วางแผนเที่ยว
วางแผนเที่ยว

3วัน 2คืน : กาญจนบุรี - ราชบุรี

ตารางท่องเที่ยว :
กาญจนบุรี 2 วัน , ราชบุรี 1 วัน
ช่วงเวลา :
3 วัน 2 คืน
หมวดหมู่ :
ธรรมชาติ, ชายหาดและเกาะต่างๆ, กิจกรรมผจญภัย, แต่งงาน, ฮันนีมูน, ศิลปะและวัฒนธรรม, สถานบันเทิงยามค่ำคืน, กิจกรรม และ เทศกาลต่างๆ, อาหารไทยและเครื่องดื่ม, บริการทางการแพทย์, สปา, ทำธุรกิจ, ประชุม, การลงทุน, ประสบการณ์ท่องเที่ยวท้องถิ่น,
  • วันที่ 1
    มิ.ย. 16
  • วันที่ 2
    มิ.ย. 17
  • วันที่ 3
    มิ.ย. 18
วันที่ 1 : กาญจนบุรี

อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์

ที่นี่น่าจะเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 953,500 ไร่ ครอบคลุมอำเภอไทรโยค อำเภอศรีสวัสดิ์ และอำเภอทองผาภูมิ    ไฮไลต์แห่งอุทยานฯ - ถ้ำสวรรค์ ถ้ำแห่งนี้เพิ่งได้รับการค้นพบขึ้นใหม่ในบริเวณหมู่บ้านต้นมะพร้าว ตำบลแม่กระมุง อำเภอศรีสวัสดิ์ ความโดดเด่นของถ้ำแห่งนี้ไม่เพียงเป็นอุโมงค์ธรรมชาติกว้าง 9 เมตร สูง 9 เมตร ยาว 150 เมตรเท่านั้น หากยังพบภาพเขียนโบราณที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การชมถ้ำนี้ ควรติดต่อชาวบ้านให้เป็นผู้นำทาง - ถ้ำเนรมิต เป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่ละลานตาไปด้วยหินงอกหินย้อยรูปทรงแปลกตา การชมถ้ำควรติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เป็นผู้นำทาง - ถ้ำน้ำมุด เหตุที่ได้ชื่อว่าถ้ำน้ำมุดเพราะภายในโพรงลึกของถ้ำแห่งนี้มีธารน้ำไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา - ถ้ำพระปรางค์ เป็นถ้ำที่มีความใหญ่โตและสวยงาม ภายในแบ่งเป็นโถงต่างๆ ที่น่าตื่นตาด้วยหินงอกหินย้อยชวนจินตนาการสนุกนึก - น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น จัดว่าเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดของกาญจนบุรี และเป็นน้ำตกที่สวยงามที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ของเมืองไทย โดยตัวน้ำตกแบ่งเป็น 7 ชั้น ที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ชั้นที่ 1 ชื่อดงว่าน ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น ชั้นที่ 3 วังหน้าผา ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว ชั้นที่ 5 ไหลจนหลง ชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ และชั้นที่ 7 ชื่อร่มเกล้า ทุกชั้นที่กล่าวถึงนี้ล้วนสวยงามและมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน    รู้ก่อนเที่ยว - อุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์พักแรมไว้บริการ ราคา 900 - 3,600 บาท - เสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ ดังนี้ คนไทย ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 200 บาท  - รวมทั้งร้านค้าสวัสดิการจำหน่ายอาหาร ให้แก่นักท่องเที่ยว   เปิดทำการเวลา  06.00-18.00 น.   สอบถามเพิ่มเติม โทร.+66 2562 0760  

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 19 นาที ( ระยะทางประมาณ 137.51 กิโลเมตร)

สะพานข้ามแม่น้ำแคว

สะพานข้ามแม่น้ำแคว  กาญจนบุรี วันเปิดทำการ : ทุกวัน เวลาเปิดทำการ : 24 Hour อำเภอเมือง  จังหวัดกาญจนบุรี เบอร์โทร +66 2621 8701-9 รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว สะพานเหล็กแห่งนี้คือแลนด์มาร์ก (Landmarks and Memorials in Thailand) ที่สำคัญที่สุดและเป็นเสมือนดังสัญลักษณ์ของจังหวัดกาญจนบุรี (visit Kanchanaburi) เลยทีเดียว โดยสะพานข้ามแม่น้ำแคว (River Kwai) แห่งนี้ได้รับความเสียหายจนรัฐบาลไทยได้ซ่อมแซมขึ้นใหม่หลังสงครามยุติลง เมื่อปีพ.ศ.2489 และสามารถใช้งานได้เหมือนเดิมจนถึงปัจจุบัน ในทุกปีราวๆ ปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนธันวาคม จะมีการจัดงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแควเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การสร้างรถไฟสายมรณะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี การแสดงพื้นบ้าน การออกร้าน จำหน่ายสินค้าพื้นเมือง และการแสดงแสง สี เสียง สร้างความตระการตาให้กับสะพานข้ามแม่น้ำแควแห่งนี้ ไม่ไกลจากสะพานแม่น้ำแควนัก จะมีสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกันกับสะพานข้ามแม่น้ำแคว คือ สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก ซึ่งเป็นที่บรรจุศพทหารเชลยศึกซึ่งเสียชีวิตระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะ  

