วางแผนเที่ยว
วางแผนเที่ยว

4วัน 3คืน : กรุงเทพ - สมุทรสงคราม - ประจวบ

ตารางท่องเที่ยว :
กรุงเทพมหานคร 1 วัน , สมุทรสงคราม 1 วัน , ประจวบคีรีขันธ์ 2 วัน , ปราณบุรี 1 วัน , เพชรบุรี 1 วัน
ช่วงเวลา :
4 วัน 3 คืน
หมวดหมู่ :
ศิลปะและวัฒนธรรม, สถานบันเทิงยามค่ำคืน, กิจกรรม และ เทศกาลต่างๆ, อาหารไทยและเครื่องดื่ม, ธรรมชาติ, ชายหาดและเกาะต่างๆ, กิจกรรมผจญภัย, บริการทางการแพทย์, สปา, ทำธุรกิจ, ประชุม, การลงทุน, แต่งงาน, ฮันนีมูน,
  • วันที่ 1
    ก.ย. 21
  • วันที่ 2
    ก.ย. 22
  • วันที่ 3
    ก.ย. 23
  • วันที่ 4
    ก.ย. 24
วันที่ 1 : กรุงเทพมหานคร

พระบรมมหาราชวัง

พระบรมมหาราชวัง เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สร้างขึ้นพร้อมสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อแรกสร้างประกอบด้วย 3 ส่วน คือ พระมหาปราสาท พระราชมณเฑียรสถาน และ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีเนื้อที่ 132 ไร่  ในอดีตบริเวณที่ประทับของพระมหากษัตริย์มีการสร้างวัดไว้ภายในบริเวณพระบรมมหาราชวังด้วย เช่น ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีการสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ภายในที่ตั้งพระบรมมหาราชวัง จึงมีแบบแผนการก่อสร้างที่คล้ายคลึงกับในอดีตโดยมีวัดพระศรีรัตน ศาสดาราม อยู่ภายในบริเวณพระบรมมหาราชวัง  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 เริ่มรับอิทธิพลจากตะวันตกทำให้สถาปัตยกรรมมีลักษณะผสมผสานทางตะวันตกมากขึ้น ในปัจจุบัน  พระบรมมหาราชวังใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ ตามพระราชประเพณี  เป็นที่รับแขกเมืองและพระราชอาคันตุกะ รวมทั้งเป็นที่ตั้งพระบรมศพและพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง พื้นที่พระบรมมหาราชวังจะแบ่งออกเป็นส่วนของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเขตพระราชฐาน ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับเป็นที่ประทับและบริหารราชการแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ เขตพระราชฐานนั้นแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ เขตพระราชฐานชั้นหน้า เขตพระราชฐานชั้นกลาง และเขตพระราชฐานชั้นใน เขตพระราชฐานชั้นหน้า นับตั้งแต่ประตูวิเศษไชยศรีถึงประตูพิมานไชยศรี รวมทั้งบริเวณรอบนอกกำแพงชั้นในของพระบรมมหาราชวัง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหน่วยราชการต่าง ๆ เช่น สำนักพระราชวัง สำนักราชเลขาธิการ ราชบัณฑิตยสถาน เขตพระราชฐานชั้นกลาง นับตั้งแต่ประตูพิมานไชยศรีถึงประตูสนามราชกิจ ปัจจุบันใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญ ๆ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีฉัตรมงคล เขตพระราชฐานชั้นกลางนี้เป็นที่ตั้งของปราสาทราชมณเฑียรซึ่งประกอบด้วย หมู่พระมหามณเฑียร หมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท หมู่พระมหาปราสาท และพระที่นั่งบริเวณสวนศิวาลัย เขตพระราชฐานชั้นใน นับตั้งแต่ประตูสนามราชกิจจนถึงแถวเต๊ง (ตึกแถวยาวที่เคยเป็นกำแพงวังสมัยรัชกาลที่ 1) ทางด้านทิศใต้ เป็นเขตสำหรับผู้หญิงล้วน ผู้ชายที่อายุ 13 ปีขึ้นไปห้ามเข้า (ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์) เป็นที่ตั้งของพระตำหนัก ตำหนัก เรือน ของพระมเหสี พระราชเทวี พระชายา พระราชธิดา เจ้าจอมมารดา เจ้าจอม ข้าราชบริพารและข้าราชการฝ่ายใน ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของเจ้านายฝ่ายในอีกต่อไป พระบรมมหาราชวังเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.30-16.30 น.  ปิดขายบัตรเวลา 15.30 น.  ชาวไทยไม่เสียค่าเข้าชม  ชาวต่างชาติคนละ 500 บาท  (รายละเอียดตามเอกสารแนบ) (โปรดแต่งกายสุภาพ)  สอบถามข้อมูล โทร. 0 2623 5500 ต่อ 3100, 0 2224 3290  www.royalgrandpalace.th บัตรอนุญาตเข้าชมพระบรมมหาราชวังสำหรับชาวต่างชาติ ราคา 500 บาท สามารถเข้าชมพระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม   และพระราชวังบางปะอิน หรือพระที่นั่งอนันตสมาคม แต่เนื่องจากพระราชวังบางปะอินได้แยกจำหน่ายบัตรอนุญาตเข้าชมและพระที่นั่งอนันตสมาคมมีการปิดปรับปรุง สำนักพระราชวังจึงได้จัดการเข้าชมการแสดงโขนทดแทนสถานที่ดังกล่าว โดยมีรอบจัดแสดงโขน ณ ศาลาเฉลิมกรุง ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ วันละ 5 รอบ ดังนี้  10.30 น., 13.00 น., 14.30 น., 16.00 น. และ 17.30 น.  ความยาวการแสดงรอบละ 25 นาที โดยนักท่องเที่ยวจะได้บัตรเข้าชมโขนพร้อมกับบัตรอนุญาตเข้าชมพระบรมมหาราชวัง  โดยมีรถบริการรับนักท่องเที่ยวจอดรับอยู่บริเวณด้านหน้าประตูวิมานเทเวศร์  ซึ่งเป็นประตูทางออกของพระบรมมหาราชวัง รถบริการรับนักท่องเที่ยวไปศาลาเฉลิมกรุง ออกก่อนรอบการแสดงเป็นเวลา 30 นาที  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศาลาเฉลิมกรุง โทร. 0 2224 4499

