่ 1-5 ไว้ที่ฐานพระ ปัจจุบันถ้ำเขาหลวงได้รับการบูรณะและพัฒนาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวพร้อมกับมีการจัดวิทยากรคอยบรรยายสำหรับหมู่คณะที่สนใจ 

อ่านต่อ

รายละเอียด

35 นาที ( ระยะทางประมาณ 39.65 กิโลเมตร)

ตลาดน้ำกวางโจว

      พบกับตลาดแห่งแรกของไทยที่ตั้งอยู่บนน้ำตกกวางโจว น้ำตกขนาดเล็กที่เกิดจากการทำแก้มลิงตาม แนวพระราชดำริและอาจเป็นตลาดหนึ่งเดียวในโลกด้วยซ้ำที่มีลักษณะเช่นนี้ โดยนักท่องเที่ยวจะได้สนุกกับการจับจ่ายสินค้าชุมชนที่ชาวบ้านนำมาค้าขายกันอย่างสนุกสนาน สินค้าส่วนใหญ่เป็นพืชผัก ผลไม้ และอาหารที่หาชิมยาก เช่น ห่อหมกกระบอกไม้ไผ่ ขนมหม้อแกงกระบอกไม้ไผ่ ทอดมันปลากราย หอยทอดหลุมสูตรโบราณ ก๋วยเตี๋ยวเรือหม้อดินไก๋ตุ๋น น้ำแว่นแก้วปั่น หมูยอห่อไผ่ (สูตรต้นตำรับเมืองกวางโจว) และผัดไทยม้ง นอกจากนี้ยังมีหลากหลายกิจกรรมให้เลือกทำเพื่อความรื่นรมย์ เช่น สปาปลา พายเรือเที่ยวตลาดน้ำผ่านน้ำตกยาว 400 เมตร สักการะต้นไทรรักษา ไทรศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนให้ความเคารพนับถือ สนุกกับอุโมงค์ซุ้มไผ่ติดแอร์อุณหภูมิ 25 องศา จากโครงการป่าชื้นตามแนวพระราชดำริและปลูกป่ากับอุทยานน้ำตกกวางโจว นอกจากนี้ยังมีลานเล่นน้ำกว้างบนน้ำตกพร้อมเครื่องเล่นบริการฟรี 7 ชนิด ส่วนใครที่อยากใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่านั้น บริเวณอุทยานน้ำตกกวางโจวยังมีที่พักให้บริการ   สอบถามเพิ่มเติม โทร.08 4540 3425 หรือเว็บไซต์ kwangchowwaterfall-resort.com

อ่านต่อ

รายละเอียด

36 นาที ( ระยะทางประมาณ 40.40 กิโลเมตร)

วัดพระพุทธไสยาสน์ (วัดพระนอน)

       สำหรับผู้ที่เกิดวันอังคารแล้วควรหาโอกาสสักครั้งเพื่อไปกราบสักการะพระพุทธไสยาสน์แห่งวัดพระนอน ของเมืองเพชรบุรีที่เชื่อกันว่าจะนำพาความรุ่งเรืองมาสู่ชีวิตและพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 400 ปีนั้น มีความยาว 43 เมตร มีความสูงจากพระเศียรถึงฐานบรรทม 15  เมตร จัดเป็นพระนอนที่มีขนาดใหญ่ เป็นอับดับ 4 ของประเทศ โดยแต่เดิมพระนอนองค์นี้ถูกสร้างไว้กลางแจ้งโดยชาวมอญที่มีจิตศรัทธา ช่วยกันสร้างขึ้นมาแต่หลังจากสิ้นสุดยุคสมัยของกรุงศรีอยุธยาวัดแห่งนี้ได้ถูกปล่อยทิ้งจนกลายเป็นวัดร้างจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงทอดพระเนตรเห็นองค์พระนอนที่ทรุดโทรมมากจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหลังคาสังกะสีคลุมไว้        ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการสร้างหลังคากระเบื้องคลุมองค์พระนอนไว้และกลายเป็นวิหารพระพุทธไสยาสน์ดังที่เห็นในปัจจุบัน ทั้งนี้จุดเด่นของพระนอนองค์นี้ที่แตกต่างจากที่อื่นกล่าวคือ ที่เศียรขององค์พระมีหมอนบรรทมรูปดอกบัวรองพระเศียรอยู่สองก้อนซึ่งวิจิตรงดงามมาก นอกจากนี้ภายในองค์พระนอนยังประกอบด้วยห้องถ้ำ 11 ห้อง ที่ปัจจุบันทางวัดได้ปิดตายไม่อนุญาตให้เข้าไปเนื่องจากภายในนั้นมีอากาศไม่เพียงพอต่อการหายใจ