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 24 นาที ( ระยะทางประมาณ 99.16 กิโลเมตร)

อุทยานแห่งชาติไทรโยค

มีพื้นที่ครอบคลุม 2 อำเภอของจังหวัดกาญจนบุรีคืออำเภอไทรโยค และอำเภอทองผาภูมิ มีเนื้อที่  598,750 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2523 ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเมือง 104 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 (กาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ) บริเวณกิโลเมตรที่ 82 สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน ประกอบด้วยพื้นที่ป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง ไทรโยคได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลกคือ ค้างคาวกิตติ และ ปูราชินี ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลกอาศัยอยู่  ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทรโยคเคยเป็นค่ายพักแรมของทหารญี่ปุ่น ปัจจุบันปรากฏร่องรอยเตาหุงข้าวและซากเตาไฟอยู่ในพื้นที่  นอกจากนี้ยังพบร่องรอยมนุษย์ยุคหินเก่า  มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ คือ "น้ำตกไทรโยคใหญ่" หรือ เรียกอีกชื่อว่า "น้ำตกเขาโจน" ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติไทรโยค เนื่องจากเป็นน้ำตกที่ไหลตกลงจากหน้าผาลงสู่แม่น้ำแควน้อยราวกับกระโจนลงมา น้ำตกไทรโยคใหญ่จะมีน้ำตลอดปี และน้ำจะแรงมากในฤดูฝน และในอดีตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เคยเสด็จประพาส ณ น้ำตกแห่งนี้ ภายในอุทยานฯ มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติหลายเส้นทาง และมีจุดชมวิวสะพานแขวนไทรโยคที่จะเห็นน้ำตกไทรโยคได้ชัดเจน  ถ้ำดาวดึงส์  อยู่ในเขตอำเภอไทรโยค ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 110 กิโลเมตร และห่างจากริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยขึ้นไปบนเขาประมาณ 1 กิโลเมตร การเดินทาง โดยรถยนต์สามารถเดินทางเข้าทางอุทยานแห่งชาติไทรโยค แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางวัดถ้ำดาวดึงส์ประมาณ 2.5 กิโลเมตร ถ้ำดาวดึงส์มีหินงอกหินย้อยที่งดงามรูปต่าง ๆ เช่น โคมระย้า พระปรางค์ และเจดีย์ ภายในถ้ำมีอากาศโปร่งแต่มืดสนิท ต้องมีไฟฉายหรือตะเกียงไปด้วย และควรมีคนนำทางไป อัตราค่าเข้าชมอุทยานฯ ชาวไทย ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 200 บาท  อุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ ราคา 800 - 3,000 บาท บริเวณอุทยานฯ มีบริการร้านอาหาร แพพัก แพล่อง เรือเช่า บ้านพัก ค่ายพักแรมและสถานที่กางเต็นท์ สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เขตบางเขน โทร. +66 2562 0760 

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 29 นาที ( ระยะทางประมาณ 104.68 กิโลเมตร)

หอศิลป์และพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2

ย้อนรอยอดีตไปสู่ช่วงเวลาสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านสถานที่ที่เก็บรักษาสิ่งที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไว้มากมาย ได้แก่ อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ โครงกระดูกของเชลยสงคราม และภาพถ่ายเหตุการณ์ในสมัยนั้น นอกจากนี้ยังสามารถเดินชมหอศิลป์ที่เก็บรวบรวมสิ่งของสะสมต่างๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น แสตมป์ ไปรษณียบัตรโบราณ เพชร พลอย และเครื่องประดับสวยงามหลายประเภท   รู้ก่อนเที่ยว ต้องเสียค่าธรรมเนียมสำหรับเข้าชม ชาวไทย 20 บาทและชาวต่างประเทศ 40 บาท    ที่ตั้ง :อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เปิดทำการทุกวันเวลา 07.00–18.30 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร.0 3451 2596  

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 11 นาที ( ระยะทางประมาณ 71.21 กิโลเมตร)