อ่านต่อ

รายละเอียด

5 นาที ( ระยะทางประมาณ 1.80 กิโลเมตร)

เสาชิงช้า

ในอดีตเสาชิงช้าคือใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครหรือเรียกว่า“สะดือเมือง” โดยถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งรัชกาลที่ 1 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่ตั้งของเทวสถานและโบสถ์ ในศาสนาพราหมณ์ รวมทั้งเสาชิงช้าด้วย ทำให้ “เสาชิงช้า” กลายมาเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของกรุงเทพมหานครมาจนถึงปัจจุบัน โดยเสาชิงช้าที่ว่านี้ เป็นเสาไม้ขนาดใหญ่สีแดง ตั้งอยู่บนแท่นหินขนาดใหญ่ มีความสูง 21.15 เมตร ฐานกลมก่อเป็นฐานปัทม์ทำด้วยหินล้างสีขาว ตามแนวโค้งของฐานติดแผ่นจารึกประวัติเสาชิงช้า เสาไม้แกนกลางคู่และเสาตะเกียบ 2 คู่ เป็นเสาหัวเม็ด ล้วนทำด้วยไม้สักกลึงกลม โครงยึดหัวเสาทั้งคู่แกะสลักสวยงาม กระจังและหูช้างไม้เป็นลวดลายไทย ทั้งหมดทาสีแดงชาด เสาชิงช้าในยุคก่อนใช้เป็นที่ประกอบพิธีโล้ชิงช้าในพระราชพิธี “ตรียัมปวาย ตรีปวาย” ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แต่สำหรับเสาชิงช้าที่ได้เห็นในปัจจุบันนั้นเป็นเสาต้นใหม่ ซึ่งได้จัดพิธีสมโภขน์ไปเมื่อวันที่ 11-13 กันยายน 2550 วัสดุหลักทำจากไม้สักทองจากเมืองแพร่ ปัจจุบันที่นี่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทาง ประวัติศาสตร์ที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ส่วนบริเวณใกล้เคียงกับเสาชิงช้า รวมถึงในเขตพระนครส่วนใหญ่ ยังคงสืบทอดสถาปัตยกรรมตามแบบช่วงต้นรัชกาลให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมกันเป็นขวัญตา ที่ตั้ง : หน้าวัดสุทัศน์ฯ  ถนนบำรุงเมือง แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพฯ การเดินทางโดยรถประจำทางสาย 12,24 หรือรถปรับอากาศสาย 12 Blog ท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ตะลุยเที่ยวย่านสาทรใต้ ศูนย์รวมทางศาสนาและความเชื่อ ออกไปสูดอากาศบนยอดไม้ "ป่าในกรุง" กรุงเทพฯ ก็มีแบบนี้ด้วย พาลุย Wall Art ย่านเจริญกรุง อนุสรณ์สถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ทหาร แหล่งเรียนรู้เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละ  

อ่านต่อ

รายละเอียด

4 นาที ( ระยะทางประมาณ 1.68 กิโลเมตร)

มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้

ร่วมย้อนยุคกรุงสยามเมืองยิ้มไปกับมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ของสยามประเทศ แหล่งเรียนรู้ทางด้านชาติพันธุ์วิทยา มานุษยวิทยาและสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสังคมไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เพื่อสร้างสำนึกรักและเข้าใจในประวัติความเป็นมาของผู้คน บ้านเมือง วัฒนธรรมและท้องถิ่น ทำให้ผู้เข้าชมสามารถมีส่วนร่วม และเข้าใจเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชาติไทยได้เป็นอย่างดี ตัวอาคารของพิพิธภัณฑ์ ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2549 จากคณะกรรมาธิการอนุรักษ์ ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายในอาคารมิวเซียมสยามจัดแสดงนิทรรศการถาวรชุด "ถอดรหัสไทย" ที่จะพาทุกคนไปเรียนรู้พัฒนาการความเป็น "ไทย" ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จากบริบททางสังคมตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ผ่านเทคโนโลยีและวิธีการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ ตอบรับพฤติกรรมการบริโภคสื่อของประชาชน และผู้เข้าชมสามารถผูกโยงเข้ากับเรื่องราวในอดีตได้             นิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ประกอบด้วย ๑๔ ห้อง อาทิ ห้องไทยหรือเปล่า ?: นำเสนอประเด็นคำถาม โดยหยิบยกกรณีตัวอย่างปรากฏการณ์ “ความเป็นไทย” ที่เป็นข้อถกเถียงในสังคม  ห้องไทยตั้งแต่เกิด: โชว์การพัฒนาการความเป็นไทย ที่นำเสนอเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และสิ่งแสดงความเป็นไทยในสมัยต่าง ๆ ห้องไทยสถาบัน: นำเสนอแก่นแนวคิดเรื่องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ๓ สถาบันหลัก ที่สะท้อนรูปแบบการแสดงออกของความเป็นไทย ผ่านเทคโนโลยีเออาร์ ห้องไทยอลังการ: ภายในจำลองบรรยากาศของท้องพระโรงและพระที่นั่ง เพื่อแสดงถึงสุนทรียะ ความงดงามของสถาปัตยกรรมอันสูงค่า ห้องไทยแค่ไหน: นำเสนอความเป็นไทยผ่านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ห้องไทยวิทยา: ภายในจำลองบรรยากาศห้องเรียน ๔ ยุคสมัย ได้แก่ ยุคเริ่มต้นประชาธิปไตย ความเป็นไทยยุค ๒๕๐๐ ความเป็นไทย  ยุคโลกาภิวัตน์ และความเป็นไทยยุคพอเพียง ห้องไทยประเพณี: จัดแสดงในรูปแบบโกดังเก็บของนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณี เทศกาล และมารยาท อันเป็นสิ่งสะท้อนความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ใส่ไว้ในกล่อง และห้องไทยชิม: ห้องครัวมีชีวิต ที่พาไปเรียนรู้ที่มาของอาหารไทยขึ้นชื่อต่าง ๆ เช่น ต้มยำกุ้ง ส้มตำ ผัดไทย โดยใช้เทคโนโลยีคิวอาร์สแกน พร้อมโมชันกราฟิกสีสันสวยงามนำเสนอที่มาและเกร็ดความรู้ด้านอาหารไทย เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการหมุนให้ผู้เข้าชมได้เที่ยวชมอีกด้วย         ที่ตั้ง : เลขที่ 4 ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ (บริเวณอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิม) เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น. โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ค่าเข้าชมสำหรับนักเรียน นักศึกษา อายุ 15 ปีขึ้นไป 50 บาท คนไทย 100 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท สอบถามข้อมูล โทร 0 2225 2777 ต่อ 411 หรือ www.museumsiam.com Blog ท่องเที่ยว ตะลุยเที่ยวย่านสาทรใต้ ศูนย์รวมทางศาสนาและความเชื่อ ออกไปสูดอากาศบนยอดไม้ "ป่าในกรุง" กรุงเทพฯ ก็มีแบบนี้ด้วย พาลุย Wall Art ย่านเจริญกรุง  

อ่านต่อ

รายละเอียด

17 นาที ( ระยะทางประมาณ 8.10 กิโลเมตร)

ศาลท้าวมหาพรหม

ศาลท้าวมหาพรม   เป็นศาลของศาสนาฮินดูตั้งอยู่หน้าโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพนับถือและมีชื่อเสียง จากทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยมีการจัดคณะทัวร์จากต่างประเทศเพื่อเข้ามาสักการะท้าวมหาพรหมโดยเฉพาะ ประวัติของศาลอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ย้อนไปในปี พ.ศ. 2494 พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ กำหนดให้มีการก่อสร้างโรงแรมเอราวัณ ขึ้นบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เพื่อรองรับแขกต่างประเทศ ว่ากันว่าในช่วงแรกของการก่อสร้างเกิดอุบัติเหตุขึ้นมากมาย ต่อมาเมื่อการก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ ปลายปี พ.ศ. 2499 ทาง บริษัท สหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด ผู้บริหารโรงแรมได้ติดต่อ พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ร.น. นายแพทย์ใหญ่ กองทัพเรือ ผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องการนั่งทางใน เข้าดำเนินการหาฤกษ์วันเปิดโรงแรม แต่พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ได้แนะนำว่า จำเป็นต้องมีการบวงสรวงที่เหมาะสม วิธีการแก้ไขจะต้องขอพรจากพระพรหมเพื่อช่วยให้อุปสรรคหมดไป และจะต้องสร้างศาลพระพรหมขึ้นทันทีหลังจากการก่อสร้างโรงแรมแล้วเสร็จ และสร้างศาลพระภูมิขึ้นไว้ในโรงแรมจึงได้มีการตั้งศาลพระพรหม ออกแบบตัวศาลโดยนายระวี ชมเสรี และ ม.ล.ปุ่ม มาลากุล องค์ท้าวมหาพรหมปั้นด้วยปูนพลาสเตอร์ปิดทอง ออกแบบและปั้นโดยนายจิตร พิมพ์โกวิท ช่างกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร และอัญเชิญพระพรหมมาประดิษฐานที่หน้าโรงแรมเอราวัณเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499  ศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ ถือเป็นศาลพระพรหมศาลแรกที่มีขนาดใหญ่  ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู พระพรหมเป็นพระผู้สร้าง และทรงมีสี่พระพักตร์ แต่ละพระพักตร์เป็นดั่งสัญลักษณ์แทนทิศทั้งสี่ คือ เหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ทำให้พระองค์สามารถมองเห็นและปกปักรักษาได้ทั้งโลกมนุษย์และสวรรค์ พระองค์ช่วยปัดเป่าความขัดข้อง อุปสรรค และส่งเสริมโชคและความสำเร็จ ของผู้สักการะที่มีจิตศรัทธาสมปรารถนา โดยในปัจจุบัน ศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ อยู่ในความดูแลของ "มูลนิธิทุนท่านท้าวมหาพรหม" นักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมสักการะศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณอันศักดิ์สิทธิ์ ก็สามารถเข้าชมสักการะได้ทุกวัน ไม่มีวันหยุด โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด Blog ท่องเที่ยว ตะลุยเที่ยวย่านสาทรใต้ ศูนย์รวมทางศาสนาและความเชื่อ ออกไปสูดอากาศบนยอดไม้ "ป่าในกรุง" กรุงเทพฯ ก็มีแบบนี้ด้วย พาลุย Wall Art ย่านเจริญกรุง อนุสรณ์สถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ทหาร แหล่งเรียนรู้เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละ  

