วางแผนเที่ยว
วางแผนเที่ยว

2วัน 1คืน : ร้อยเอ็ด - ยโสธร

ตารางท่องเที่ยว :
ร้อยเอ็ด 1 วัน , ยโสธร 1 วัน
ช่วงเวลา :
2 วัน 1 คืน
หมวดหมู่ :
ศิลปะและวัฒนธรรม, สถานบันเทิงยามค่ำคืน, ธรรมชาติ, ชายหาดและเกาะต่างๆ, กิจกรรมผจญภัย,
  • วันที่ 1
    มิ.ย. 18
  • วันที่ 2
    มิ.ย. 19
วันที่ 1 : ร้อยเอ็ด

กู่กาสิงห์

กู่กาสิงห์ ตั้งอยู่ในวัดบูรพากู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นโบราณสถานสถาปัตยกรรมแบบเขมรอีกแห่งหนึ่ง มีขนาดค่อนข้างใหญ่และยังอยู่ในสภาพดี ปัจจุบันสำนักงานโบราณคดี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 8 อุบลราชธานี สังกัดกรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะกู่กาสิงห์ ให้สวยงามยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในภาคอีสานของไทย กู่กาสิงห์ ประกอบด้วย ปรางค์ 3 องค์ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกันในแนวเหนือ-ใต้ แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปรางค์องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าอีก 2 องค์ที่ขนาบข้าง และมีมุขยื่นทางด้านหน้าเป็นห้องยาว ส่วนฐานขององค์ปรางค์ก่อด้วยศิลาทรายยังคงปรากฏลวดลายสลักเป็นชั้นเป็นแนว เช่น ลายกลีบบัวและลายกนก ได้ค้นพบศิวลึงค์ ซึ่งเป็นตัวแทนของเทพสูงสุด (พระอิศวร) และความอุดมสมบูรณ์ตามลัทธิความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย และมีวิหารหรืออาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรียกว่าบรรณาลัย อยู่ทางด้านหน้าทั้งสองข้าง ทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงซึ่งมีซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ  ถัดออกไปเป็นคูน้ำรูปเกือกม้าล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง    นอกจากนี้ยังพบทับหลังอีกหลายชิ้น ชิ้นหนึ่งสลักเป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณในซุ้มเรือนแก้ว  และยังพบซุ้มหน้าบันสลักเป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณท่ามกลางลายก้านขดอีกด้วย ส่วนปรางค์อีก 2 องค์ที่ขนาบนั้น มีขนาดและลักษณะเดียวกัน ฐานก่อด้วยศิลาทราย ผนังก่ออิฐมีประตูเพียงด้านหน้า ภายในมีแท่นรูปเคารพวางอยู่จากลวดลายของศิลปกรรม ดังนั้น จากแบบแผนผังและโบราณวัตถุที่พบ แสดงให้เห็นว่า กู่กาสิงห์สร้างขึ้นในแบบศิลปะเขมรที่เรียกว่า "แบบบาปวน"  ในราวช่วง พ.ศ. 1560-1630 เพื่อเป็นเทวสถานอุทิศถวายแด่พระอิศวร เทพเจ้าสูงสุดองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์  

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 3 นาที ( ระยะทางประมาณ 30.64 กิโลเมตร)

กู่พระโกนา

กู่พระโกนา ตั้งอยู่ที่บ้านกู่ หมู่ที่ 2 ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นโบราณสถานสถาปัตยกรรมแบบเขมรอีกแห่งหนึ่ง มีขนาดปานกลาง ไม่ใหญ่มาก กู่พระโกนาประกอบด้วยปรางค์อิฐ 3 องค์ บนฐานศิลาทรายเรียงจากเหนือไปใต้ โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงล้อม และซุ้มประตูเข้า ออก ปรางค์องค์กลางมีการฉาบปูนทับและก่อขึ้นเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นมีซุ้มพระทั้ง 4 ทิศ หน้าปรางค์องค์กลางชั้นล่างสร้างเป็นวิหารพระพุทธบาท ประดับเศียรนาค 6 เศียรของเดิมไว้ด้านหน้า  ปรางค์องค์ทิศเหนือ ทางวัดสร้างศาลาครอบ ภายในมีหน้าบันสลักรามายณะและประทับสลัก ภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่ที่เดิมคือเหนือประตูทาง ด้านหน้า   นอกจากนี้ ทางด้านหน้ายังมีทับหลังหล่นที่พื้นเป็นภาพพระอิศวรประทับนั่งบนหลังโคและมีเสานางเรียงางอยู่ด้วย สันนิษฐานว่ากู่พระโกนาเดิมคงจะมีสะพานนาคและทาง เดินประทับเสานางเรียงทอดต่อจากซุ้มประตูหน้าไปยังสระน้ำหรือบาราย ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 300 เมตร  ดังนั้นจากรูปแบบลักษณะทางศิลปกรรมทั้งหมดของภาพสลัก และเสากรอบประตูซึ่งเป็นศิลปะขอม ที่มีอายุในราว พ.ศ. 1560-1630 (แบบปาปวน) สันนิษฐานว่ากู่พระโกนาคงจะสร้างขึ้นในราว พุทธศตวรรษที่ 16  