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 3 : หัวหิน

รฤก หัวหิน

อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าแนะนำให้ผู้ไปเที่ยวแหล่งหัวหินต้องแวะไป ก็คือ “รฤก หัวหิน”  เพียงแค่ชื่อ ก็สามารถทำให้จินตนาการถึงภาพบรรยากาศของสถานที่แห่งนี้ไปได้ต่างๆนานาโดยแม้ยังไม่เคยไปได้แล้ว คำว่า “รฤก”(อ่านว่า ระ-เริก) นั้นเป็นภาษาที่ใช้กันมาแต่ดั้งเดิมในสมัยก่อน ที่มีความหมายตรงกับคำว่า “ระรึก” หรือ “ระลึก” เป็นภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน   รฤกหัวหินนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมแห่งใหม่กลางมุมเมืองของบรรดานักช็อบ ชิม ชิวทั้งหลาย เพราะภายในนั้นอุดมไปด้วยบรรยากาศในทุกรสชาติที่สามารถจะสัมผัสได้ โดยภายในนั้นเรียงรายไปด้วยบรรดาร้านอาหารอร่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นของคาวหวาน เครื่องดื่ม ขนมนมเนยที่หลากหลาย ของฝากๆต่างที่ราคามีความสมเหตุสมผลไม่ทำร้ายกระเป๋าสตางค์ของบรรดาขาชิมและช็อบ รวมไปถึงของฝากแฮนเมดที่ความงามและคุณภาพนั้นล้ำหน้าราคาที่ต้องแลกด้วยอย่างแน่นอน อีกทั้งนอกจากจะได้เพลิดเพลินกับรสชาติของอร่อยๆแล้วนั้น บรรยากาศภายในยังได้มีการตกแต่งไว้อย่างสวยงามไม่ว่าจะเป็นสถานที่ สิ่งก่อสร้าง ฉากอันเป็นที่พลาดไม่ได้ของเหล่าสาวกนักสะสมเลนส์และบรรดาสาวกคนเล่นกล้อง ซึ่งจะพบกับการออกแบบที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวของศิลปะร่วมสมัยที่เห็นแล้วต้องเกิดอาการคันไม้คันมือที่จะต้องกดชัตเตอร์ให้ได้อย่างแน่นอน  รฤกหัวหินนั้น แต่เดิมเป็นเพียงแค่ที่ดินว่างเปล่าที่มีบ้านไม้เก่าตั้งอยู่กลางพื้นที่บนถนนแนบเคหาสน์ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น มีอายุร่วม 100 ปี ซึ่งลักษระตัวบ้านทำด้วยไม้เก่า เนื่องด้วยความที่เจ้าของบ้านเป็นคนหัวหินแต่ดั้งเดิมจึงได้เกิดแรงบันดาลใจที่จะอนุรักษณ์บ้านไม้หลังเก่านี้ไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชมถึงความงามของสถาปัตยกรรมในยุคก่อนๆ จึงได้ทำการปรับปรุ่งซ่อมแซมและต่อเตืมบ้านไม้หลังนี้ให้แข็งแรงสมบูรณ์ โดยได้มีการจัดแสดงรูปภาพต่างๆของหัวหินในสมัยเก่าๆที่ปัจจุบันหาชมได้ยากไว้ รวมทั้งยังได้นำเสนอชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนผู้คนถิ่นหัวหินสมัยก่อนมาไว้ในที่นี้อีกด้วย  ซึ่งเรือนไม้สองชั้นที่มีอายุร่วม 100 ปีแห่งนี้นับเป็นจุดเด่นของโครงการเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีประภาคารจำลองและรูปปั้นคนสู้กับปลาที่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวประมงในสมัยก่อนซึ่งแต่เดิมทีนั้นตั้งอยูที่โขดหินหน้าศาลเจ้าแม่ทับทิมซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวหัวหิน โดยที่ปัจจุบันไม่สามารถเห็นรูปปั้นดังกล่าวได้อีกแล้วเนื่องจากได้มีกาหักพังไปตามสภาพกาลเวลา รฤก หัวหินนี้เปิดให้ผู้เข้าเยี่ยมชมสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 น. จนถึงเวลา 22.00 น. รฤกหัวหินแห่งนี้ตั้งอยู่ยนถนนแนบคฤหาสน์ ปากซอยหัวหิน 51 อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผู้สนใจติดต่อสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านหมายดลขโทรศัพท์ +66-3253-2244, +668-9764-5466, +668-6345-8668 หรือผ่านทาง เว็บไซต์http://www.rarukhuahin.com/ 