อ่านต่อ

รายละเอียด

27 นาที ( ระยะทางประมาณ 5.46 กิโลเมตร)

ถนนข้าวสาร

เดิมทีบริเวณนี้เป็นย่านการค้าขายข้าวสารที่เจริญรุ่งเรืองมากในสมัย ร.6 แต่ในปัจจุบันกลายเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมมาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะบริเวณถนนข้าวสาร (Khao San Road) จะมีที่พักประเภทเกสต์เฮาส์จำนวนมาก จึงสะดวกเรื่องที่พัก ในส่วนของทำเลก็ถือว่าดีมาก อยู่ใจกลางเมือง ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง อย่างวัดพระแก้ว วัดบวรฯ วัดสระเกศ วัดราชนัดดา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ใกล้แหล่งชอปปิงอย่างบางลำพู ท่าพระจันทร์ ถนนพระอาทิตย์ และใกล้กับสวนสันติชัยปราการอีกด้วย เสน่ห์ของถนนข้าวสารที่นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจก็คือ ในยามค่ำคืน ถนนข้าวสารจะเป็นศูนย์รวมของร้านอาหารนานาชาติ ทั้งที่เป็นร้านประจำและร้านที่ขายริมถนน (bangkok streetfood) ชาวต่างชาติได้ลองลิ้มชิมรสอาหารไทยต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก อีกทั้งยังมีร้านสำหรับนั่งฟังเพลงอีกหลายร้าน รวมถึงร้านขายสินค้านานาชนิด ร้านรับบริการต่าง ๆ  ถนนข้าวสาร (Khao San Road Bangkok) จึงนับเป็นแหล่งสังสรรค์ที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติในกรุงเทพฯ

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 2 : สมุทรสงคราม

ตลาดน้ำอัมพวา

วันเปิดทำการ : วันศุกร์ - วันอาทิตย์ เวลาเปิดทำการ : 14.00 - 20.00   รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว ถ้าพูดถึงตลาดน้ำ (Thailand Floating Market) ที่เก่าแก่และโด่งดังมาอย่างยาวนานของเมืองไทย คงต้องนึกถึงตลาดน้ำอัมพวา (Amphawa Floating Market) เป็นอันดับต้นๆ  ตลาดริมคลองแห่งนี้จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีชื่อเสียงมากที่สุดของจังหวัดสมุทรสงคราม และเป็นตลาดน้ำ (floating market near Bangkok) ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก ทุกวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ที่นี่จึงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเดินเล่นรับลมเย็นริมน้ำ บ้างก็เลือกซื้อหาของกินอร่อยๆ จากร้านต่างๆ ที่เปิดขายเรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่งคลอง อาหารหรือขนมบางอย่างเป็นสูตรโบราณที่ไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว บางร้านก็มีอาหารหรือขนมแบบใหม่ๆ แปลกๆ ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ลองชิมหรือซื้อไปฝากญาติฝากเพื่อน บ้างก็สนุกกับการจับจ่ายสินค้าที่ระลึกในรูปแบบย้อนยุค นอกจากนี้ยังมีบริการล่องเรือชมวิว ชมชีวิตริมคลองอัมพวา และสถานที่สำคัญต่างๆ รวมทั้งการเฝ้าดูหิ่งห้อยส่องแสงรายรอบต้นลำพูที่เติมความสวยงามให้กับยามราตรีได้เกินคำบรรยาย   สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง อุทยานฯ ร.2 ชมบรรยากาศจำลองของชีวิตผู้คนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชมเรือนไทย และสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ มากมาย   วัดบางกุ้ง เป็นที่ตั้งของโบสถ์ปรกโพธิ์ หนึ่งในอันซีนไทยแลนด์ ซึ่งเป็นโบสถ์ที่มีรากของต้นไม้ตระกูลต้นโพต้นไทรปกคลุมโบสถ์ทั้งหลัง   อาสนวิหารแม่พระบังเกิด โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งนี้มีอายุเก่าแก่และมีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรมในสไตล์โกธิคมาก เป็นโบสถ์คริสต์ที่สวยติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย   ตลาดน้ำท่าคา ตลาดน้ำที่มีความเก่าแก่เกิน 100 ปีอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสมุทรสงคราม พ่อค้าแม่ค้าพายเรือมาขายของอย่างคับคั่ง ตลาดเปิดช่วงเช้า   ตลาดน้ำบางน้อย เป็นตลาดน้ำโบราณที่อยู่ริมคลอง อาจจะไม่ใหญ่เท่าตลาดน้ำอัมพวา แต่ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ มีความสงบมากกว่า นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ริมคลองได้อย่างเต็มที่ ตลาดเปิดช่วงเช้า   ข้อมูลการเดินทาง โดยรถยนต์ หากมาโดยรถยนต์  ให้ใช้ถนนพระราม 2 (สายธนบุรี-ปากท่อ) ทางหลวงหมายเลข 35 ถึง กม.ที่ 63 เข้าตัวเมืองสมุทรสงคราม ผ่านตัวเมือง จากนั้นเข้าทางหลวง 325 สมุทรสงคราม-บางแพ กม.ที่ 36-37 มาทางแยกซ้ายเข้าไปทางที่จะไปอุทยานฯ ร.2 ตลาดน้ำจะอยู่ใกล้กับอุทยานฯ ร.2 โดยรถประจำทาง นั่งรถโดยสารประจำทางสายกรุงเทพฯ-ดำเนินสะดวก มาลงที่ตลาดอัมพวาได้เลย   อ่านบทความโปรแกรมท่องเที่ยว 2 วัน 1 คืน ได้ที่นี่    