อุทยานแห่งชาติเอราวัณ

อุทยานแห่งชาติเอราวัณ (National Park in Thailand) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี อุทยานแห่งชาติเอราวัณเคยได้รับรางวัลยอดเยี่ยมประเภทแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ภาคกลาง จากการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 6 ประจำปี 2549 ยิ่งทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้น ภายในอุทยานมีน้ำตกเอราวัณ (erawan waterfall) ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสวยงามมากแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี น้ำตกเอราวัณเกิดจากลำห้วยม่องไล่ไหลผ่านลงมาจากยอดเขา และผาสูงราว 2,100 เมตร ก่อเกิดน้ำตกที่มีระยะทางยาวถึง 1,500 เมตร และแบ่งได้เป็น 7 ชั้น แต่ละชั้นมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำที่สามารถลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย นอกจากความสนุกจากสายน้ำตกแล้ว นักนิยมไพรจะได้สัมผัสธรรมชาติบริสุทธิ์จากการสำรวจผืนป่าไปบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติเอราวัณที่มีระยะทาง 1,060 เมตร  เส้นทางสายนี้ใช้เวลาเดินราวๆ 30 นาที นักท่องเที่ยวจะได้ชมทั้งป่าดิบเขา จุดชมวิว และป่าผลัดใบที่สวยงาม  รู้ก่อนเที่ยว - ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ คนไทย ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท ต่างชาติ ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 200 บาท
- อุทยานฯ มีบริการรถกอล์ฟสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการที่ประสงค์จะเข้าชมน้ำตก ซึ่งอยู่ห่างจากที่จอดรถ ถึงน้ำตกชั้นแรกประมาณ 700 เมตร
- อุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยว ราคา 800 - 5,000 บาท เปิดทำการเวลา วันจันทร์ - ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-18.00 น. วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-15.30 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรุงเทพฯ โทร.+66 2562 0760 อุทยานแห่งชาติเอราวัณ โทร.+66 3457 4222, 0 3457 4722, +66 3457 4234 เว็บไซต์ www.dnp.go.th  

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 2 : กาญจนบุรี

อุทยานแห่งชาติเขาแหลม

อุทยานฯ แห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ อำเภอสังขละบุรี  และอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ (เขื่อนเขาแหลม) โดยมีพื้นที่ประมาณ 815 กิโลเมตร สำหรับไฮไลต์กิจกรรมของอุทยานฯ คือการเดินป่า ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกกระเต็งเจ็ง ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดกลางก็จริง แต่มีชั้นน้ำตกมากถึง 23 ชั้น แต่ละชั้นมีความงดงามและมีเสน่ห์แตกต่างกัน โดยระยะทางจากชั้นแรกถึงชั้นสุดท้ายประมาณ 2 กิโลเมตร ที่เต็มไปด้วยความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของผืนป่าประเภทต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น ป่ากล้วย ป่าไผ่ ป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ ยิ่งกว่านั้นคุณจะพบกับต้นไม้ยักษ์ขนาด 13 คนโอบตระหง่านน่าตื่นตา อย่างไรก็ตาม หากเดินขึ้นไปถึงน้ำตกชั้นที่ 16 จะได้พบกับความงามของสายน้ำที่ยิ่งใหญ่และสวยที่สุดของน้ำตกกระเต็งเจ็งสำหรับเส้นทางเดินป่าสายนี้มีระยะทาง 2 กิโลเมตร ใช้เวลาราวๆ 2-3 ชั่วโมง   รู้ก่อนเที่ยว - อุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ ราคา 900 - 3,000 บาท - เสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ คนไทยผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท  - การเดินป่าในเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกกะเต็งเจง ควรติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพื่ออำนวย ความสะดวกและนำทาง   เปิดทำการเวลา 08.00-18.00 น.   สอบถามเพิ่มเติมที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร.+66 2562 0760   

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 50 นาที ( ระยะทางประมาณ 39.22 กิโลเมตร)

สะพานมอญ

สะพานที่ร้อยดวงใจของชาวมอญอำเภอสังขละบุรีเข้าไว้ด้วยกัน เพราะเป็นสะพานไม้ที่พวกเขาร่วมแรงร่วมใจ สร้างกันขึ้นมาเพื่อข้ามลำน้ำซองกาเลีย โดยมีหลวงพ่ออุตตมะ เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการามผู้กุมศรัทธาของชาวสังขละบุรีเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของการสร้างสะพานไม้แห่งนี้ ที่นี่จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “สะพานอุตตมานุสรณ์” และไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอสังขละบุรีเท่านั้น หากยังเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยด้วยความยาว 850 เมตร และเป็นสะพานไม้ที่ยาวเป็นอันดับสองของโลกรองจากสะพานไม้อูเบงของประเทศเมียนมาร์เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2556 เกิดฝนตกหนักติดต่อกันสามวันส่งผลให้กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ได้พังสะพานไม้แห่งนี้ขาดออกเป็นสองท่อน ความยาวประมาณ 30 เมตรและเสียหายเพิ่มขึ้นเป็น 70 เมตร ในเที่ยงวันของวันต่อมา จึงมีการสร้างสะพานบวบคู่ขนานกับสะพานมอญของเดิม ขณะเดียวกันชาวบ้าน ร่วมมือกับหน่วยงานราชการซ่อมแซมสะพาญมอญขึ้นใหม่จนสามารถเปิดใช้งานได้เหมือนเดิมในปัจจุบัน