อ่านต่อ

รายละเอียด

9 นาที ( ระยะทางประมาณ 3.26 กิโลเมตร)

ตลาดโต้รุ่งหัวหิน

กลายเป็นธรรมเนียมการท่องเที่ยวของเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวที่มาเยือนถิ่นหัวหินที่กลางวันต้องไปเที่ยวทะเล เที่ยวตลาดต่างและทำกิจกรรมกลางแจ้ง ส่วนกลางคืนก็ต้องมาเดินตลาดโต้รุ่งหัวหินแห่งนี้  ตลาดโต้รุ่งหัวหินแห่งนี้เป็นถนนคนเดินที่จะมีการปิดถนนเพื่อให้มีการตั้งร้านขายของหลากหลายไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ หรือของฝากเพื่อให้ผู้มาเยือนสามารถเดินชมกับบรรยากาศท่ามกลางกลิ่นหอมคลุ้งของอาหารทะเลเผา ไปพร้อมๆกับเดินเลือกซื้อของฝากของที่ระลึกของหัวหิน ตลาดโต้รุ่งหัวหินอยู่บริเวณถนนเดชานุชิต ตัดกับถนนเพชรเกษมหลายคนคงจะรู้จัก และคุ้นเคยเป็นอย่างดี ที่นี่มีอาหารที่แม้อาจหาชิมจากที่อื่นได้แต่ความอร่อยนั้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่เท่านั้น โดยมีให้เลือกมากมายหลายร้านให้ได้เดินเลือกซื้อเลือกชิมกันเกือบตลอดทาง ซึ่งล้วนเป็นร้านที่มีชื่อเสียงระดับประเทศไม่ว่าจะ เป็น ผัดไทย หอยทอด ข้าวขาหมู-มันไก่ กระเพราะปลา ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง ซีฟู๊เผาที่มีความสด ของทานเล่นก็มีมากมาย โรตี ปลาหมึกย่าง ลูกชิ้น หมูสะเต๊ะ และอีกสารพัดของหวาน น้ำแข็งไส เต้าทึง ไอศครีม ขนมแบบไทยๆ ข้าวเหนียวมะม่วง ร้านมะม่วงน้ำปลาหวาน ผลไม้หลากหลาย จนอาจจะรู้สึกสับสนได้เพราะไม่รู้ว่าจะเลือกชิมอย่างไหนก่อนดี  นอกจากนี้ยังมีเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เทป ซีดี หนังสือ ของฝากน่ารักๆ ให้ได้เลือกซื้อเลือกชม แม้จะมีร้านหลากหลายให้ได้เลือกแต่ก็จะพบว่าทุกร้านล้วนขนัดแน่นไปด้วยบรรดาผู้คนทั้งนั่งและยืนรอลิ้มชิมรสไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติก็ตาม  ตลาดโต้รุ่งแห่งนี้อาจจะดูเหมือนตลาดโต้รุ่งทั่วไปแต่ถ้าหากครั้งหนึ่งได้มาเดินแล้ว ครั้งต่อๆไปที่ได้มาหัวหิน รับรองได้เลยว่าจะต้องกลับมาอีกแน่นอน เนื่องจากมีบรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มด้วยบรรยากาศกลิ่นไอของความเป็นหัวหินที่ไปที่ไหนก็ไม่มีทางเหมือนตลาดโต้รุ่งแห่งนี้ได้  ตลาดโต้รุ่งแห่งนี้จะเริ่มมีการตั้งร้านค้าตั้งแต่ประมาณหกโมงเย็นซึ่งร้านส่วนมากจะเสร็จประมาณไม่เกินทุ่มและจะมีไปจนถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนซึ่งแม้ร้านค้าจะเริ่มปิดเก็บร้านแล้วก็ตาม แต่ก็ยังสามารถเห็นผู้คนจำนวนมากอยู่หัวหิน