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 นาที ( ระยะทางประมาณ 0.12 กิโลเมตร)

วัดอัมพวันเจติยาราม

ไม่เพียงเป็นวัดของตระกูลราชนิกุลบางช้างเท่านั้น หากยังเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เนื่องจากเป็นนิวาสสถานเก่าของหลวงยกกระบัตร (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช) และคุณนาค (สมเด็จพระอัมรินทรามาตย์พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 1) และยังเป็นสถานที่ พระราชสมภพของรัชกาลที่ 2 ด้วยเช่นกัน จากเดิมทีที่ชื่อว่า “วัดอัมพวา” เมื่อได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัย รัชกาลที่ 3 ก็ได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดอัมพวันเจติยาราม” และจัดเป็นพระอารามหลวงชั้นโท   โดยสิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้คือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าฯ ให้เขียนขึ้นตามแบบรัตนโกสินทร์อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และบทพระราชนิพนธ์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมบริเวณระหว่างช่องประตูด้านล่างเป็นภาพการเสด็จพระราชดำเนิน เลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค รวมทั้งกุฏิใหญ่ พระที่นั่งทรงธรรม พระตำหนัก พระวิหาร พระบรมรูปรัชกาลที่ 2 ซึ่งล้วนสะท้อนศิลปะและสถาปัตยกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นแทบทั้งสิ้น   สามารถเข้ารับชมได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 - 16.00 น.

อ่านต่อ

รายละเอียด

15 นาที ( ระยะทางประมาณ 8.75 กิโลเมตร)

วัดอินทาราม (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

วัดสำคัญอีกวัดหนึ่งที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนวัดนี้ให้เป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติ และประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว   ความน่าสนใจของวัดนี้ไม่เพียงอยู่ที่หลวงพ่อโต พระพุทธรูปเก่าแก่อายุกว่า 300 ปีที่ประดิษฐานคู่วัดนี้มายาวนานเท่านั้น ทุกคนต้องหาโอกาสได้เยี่ยมชมพระอุโบสถหลังใหม่ที่สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง หลังคาเป็นเครื่องไม้มุงด้วยกระเบื้องดินเผาลดชั้น ไม่มีช่อฟ้าใบระกา ปั้นลมมีเครื่องถ้วยจีนติดประดับเป็นแถว ด้านนอกมีกำแพงแก้วเตี้ย ๆ ล้อมรอบ ปัจจุบันเหลือเฉพาะด้านหน้ามีซุ้มประตูกำแพงแก้วทรงโค้งยอดแหลมอยู่ 1 ซุ้ม   นอกจากนี้ตลอดทั้งปีทางวัดยังมีการจัดงานต่าง ๆ ให้ประชาชนได้เข้าร่วม อาทิเช่น พิธีลอดใต้โบสถ์สะเดาะเคราะห์ การทำบุญวันเกิด การเสี่ยงเซียมซี และที่บริเวณท่าน้ำของวัดยังมีการจัดตลาดน้ำเล็ก ๆ รวมทั้งอุทยานปลาตะเพียนให้นักท่องเที่ยวได้สนุกกับกิจกรรม ให้อาหารปลาในวันพักผ่อน   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ +66 3476 0888, +66 3473 5505      

อ่านต่อ

รายละเอียด

17 นาที ( ระยะทางประมาณ 9.20 กิโลเมตร)

โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์

ที่นี่เหมือนเป็นดั่งห้องรับแขกของชุมชนอัมพวาที่บอกเล่าวิถีแห่งอัมพวาเมื่อสมัยก่อนได้อย่างละเมียดละไม โดยภายในโครงการนั้นแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนต่างๆ ได้แก่ การเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง สวนสาธิตการเกษตรเพื่อการเรียนรู้ เช่น สวนมะพร้าวและพืชต่างๆ มุมสาธิตการเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าว ลาน “นาคะวะรังค์” ลานวัฒนธรรมที่ตั้งชื่อตามผู้บริจาคที่ดินซึ่งใช้เป็นที่สำหรับจัดกิจกรรมและจำหน่ายสินค้าที่ระลึกจากอัมพวา ส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์นั้น จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณที่ค้นพบในอำเภออัมพวา นอกจากนี้ยังมีร้านค้าชุมชน ร้านชานชาลาที่จำหน่าย เครื่องดื่มและของว่าง ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นที่ล้อไปกับวิถีริมคลองของอำเภออัมพวาได้อย่างน่าประทับใจ   สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักประชาสัมพันธ์มูลนิธิชัยพัฒนา โทร. +66 2282 4425 ต่อ 006, 007, +66 2252 9880   เว็บไซต์ www.chaipat.or.th  