อ่านต่อ

รายละเอียด

24 นาที ( ระยะทางประมาณ 25.10 กิโลเมตร)

ด่านเจดีย์สามองค์

เจดีย์สีขาว 3 องค์ที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพนั้น นอกจากบรรจุเรื่องราว ประวัติศาสตร์น่าศึกษาแล้ว ยังเป็นเหมือนประตูสู่ดินแดนเมียนมาและปัจจุบันที่นี่คือด่านชายแดนที่มีความคึกคัก มากที่สุดแห่งหนึ่งของภาคกลาง โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ ด่านชายแดนแห่งนี้จะมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่เพียงคลาคล่ำด้วยนักท่องเที่ยวมากมายที่เดินทางเข้ามาจับจ่ายซื้อหาสินค้าแปลกตาเท่านั้น หากยังคึกคักด้วยบรรดา พ่อค้าแม่ขายทั้งจากฝั่งไทยและเมียนมานำสินค้าเข้ามาจำหน่ายไม่แพ้กัน ทั้งนี้ ด่านเจดีย์สามองค์นั้น ทำหน้าที่เป็นพรมแดนเชื่อมระหว่างอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี กับ อำเภอพะยาตองซู ทางตอนใต้ ของรัฐกระเหรี่ยงในประเทศเมียนมาร์ และด้วยมีลักษณภูมิประเทศเป็นช่องเขาซึ่งเป็นเหมือนเส้นทางสัญจรทางบกสู่ประเทศไทย ด่านเจดีย์สามองค์จึงปรากฏอยู่ในเหตุการณ์สำคัญมากมายในอดีต ไม่ว่าจะเป็น การเป็นจุดที่เชื่อกันว่าภิกษุอินเดียใช้เส้นทางนี้เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยา นอกจากนี้ยังเคยเป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ในสงคราม พระเจ้าตะเบงชเวตี้ในช่วงเวลากองทัพพม่าเคลื่อนทัพผ่านเข้ามารุกรานไทย    คำแนะนำ - ผู้ที่ต้องการข้ามแดนบริเวณด่านชายแดนเจดีย์สามองค์ ต้องเตรียมบัตรประชาชนตัวจริงไว้แลกกับ บัตรผ่านแดนที่เจ้าหน้าที่ และขากลับเข้าสู่ฝั่งไทย อย่าลืมแลกบัตรประชาชนตัวจริงคืนมา ทั้งนี้ ไม่สามารถพักค้างคืนในเมียนมาร์ได้ ต้องกลับเข้ามาฝั่งไทยก่อนด่านปิด เวลา 18.00 น. ส่วนผู้ที่ต้องการนำรถยนต์ข้ามแดนด้วย จะต้องใช้สำเนาทะเบียนรถ/พรบ./ประกันภัย/ป้ายวงกลม (ป้ายการเสียภาษี) อย่างใดอย่างหนึ่งและเสียค่าธรรมเนียมคันละ 50 บาท สำหรับมอเตอร์ไซค์นั้น ไม่สามารถข้ามด่านชายแดนนี้ได้   เปิดปิดเวลา 08.00 - 18.00 น.    

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 38 นาที ( ระยะทางประมาณ 100.40 กิโลเมตร)

เขื่อนวชิราลงกรณ์

พบกับเขื่อนหินถมแห่งแรกของประเทศไทยที่ดาดผิวหน้าด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 92 เมตร สันเขื่อนกว้าง 10 เมตร และยาว 1,019 เมตร ที่สร้างขึ้นมาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลัก โดยอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลมนั้น ครอบคลุมพื้นที่อำเภอทองผาภูมิและอำเภอสังขละบุรี ภายในทะเลสาบเหนือเขื่อนมีกิจกรรม ให้นักท่องเที่ยวได้รื่นรมย์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการล่องเรือชมทิวทัศน์เหนืออ่างเก็บน้ำ การชมสวนมะพร้าว กะทิบนเกาะกลางน้ำ และในบางฤดูกาลยังสามารถตกปลาได้จากในทะเลสาบ สร้างความความสนุกสนาน ให้นักเย่อกับปลาได้มากมายทีเดียว   รู้ก่อนเที่ยว - ในทะเลสาบเหนือเขื่อนมีแพพักหลายหลังที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเชิงหมู่คณะ   สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โทร.+66 3459 9077 ต่อ 2502, 2506 หรือที่กรุงเทพฯ โทร.+66 2436 6046-8  