อ่านต่อ

รายละเอียด

5 นาที ( ระยะทางประมาณ 4.45 กิโลเมตร)

cicada market

ตลาดซิเคด้า มาร์เก็ต  สร้างโดยบริษัท ศศิอำไพ ลีเซอร์ จำกัด โดยเป็นการบูรณาการเข้าด้วยกันระหว่างศิลปะร่วมสมัยกับไลฟ์สไตล์ที่เป็นสื่อกลางมรการเชื่อมต่อระหว่างผู้สร้างสรรค์ผลงาน นักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษาชุมชนเพื่อเป็นการตอบสนองแฃะสามารถเข้าถึงได้อย่างไม่มีขอบเขตของจินตนาการ อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมของผลงานศิลปะร่วมสมัยแขนงต่างๆ สิ่งประดิษฐ์ ผลงานแฮนเมด ของตกแต่งบ้าน เสื้อผ้า สิ่งของเครื่องใช้มือสอง สินค้าเอสเอ็มอีที่ผสมผสานแนวความคิดสร้างสรรค์เพื่อนำมาแสดงและจำหนาสบในรูปแบบเปิดเสื่อ อีกทั้งยังเป็นการเปิดตาและเปิดใจร่วมกันทำกิจกรรมเวิร์คช็อฟจากหลากหลายชมรม อาทิเช่น กลุ่มนักเล่านิทาน หลุ่มละคร กลุ่มเต้นรำ กลุ่มนัดถ่ายภาพ กลุ่มนักแสดงเปิดหมวกเป็นต้น ซึ่งจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุเนเวียนกันมาสร้างสรรค์ผลงาน สีสีน บรรยากาศเพื่อเป็นการสร้างความบันเทิงและสุนทรยภาพท่ามกลางบรรยากาศ Tropical Garden อันร่มรื่นไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิดที่อายุร่วมร้อยปีบนพื่นที่เกือบ 10 ไร่ของหัวหิน  ภายในตลาดซิเคด้านั้นมีพื้นที่หลักอยู่ด้วยกันได้แก่ Art Factory ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการรวบรวมไว้ซึ่งงานศิลปะแนวใหม่และสินค้าที่มีการสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ๆที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร สำหรับ A La Mode& Idea Shops นั้นก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำหรับสินค้าที่มีดีไซน์ที่ทำเอง ประดิษฐ์เอง หรือนำมาขายโดยมีการปรับรูปแบบ สร้างวิธีการนำเสนอที่มึความแปลกใหม่ ส่วน Amphitheater ซึ่งเป็นเวทีกลางแจ้งนั้น ก็ได้ทำการเปิดให้เป็นเวทีแก่ผู้ที่มีความสามารใยด้ายการแสดงดนตรี การแต้น ละคร โดยเน้นไปทางผลงานร่วมสมัย งานธีสิส หรือต้องการสร้างผลงาน   ในการเดินทางมายังตลาดซิเคด้านั้น หากมาโดยรถยนต์ส่วนตัวก็สามารถมาได้ด้วยกัน 2 เส้นทาง เส้นทางแรกคือสายธนบุรี-ปากท่อ ซึ่งใช้ทางหลวงหมายเลข 35 ผ่านสมุทรสาคร สมุทรสงคราม จากนั้นก็เลี้ยงซ้ายเข้า ถนนเพชรเกษมซึ่งตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 4  จากนั้นก็ผ่านถนนเพชรบุรีเข้าหัวหินมุ่งสู่เขาตะเกียบ ใช้เวลาในการเดินทางรวมแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง หรือ จะเลือกเดินทางโดยใช้เส้นทางพุทธมณฑล ผ่านครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี หัวหินมุ่งสู่เขาตะเกียบซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 ขั่วโฒง หรือโดยรถปรับอากาศชั้น 2 ที่จะแวะจอดรับผู้โดยสารระหว่างทางด้วย สำหรับผ็ที่สนใจสามารถติดต่อสอบภามรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 080-650-4334 หรือ 032-536-606 หรือโดยช่องทางอีเมลล์  info@cicadamarket.com หรือผ่านทางเว็บไซต์  http://www.cicadamarket.com    

อ่านต่อ

รายละเอียด