อ่านต่อ

รายละเอียด

11 นาที ( ระยะทางประมาณ 7.34 กิโลเมตร)

บ้านครูเอื้อ

วันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักวงดนตรีชื่อดังในอดีตนาม “สุนทราภรณ์” และไม่มีใครไม่รู้จักครูเพลงท่านนี้ “เอื้อ สุนทรสนาน” ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังบทเพลงดังๆ มากมายของวงสุนทราภรณ์ในอดีตรวมทั้งเพลงลูกกรุงที่เคยดังทั่วเมืองไทย ยิ่งกว่านั้นท่านยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย ดังนั้นเพื่อรำลึกถึงอัครศิลปิน เพลงผู้ยิ่งใหญ่ จึงได้มีการจัดตั้ง “บ้านครูเอื้อ” ขึ้นมาภายใต้ความดูแลของมูลนิธิสุนทราภรณ์ บ้านหลังนี้เกิดจากการนำ บ้านไม้โบราณริมคลองอัมพวามาปรับปรุงเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการประวัติและผลงานของครูเอื้อ สุนทรสนาน เรื่องราวของเพลงสุนทราภรณ์นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของท่าน เครื่องดนตรี เสื้อผ้าที่เคย ใช้แสดง โต๊ะทำงาน และภาพเก่าที่หาชมได้ยาก เพื่อให้บุคคลทั่วไปที่สนใจได้ศึกษาค้นคว้า นอกจากนี้ภายในบ้านยัง มีมุมนั่งฟังเพลงย้อนยุค มุมจำหน่ายสินค้าที่ระลึก และที่นี่ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ชาวอัมพวา” ของมูลนิธิชัยพัฒนาในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ เพื่ออนุรักษ์เพลงเก่าใน ตำนานที่กลมกลืนไปกับฉากบ้านเก่าอันคลาสสิกของอัมพวาได้อย่างลงตัว   เปิดให้เข้าชมในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เวลา 08.00-20.00 น.   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักประชาสัมพันธ์ มูลนิธิชัยพัฒนา โทร.+66 2282 4425 ต่อ 006-7, +66 2252 9880 และมูลนิธิสุนทราภรณ์ โทร.+66 2240 0974 โทรสาร +66 2240 3535, www.websuntaraporn.com, E-mail: soontaraporn@gmail.com 

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 3 : ประจวบคีรีขันธ์,ปราณบุรี

ชายหาดปราณบุรี

ผ่อนคลายไปกับความสงบงามของชายหาดปราณบุรีอันเป็นที่เลื่องลือถึงความเงียบสงบ น้ำทะเลบริสุทธิ์ แม้ทรายบริเวณนี้จะไม่ละเอียดมากนัก แต่ด้วยบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ทำให้นักท่องเที่ยวนิยม เดินทางมาพักผ่อนยังชายหาดแห่งนี้ นอกจากนี้บริเวณริมหาดปราณ ยังเป็นที่ตั้งของรีสอร์ตหรูมากมาย ที่สร้างสรรค์วันพักผ่อนในบรรยากาศแบบเป็นส่วนตัว

อ่านต่อ

รายละเอียด

6 นาที ( ระยะทางประมาณ 2.39 กิโลเมตร)

หมู่บ้านปากน้ำปราณ

โลกของหมู่บ้านปากน้ำปราณที่ดูอ้อยอิ่ง เชื่องช้า และมีบรรยากาศแสนเงียบสงบเป็นเสมือนผ้าห่ม ผืนใหญ่ที่คลี่คลุมทั่วบริเวณ ทำให้รู้สึกราวกับว่าเข็มนาฬิกากำลังหยุดเดินอย่างไรอย่างนั้น ไม่เพียงเท่านั้น หลายคนที่เดินทางมาเยือนปากน้ำปราณต่างรู้ดีว่าที่นี่คือแหล่งรวมร้านอาหารทะเลสดๆ ซึ่งมีให้เลือกสรรมากมาย รวมถึงแหล่งจำหน่ายของฝากจำพวกอาหารทะเลแปรรูปต่างๆ เช่น ปลาหมึกแห้ง กุ้งแห้ง  กะปิ เป็นต้น เนื่องจากบริเวณนี้เป็นหมู่บ้านประมงและเป็นจุดที่ชาวประมงลำเลียงอาหารทะเลสดๆ ที่เพิ่งจับได้มาส่งจำหน่ายให้แก่ร้านอาหารและนักท่องเที่ยว ดังนั้นจึงการันตีได้ว่าซีฟู้ดของปากน้ำปราณ นั้นสดใหม่แท้จริง และเมื่ออิ่มกับอาหารทะเลกันแล้ว อย่าลืมแวะไปเรียนรู้เรื่องราวของป่าโกงกางจาก “ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน สิรินาถราชินี” ที่มีสะพานไม้ทอดตัวยาวลึกเข้าไปใน ป่าโกงกางอันสมบูรณ์ รวมทั้งแวะชมเขากะโหลกและชายหาดนเรศวรซึ่งอยู่ถัดไปอีกไม่ไกล     สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำปราณ โทร.+66 3263 1864  

อ่านต่อ

รายละเอียด

15 นาที ( ระยะทางประมาณ 6.10 กิโลเมตร)