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 3 : ราชบุรี

เขากระโจม


เขากระโจม ตั้งอยู่ที่ตำบลสวนผึ้ง บริเวณฐานปฏิบัติการตำรวจตระเวณชายแดน สุดชายแดนประเทศไทยทางภาคตะวันตก สูงจากระดับน้ำทะเล ๑,๐๐๐ เมตร นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมบรรยากาศทะเลหมอกที่สวยงามยามเช้าซึ่งคล้ายกับบรรยากาศบนดอยทางภาคเหนือ ควรเดินทางไปถึงในช่วงเช้ามืดระหว่างช่วงเวลาประมาณ ๐๕.๐๐-๐๖.๐๐ น. เพื่อรอชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น ระหว่างเส้นทางนั่งรถจะผ่านพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ และขาลงจากเขาสามารถจอดรถแวะเดินเข้าไปชมน้ำตกผาแดงซึ่งมีกล้วยไม้หายาก

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 1 นาที ( ระยะทางประมาณ 19.57 กิโลเมตร)

อุทยานธรรมชาติวิทยา ตามพระราชดำริ

อุทยานฯ แห่งนี้จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อปีพ.ศ.2538 เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่า โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 132,905 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 4 หมู่บ้าน 12 กลุ่มบ้าน ในตำบลสวนผึ้งและตำบลตะนาวศรี นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสภาพสังคมทางกายภาพ และทางชีวภาพ จัดทำแหล่งความรู้เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่เด็กและเยาวชน สร้างจิตสำนึกอนุรักษ์และรู้จัก ใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์ โดยภายในอุทยานฯ นั้นประกอบด้วยโซนต่างๆ ได้แก่ - ศาลาข้อมูลธรรมชาติวิทยา เป็นแหล่งรวมข้อมูลทั่วไปของอุทยานธรรมชาติวิทยา ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ข้อมูลทางกายภาพที่สำรวจพบในอุทยานฯ จัดแสดงผ่านนิทรรศการ สิ่งตีพิมพ์ และวิดีทัศน์ - เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เพื่อศึกษาพรรณไม้ต่างๆ ในบริเวณนั้น โดยมีให้เลือกสองเส้นทาง ที่ใช้เวลาในการเดิน 1 ชั่วโมง และ 3 ชั่วโมงตามลำดับ นอกจากนี้ที่นี่ยังจัดกิจกรรมค่ายสิ่งแวดล้อมศึกษาสำหรับเยาวชนเพื่อปลูกฝังให้เห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีบ้านพักขนาด 3  ห้องนอนจำนวน 2 หลัง บ้านพักขนาด 6  ห้องนอน จำนวน 1 หลัง (พักได้ 30 คน) เต็นท์ขนาด 2 คน จำนวน 20 หลัง รวมทั้งร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก   เปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา 08.00 - 16.00 น.   สอบถามเพิ่มเติม โทร.+668 1107 0086 สำหรับกรุงเทพฯติดต่อสำนักงานโครงการสมเด็จ-พระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีสวนจิตรลดาโทร.+66 2281 3921, +66 2282 6511 ต่อ 22  

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 นาที ( ระยะทางประมาณ 0.28 กิโลเมตร)