หาดนเรศวร หรือ หาดเขากะโหลก

ลองสัมผัสบรรยากาศอันเงียบสงบของหาดนเรศวรซึ่งเป็นแนวชายหาดที่ทอดตัวจากหาดปราณบุรีไปสิ้นสุดที่เขากะโหลกที่ตระหง่านอยู่ทางใต้ของชายหาด เหตุที่ชื่อว่าเขากะโหลกนั้น เนื่องจากภูเขาลูกนี้มีรูปลักษณ์คล้ายกับ กะโหลกศีรษะมนุษย์เมื่อมองมาแต่ไกล ชาวบ้านแถวนี้จึงขนานานว่าเขากะโหลกนั่นเอง สำหรับเขากะโหลก นั้นอยู่ในความดูแลของวนอุทยานท้าวโกษา บนยอดเขามีจุดชมวิวที่นักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปชมทัศนียภาพ แห่งท้องทะเลปราณจากบนนั้นที่งดงามด้วยท้องทะเลสีครามในยามท้องฟ้าสดใส นอกจากนี้รายรอบ เขากะโหลกยังเต็มไปด้วยรีสอร์ตและร้านอาหาร รวมถึงกิจกรรมทางน้ำมากมายให้เลือกสนุก เช่น พายเรือคายัก เล่นบานาน่าโบ๊ต

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 29 นาที ( ระยะทางประมาณ 13.60 กิโลเมตร)

วนอุทยานปราณบุรี

เดิมเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยกำหนดพื้นที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองเก่า คลองคอย มีพื้นที่ประมาณ 1,984 ไร่ ประกอบด้วย ป่าชายเลน และมีแม่น้ำปราณบุรีไหลผ่านตอนกลางของพื้นที่ป่า ปัจจุบันกรมป่าไม้ได้ประกาศให้เป็นวนอุทยานมีพื้นที่ 700 ไร่ อยู่ในความดูแลของสำนักงานป่าไม้เขตเพชรบุรี (สำนักบริหารจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 4 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช)วนอุทยานปราณบุรีมีหาดทรายขาวสะอาดร่มรื่นด้วยแนวสนทอดยาว 1 กิโลเมตร อยู่ทางด้านตะวันออกของอุทยานฯ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทะเล เกาะสิงห์โต เขาตะเกียบและเขาเต่า จุดที่น่าสนใจแวะเที่ยวชมได้แก่ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนและกิจกรรมล่องเรือ เป็นสะพานไม้ยกระดับ สามารถเที่ยวชมและศึกษาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศป่าชายเลนอย่างใกล้ชิด บริเวณทางเดินติดตั้งป้ายสื่อความหมายตลอดเส้นทางที่มีความยาว 1,000 เมตร มีท่าเรือขนาดเล็กเชื่อมกับสะ พานทางเดินฯ ซึ่งเป็นจุดที่พักเรือ สามารถทำกิจกรรมล่องเรือ สัมผัสกับความงามตามธรรมชาติและศึกษาระบบนิเวศของป่าชายเลนทางน้ำ มีพันธุ์ไม้นานาชนิดและรวมทั้งชมวิถีชีวิตชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลอง ราคาประมาณ 350 บาท (8 คน) ใช้เวลาประมาณ 40 นาที วนอุทยานมีบริการบ้านพัก ร้านสวัสดิการ สามารถกางเต็นท์พักแรมได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วนอุทยานปราณบุรี หมู่ 1 ต.ปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 77220 โทร. 08 9787 4812, 0 3262 1608 (หมายเลขติดต่อด้านท่องเที่ยวเรือ)(ตั้งแต่เวลา 08.00–16 .00 น.) และโทร. 08 1682 6674, 08 1763 9652 (หมายเลขติดต่อด้านร้านอาหาร)

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 4 : ประจวบคีรีขันธ์,เพชรบุรี

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด

ด้วยรูปลักษณ์ของเทือกเขาหินปูนสูงตระหง่านที่กระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณได้สร้างภูมิทัศน์อันน่าพิศวงและกลาย เป็นมนต์เสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดมากมายในแต่ละปี ชื่อของเขาสามร้อยยอดนั้น เล่าลือกันมาว่าในสมัยก่อนพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นท้องทะเล และมีขบวนเรือสำเภาจีนแล่นผ่านมาเกิดประสบกับมรสุมจนเรืออับปาง คนบนลำเรือนั้นรอดชีวิต 300 คนและได้ไปอาศัย อยู่ตามเกาะต่างๆ จึงเรียกว่า “เกาะสามร้อยยอด” และเพี้ยนมาเป็น “เขาสามร้อยยอด” มาจนทุกวันนี้ เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนอุทยานฯ แล้ว จะพบกับกิจกรรมความสุขให้ทำมากมาย ตั้งแต่การเดินขึ้น ไปสู่ “จุดชมวิวเขาแดง” เพื่อเต็มอิ่มกับทัศนียภาพพระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบฟ้ายามเช้าซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของ การชมวิวเหนือยอดเขาแห่งนี้ แต่ถ้าอยากชมความงามของพระอาทิตย์ตกแล้วล่ะก็ แนะนำว่าควรนั่งเรือ “ล่องคลองเขาแดง” ที่จะพาคุณไปชมดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้อย่างน่าประทับใจ และสุดท้ายต้องไปชม “ทุ่งสามร้อยยอด” ซึ่งอุดมไปด้วยพืชพรรณและสัตว์นานาชนิด และยังเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ของเมืองไทยเลยทีเดียว   รู้ก่อนเที่ยว  - การล่องเรือชมคลองเขาแดง ราคาเรือลำละ 400 บาท นั่งได้ 6 คน เวลาเหมาะสำหรับการล่องเรือ คือระหว่าง 16.30-17.00 น. เนื่องจากอากาศไม่ร้อนจัดจนเกินไป - การชมพระอาทิตย์ขึ้นจากจุดชมวิวเขาแดง ควรขึ้นไปถึงราวๆ เวลา 05.30 น.   เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.30-17.00 น.   อัตราค่าบริการสำหรับคนไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท/ ต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท อุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ ราคา 1,200 - 3,000 บาท   สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร +66 2562 0760  