ธารน้ำร้อนบ่อคลึง

สำหรับคนรักสุขภาพแล้วคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้แช่ตัวในน้ำแร่อุ่นของธารน้ำร้อนบ่อคลึง อำเภอสวนผึ้ง ซึ่งความพอเหมาะของอุณหภูมิน้ำไม่เพียงมีส่วนช่วยระบบการไหลเวียนโลหิตได้ดีแล้ว บรรยากาศรอบด้าน ที่อยู่ท่ามกลางผืนป่าเขียวชอุ่มยังช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ธารน้ำร้อนบ่อคลึงนั้นได้รับการค้นพบโดย คุณประยูร โมนยะกุล เมื่อปีพ.ศ.2468 เขาได้พบธารน้ำร้อนธรรมชาติที่มีคุณสมบัติพิเศษ และเป็นที่มาของการพัฒนาธารน้ำร้อนบ่อคลึงสู่แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของอำเภอสวนผึ้งในปัจจุบัน ที่ได้มีการปรับภูมิทัศน์ให้ดูสวยงาม กลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และจุดหมายปลายทางของคนรักสุขภาพในคราวเดียวกัน ทั้งยังมีการติดตั้งท่อน้ำร้อนลงมายังสระน้ำด้านล่างเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว โดยมีสระทางเลือกให้แช่ตัวได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ - สำหรับคนอยากใกล้ชิดธรรมชาติ ต้องลองแช่ตัวที่ สระดินเป็นบ่อที่ธารน้ำร้อนที่จำลองเหมือนบ่อธรรมชาติใต้ร่มเงาไม้ สระนี้มีข้อเสียตรงที่ ขาดความเป็นส่วนตัว อาจมีคนเดินผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา ระดับน้ำลึกถึงเอว มีอุณหภูมิประมาณ  40-50 องศาเซลเซียส * ค่าบริการคนไทย – ผู้ใหญ่ 30 บาทเด็ก 10 บาท / ค่าบริการต่างชาติ – ผู้ใหญ่ 50 บาทเด็ก 30 บาท   - สระกระเบื้องเป็นสระที่ตั้งอยู่กลางสวนไม้ประดับซึ่งอยู่อีกฝั่ง ที่นี่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวแต่มีขนาดเล็กกว่าสระดินทว่ามีที่นั่งแช่รอบสระส่วนระดับน้ำนั้นลึกประมาณ 60 ซ.ม. อุณหภูมิประมาณ 56 องศาเซลเซียส การแช่ตัวในสระนี้สามารถใส่ขาสั้นและเสื้อลงสระได้ * ค่าบริการคนไทย – ผู้ใหญ่ 50 บาทเด็ก 30 บาท / ค่าบริการต่างชาติ – ผู้ใหญ่ 80 บาทเด็ก 50 บาท   - ที่แช่เท้า (ไม่เสียค่าบริการ) มี 2 จุดคือ บ่อปูนสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก และตรงปากท่อน้ำไหลที่ปล่อยน้ำร้อนจากสระดินสู่สระน้ำขนาดใหญ่ โดยมีการก่อปูนไว้สำหรับนั่งแช่เท้า - สำหรับคนที่ไม่อยากลงแช่ตัวในสระรวม ยังมีบริการห้องตักอาบ ซึ่งต้องเดินลึกเข้ามาประมาณ ประมาณ 50 เมตร ส่วนใครที่อยากเดินเข้าไปชมจุดต้นกำเนิดธารน้ำร้อนซึ่งอยู่ห่างจากสระน้ำร้อนทั้งสองไปอีกประมาณ 150 เมตรสามารถเดินเข้าไปสำรวจตาน้ำร้อนที่น้ำไหลซึมออกมาได้ ทว่าบริเวณต้นน้ำนี้เป็นจุดที่น้ำมีอุณหภูมิสูงสุด ไม่อนุญาตให้ลงไปแช่เท้าเนื่องจากต้นธารน้ำร้อนนั้นใช้เป็นน้ำสำหรับอุปโภคของชาวบ้านละแวกใกล้เคียง   สรรพคุณแห่งธารน้ำร้อน ธารน้ำร้อนบ่อคลึงมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 50-57 องศาเซลเซียสหรือประมาณ 120-136 องศาฟาเรนไฮต์ผุดจากใต้พื้นผิวโลกที่ร้อนจัดขึ้นมาตามซอกหินเชิงเขาตะนาวศรีข้อดีของธารน้ำร้อนแห่งนี้คือ สภาพน้ำไม่มีกลิ่นฉุนและไม่มีแร่ธาตุที่ระคายเคืองน้ำมีความใสสะอาดทั้งยังประกอบด้วยธาตุคาร์บอนเกลือและแร่ธาตุอื่นๆน้อยกว่า 1 กรัม/ลิตรยิ่งกว่านั้นยังเป็นธารน้ำร้อนที่มีน้ำร้อนไหลตลอดทั้งปีแม้ในฤดูแล้งปริมาณน้ำไหลจะน้อยลงบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับแห้งเหือด     เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น.   สอบถามเพิ่มเติม โทร.+66 3232 9025, +66 3271 1086

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 10 นาที ( ระยะทางประมาณ 56.34 กิโลเมตร)