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 11 นาที ( ระยะทางประมาณ 57.12 กิโลเมตร)

อุทยานแห่งชาติกุยบุรี

ตื่นตากับการเฝ้าชมอากัปกิริยาของฝูงช้างป่าและกระทิงภายในเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับกิจกรรมนี้มายาวนาน และการชมช้างป่านั้นต้องอยู่ในบริเวณจุดชมสัตว์ป่า ที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมให้เท่านั้น ส่วนใครที่อยากศึกษาธรรมชาติต้องลองเดินป่าไปตามเส้นทางตอไม้จันท์หอม ซึ่งน่าสนใจด้วยการได้เรียนรู้เรื่องราวของไม้จันท์หอมที่นำไปใช้ในการจัดงานสร้างพระโกศ งานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เส้นทางสายนี้มีระยะทางประมาณ 300 เมตร ใช้เวลาเดินศึกษาราวๆ ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น สำหรับอุทยานแห่งชาติกุยบุรีนี้ เป็นอุทยานที่มีพื้นที่ครอบคลุม 4 อำเภอในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้แก่ อำเภอปราณบุรี อำเภอสามร้อยยอด อำเภอกุยบุรี และอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ มีสภาพเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่รวมถึงพันธุ์ไม้ที่มีค่า ทางเศรษฐกิจมากมาย   รู้ก่อนเที่ยว - ทางอุทยานฯ มีบ้านพักและเต็นท์พักแรมให้บริการ ราคา 1,500 -1,800 บาท - คนไทยผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท /ต่างชาติผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 48 นาที ( ระยะทางประมาณ 85.47 กิโลเมตร)

สถานีรถไฟหัวหิน

ชมสถานีรถไฟที่มีความคลาสสิกและสวยงามที่สุดในเมืองไทย สถาปัตยกรรมสีครีมตัดแดงแห่งนี้สร้างขึ้น ในปีพ.ศ.2469 โดยพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งเป็น ผู้บังคับบัญชาการรถไฟแห่งกรุงสยามในสมัยนั้น อาคารหลังนี้ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมวิคทอเรีย มีการสร้างลวดลายให้สวยงามประดับเสาค้ำยัน ครั้นต่อมาในปีพ.ศ.2511 สมัยพันเอกแสง จุลจาริตต์ เป็นผู้ว่าการรถไฟฯ ได้มีก่อสร้างพลับพลาสนามจันทร์ อันเป็นพลับพลาจตุรมุขที่สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขึ้นที่นี่ ซึ่งเดิมเคยตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม เพื่อใช้เป็นที่ประทับขึ้นและลงรถไฟของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การก่อสร้างครั้งนี้เป็นฝีมือชาวไทยล้วนๆ เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ได้มีพิธีเปิดพลับพลาซึ่งมีการตั้งชื่อใหม่ว่า “พลับพลาพระมงกุฎเกล้าฯ” เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2517 โดยสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน นอกจากนี้ที่สถานีรถไฟหัวหินยังเป็นสถานที่เก็บหัวรถจักรไอน้ำโบราณ ที่การรถไฟได้สั่งซื้อมาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งหัวรถจักรนี้เคยวิ่งให้บริการในไทยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2   นอกจากนี้ยังมีร้านกาแฟเก๋ไก๋ริมทางรถไฟ เหมาะมานั่งชิว ๆ ถ่ายรูปชิค ๆได้

อ่านต่อ

รายละเอียด

21 นาที ( ระยะทางประมาณ 26.15 กิโลเมตร)

ชะอำเมจิกโชว์

       การสร้างโรงละครธรรมชาติด้วยฟางข้าว แกลบ และดินเหนียวนับเป็นความพิเศษในก้าวแรกที่คุณจะได้สัมผัสจากโรงละครชะอำเมจิกโชว์และความพิเศษต่อมาของที่นีต้องยกให้โชว์มายากลโดยฝีมือคนไทยนาม "ณฤทธิ์  ภักดีภูเบศร์ "  ผู้ได้รับฉายาว่าเป็น “ราชาเงา” ซึ่งการแสดงของเขาสามารถสะกดผู้ชมได้อย่างน่าทึ่ง และเป็นนักแสดงมายากลชาวไทยที่คนทั่วโลกให้การยอมรับ โดยเฉพาะการแสดงชุด Hand Shadow ที่เขาใช้มือเพียงสองข้างสะกดผู้ชมนับหมื่นคนที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซียนั้น เรียกเสียงปรบมือได้อย่างล้นหลาม "ณฤทธิ์" ใช้เวลาแสดงอยู่ต่างประเทศนานถึงสิบปีก่อนกลับมาเปิดตัวโชว์ของเขาที่เมืองไทยในโรงละครที่เขาภูมิใจว่าเป็นฝีมือคนไทยอย่างแท้จริง สำหรับหมู่คณะกรุณาแจ้งล่วงหน้า สอบถามเพิ่มเติม โทร.08 1696 6921, 08 3808 1094

อ่านต่อ

รายละเอียด