ถ้ำเขาบิน (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

ถ้ำขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ภายในถ้ำกว้างกว่า 5 ไร่แห่งนี้ จัดเป็นถ้ำที่มีความงดงามมากที่สุดของจังหวัดราชบุรี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในใจนักเดินทางติดลำดับต้นๆ เสมอมา ถ้ำเขาบินนั้นตั้งอยู่บนเทือกเขาบินที่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 200 เมตร โดยปากถ้ำอยู่สูงจากพื้นดิน 5 เมตร ภายในถ้ำอลังการด้วย หินงอกหินย้อยที่ตั้งอยู่ภายในห้องหับต่างๆ ซึ่งแบ่งได้ถึง 8 คูหา และสุดปลายถ้ำนั้นมีหินย้อยรูปนกตัวใหญ่ กำลังสยายปีกโผบินจึงเป็นที่มาของชื่อว่าถ้ำเขาบินนั่นเอง ความสำคัญของถ้ำเขาบินไม่เพียงแค่จำกัดอยู่ที่ ความงามเท่านั้น แต่ย้อนไปเมื่อปีพ.ศ.2530 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้มอบหมายให้สำนักบริการ วิชาการการศึกษา ออกแบบและพัฒนาถ้ำเขาบินโดยการติดตั้งไฟฟ้า แสง สี เพื่อเน้นความสวยงามภายในถ้ำ เป็นแห่งแรกของเมืองไทย   8 คูหาแห่งถ้ำเขาบินมาทำความรู้จักกับ 8 คูหาอันโดดเด่นของถ้ำเขาบินที่มาพร้อมความเชื่อสืบต่อกันมา - โถงอาคันตุกะเปรียบเสมือนเป็นห้องรับแขกต้อนรับผู้มาเยือนด้วยหินงอกหินย้อยกำลังเกิดใหม่ ทั้งนี้เชื่อกันว่า หากผู้ใดที่เข้ามาถือเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่และมีเพื่อนฝูงมากมายครั้นเดินผ่านห้องนี้ไปแล้วเรื่องเศร้าโศกใดๆก็จะหายไป  - ศิวะสถานบริเวณประตูทางเข้ามีม่านหินปูนย้อยห้อยระย้าและทำนบหินปูนสวยงาม เชื่อว่าหากได้สัมผัสกับเสาหินที่เปรียบเสมือนเสาหลักเมืองศักดิ์สิทธิ์ประจำถ้ำจะได้รับความสุขสมหวังคิดทำการใดจะสำเร็จอาการเจ็บไข้จะหายไปในทันใด  โชคลาภที่คอยมานานจะได้รับในทันที  - ธารอโนดาตมีสีสันสวยงามแตกต่างจากหินงอกหินย้อยทั่วไปอีกทั้งห้องเล็กๆที่ผนังถ้ำเต็มไปด้วย ฟองหิน มีสวนหินย้อยคล้ายปะการังใต้ทะเลเชื่อว่าถ้าได้เข้ามาสู่ห้องนี้จะได้รับยศถาบรรดาศักดิ์ - สกุณชาติคูหาด้วยความมหัศจรรย์ของหินปูนที่มีรูปร่างคล้ายนกกางปีกบินห้องนี้จึงเป็นที่มาของชื่อถ้ำเชื่อว่าถ้าพบเห็นจะเป็นผู้มีสายตาที่กว้างไกลดุจดังพญาอินทรีย์ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใดก็จะปลอดภัย  - เทวสภาสโมสรสถานเชื่อว่าห้องนี้เป็นสถานที่ชุมนุมของเหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตภายในถ้ำคนที่มาห้องนี้ในภายหน้าจะมีความเจริญไม่มีทุกข์ไม่มีโศกมีสมองสดใสเปรียบได้กับหินย้อยแหลมคมดุจปัญญา ของผู้มาเยือนที่อยู่ภายในห้องนี้  - กินนรทัศนาหรือกินนรีทัศนาถ้ำสีขาวดุจหิมะผนังถ้ำด้านในประกอบไปด้วยหินย้อยที่มีขนาดเล็กใหญ่ ที่สวยสดงดงามตระการตาเชื่อว่าคนที่พบเห็นจะมีอายุยืนยาวและได้รับการยกย่องเชิดชูเหมือนดัง หินดอกบัวบริสุทธิ์ 3 ดอกที่ย้อยมาจากเพดานของถ้ำส่วนที่ลึกที่สุดของถ้ำมีหินรูปเต่าทองและบ่อน้ำแร่ ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เคยแห้ง ซึ่งเคยใช้เป็นน้ำสาบานและน้ำมนต์ของพระชื่อดัง - พฤกษาหิมพานต์มีหินงอกหินคล้ายค้างคาวกางปีกเชื่อว่าผู้มาเยือนจะได้ดีมีบ้านเรือนที่เป็นสุขให้ความร่มรื่นเป็นที่รักและพึ่งพาของลูกหลานอีกด้านหนึ่งของถ้ำจะเป็นสวนหินมีต้นไม้เป็นรูปหินย้อยและเสาหินอีกมากมาย  - อุทยานทวยเทพเชื่อว่าเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีหินงอกที่นักท่องเที่ยวกราบไหว้ขอพรเพื่อให้มีความโชคดีหมดทุกข์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ   เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.   อัตราค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 20 บาท / เด็ก 10 บาท   สอบถามเพิ่มเติมที่องค์การบริหารส่วนตำบลหินกองโทร. +66 3239 1397, +66 3239 1737-8        

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 12 นาที ( ระยะทางประมาณ 57.26 กิโลเมตร)

น้ำตกเก้าชั้น หรือ เก้าโจน (เก้ากระโจน)

น้ำตกเก้าชั้นหรือน้ำตกเก้าโจนนั้นเป็นที่รู้จักกันในหมู่กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นมาอย่างยาวนานมาก จนในที่สุดทางอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นต่างๆ พัฒนาพื้นที่บริเวณนี้ ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอสวนผึ้ง โดยน้ำตกสายนี้เกิดจากสันปันน้ำซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ราบรางลา (รางลา เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า ที่ราบสูง) บนเทือกเขาตะนาวศรีซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางความสมบูรณ์ของผืนป่า ซึ่งแท้จริงตัวน้ำตกนั้นมีขนาดใหญ่มากและมีถึง 14 ชั้น ยาว 25 กิโลเมตร แต่นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปชมได้ถึงชั้นที่ 9 เท่านั้น เนื่องจากน้ำตกชั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ปิดซึ่งมี สภาพเป็นป่าลึก ภูเขาสูงชันและหุบเหว อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ความงามของน้ำตกทั้ง 9 ชั้นที่เปิดให้ท่องเที่ยวได้ ก็สามารถสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจให้นักท่องเที่ยวได้มากมายแล้ว โดยเฉพาะชั้นที่ 6 ซึ่งเป็นชั้นที่สายน้ำตกทิ้งตัวดิ่งลงมาจากหน้าผา จัดเป็นชั้นน้ำตกที่มีความงดงามมากที่สุด จุดเด่นของน้ำตกเก้าชั้นอยู่ที่สายน้ำสีขาวที่ไหลผ่านหินผาอันเป็น หินแกรนิตซึ่งมีความแข็งแกร่ง ยากแก่การผุกร่อน ทำให้สายน้ำไม่อาจกัดเซาะให้เกิดความเว้าแหว่งได้ จึงเกิดเป็นปรากฏการณ์สายน้ำพุ่งทะยานลงมา สู่พื้นล่างได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของอีกชื่อที่หลายคนนิยมเรียกกันคือ “น้ำตกเก้าโจน” ไม่ใช่ “เก้าโจร” ตามที่เข้าใจกัน แต่หลังจากนั้นเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและขจัดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของคำว่า “โจร” จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นน้ำตกเก้าชั้นแทน   รู้ก่อนเที่ยว - ควรเตรียมน้ำดื่มอย่างน้อยคนละ 1 ขวด - จากชั้น 6 – 9 ทางค่อนข้างชันเพื่อความไม่ประมาท ควรมีเพื่อนร่วมทางไปด้วย - สำหรับผู้ต้องการไปถึงชั้น 9 ควรเริ่มออกเดินทางไม่เกิน 12.00 น. และกลับลงมาจากชั้นเก้าไม่เกิน 16.00 น. เพื่อความปลอดภัย - สำหรับผู้ต้องการถ่ายภาพควรเริ่มออกเดินทางเวลา 15.00 น. เมื่อถึงชั้นเก้าจะเป็นเวลาประมาณ 18.00 น. และเตรียมเต็นท์พักแรมบนชั้นที่ 9 อุปกรณ์เดินป่าไฟฉายไปให้พร้อมไม่แนะนำให้เดินทางกลับลงมาชั้นล่างอาจเกิดอันตรายยามค่ำคืนกลางป่าได้   เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 - 16.30 น.   อัตราค่าเข้าจักรยานยนต์ 10 บาท  รถยนต์เล็ก 20 บาท  รถบัส 100 บาท  

อ่านต่อ

รายละเอียด

34 นาที ( ระยะทางประมาณ 12.14 กิโลเมตร)

ตลาดน้ำเวเนโต้

เมื่อความโรแมนติกของ “เวนิส” นครแห่งสายน้ำได้ถูกนำมาหลอมรวมกับบ้านสีขาวสไตล์ริมทะเล เมดิเตอร์เรนียนแห่งเกาะซานโตรินี่ของกรีซ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของอำเภอสวนผึ้ง ที่กลายเป็นฉากจำลองอันสวยงามในพื้นที่ขนาด 20 ไร่ โดยมีทิวเขาสลับซับซ้อนเป็นฉากหลัง ภายในนั้นไม่เพียงเป็นแหล่งช็อปปิ้งให้ทุกคนได้จับจ่ายเลือกซื้อสินค้ากันอย่างเพลิดเพลินแล้ว อีกความรื่นรมย์ที่พลาดไม่ได้คือการได้ถ่ายภาพตามมุมสวยงามต่างๆ ไว้เป็นที่ระลึกทั้งลานน้ำพุ หอนาฬิกา สวนสวย รวมทั้งกิจกรรมทางน้ำหลากหลายรูปแบบที่ทำให้การเดินทางสู่อำเภอสวนผึ้งครั้งนี้ เต็มไปด้วยความรื่นรมย์    เปิดให้เข้าชมทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-19.00 น. เสาร์-อาทิตย์เปิดเวลา 09.00-20.00 น.   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. +66 3220 6266 ,+669 1561 8848 และ www.venetosuanphueng.com 

อ่านต่อ

รายละเอียด