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 26 นาที ( ระยะทางประมาณ 57.66 กิโลเมตร)

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด ตั้งอยู่บนถนนเพลินจิต ตำลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด จัดตั้งขึ้นตามโครงการการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมืองเป็นสถานที่จัดแสดงและรวบรวมเรื่องราวน่ารู้ทุกด้านของจังหวัดร้อยเอ็ด เดิมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ดจัดตั้งขึ้นตามดำริของท่านศาสตราจารย์ ดร.ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ โดยมีความตั้งใจที่จะให้เป็นพิพิธภัณฑ์ฯ ศิลปหัตถกรรมอีสาน โดยเฉพาะผ้าไหม และ ผ้าพื้นเมือง         ต่อมาเมื่อกรมศิลปกรมีนโยบายในการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมืองจึงได้ทำการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาในการจัดแสดงให้ครอบคลุมข้อมูลเรื่องราวของจังหวัดทุกด้านทั้งด้านภูมิศาสตร์ทรัพยากรธรณี โบราณคดี ประวัติศาสตร์ บุคคลสำคัญ วิถีชีวิต ประเพณี และศิลปหัตถรรม  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด เริ่มจัดตั้งมาตั้งแต่งบประมาณปี พ.ศ. 2536 และก่อสร้างอาคารต่อเนื่อง มาจนถึงปี พ.ศ.2540 จึงดำเนินการได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ประกอบด้วยงบประมาณด้านการจัด แสดงนิทรรศการถาวร ปรับสภาพภูมิทัศน์ติดตั้งระบบไฟฟ้าและระบบปรับอากาศ จัดทำห้องประชุมและนิทรรศการพิเศษ รวมถึง ปรับปรุงบ้านพักเจ้าหน้าที่  ทั้งนี้โดยเฉพาะในส่วนของการจัดแสดงได้มีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ คือ ระบบสารสนเทศ การทำหุ่นจำลองและฉากชีวิตต่าง ๆ เข้ามาประกอบการนำเสนอเรื่องราว ทำให้อาจกล่าวได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในความดูแลของกรมศิลปากร  นักท่องเที่ยวที่สนใจมาเยือน สามารถเข้าชมได้เวลา 09.00 – 16.00 น. ในวันพุธถึงวันอาทิตย์ โดยจะ ปิดทำการวันจันทร์ วันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ และค่าธรรมเนียมในการเข้าชมสำหรับ ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท นักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบ ภิกษุ สามเณร และนักบวชในศาสนาต่างๆ ไม่เสียค่าธรรมเนียมเข้าชมแต่อย่างใด      

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 34 นาที ( ระยะทางประมาณ 74.85 กิโลเมตร)

สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดี

สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดี จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นโครงการสวนพกฤษศาสตร์ในวรรณคดี ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่ในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติดงมะอี่ ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด  นักท่องเที่ยวที่สนใจมาเยือนสามารถเดินทางไปตามถนนสายจังหวัด ร้อยเอ็ด-อำเภอหนองพอก ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวจังหวัด อยู่ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 21 กิโลเมตร. และอยู่ห่างจากตัว จังหวัดประมาณ 94 กิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศบริเวณที่ตั้งของสวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีแห่งนี้  เป็นเทือกเขาภูเขียวที่มีระดับความสูง 340-400 เมตร สภาพป็นป่าเบญจพรรณและป่าที่กำลังฟื้นสภาพ ดินเป็นดินทรายชุดโคราช พรรณไม้ส่วนใหญ่เป็นพรรณไม้ในป่าเบญจพรรณ ได้แก่ ตะเคียนมอง เขลง มะหาด พะยูง คอแลน มะค่า ยาง แดง จิก รัง ประดู่ ฯลฯ สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดี จังหวัดร้อยเอ็ด  ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2530 โดยสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสทรงพระเจริญ พระชนมพรรษา ครบ 60 พรรษา มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 1,000 ไร่ โดยเป็นเนื้อที่สำหรับปลูกพืชปลูกต้นไม้ อย่างมีระบบเป็นหมวดหมู่ตามวรรณคดี เช่น เรื่องพระเวสสันดร ลิลิตพระลอ ลิลิตตะเลงพ่าย ลานพุทธประวัติ ฯลฯ  นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรแยกตามสรรพคุณบริเวณสวนมีสภาพภูมิประเทศสวยงามประโยชน์  มีการปลูกเพิ่มจำนวนชนิดพืชอยู่ตลอดเวลา พืชที่รวบรวมไว้นั้นมีทั้งพืชถิ่นเดียว พืชหายากและใกล้สูญพันธุ์ เพื่อการจัดการศึกษาค้นคว้าวิจัย และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้านพืชอย่างยั่งยืน และเป็นแหล่งให้สาธารณชนศึกษาหาความรู้ รวมทั้งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพืชชนิดต่างๆ ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้โอนให้กรมป่าไม้ดูแลรักษาต่อ ในปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  มาจนถึงปัจจุบัน  

อ่านต่อ

รายละเอียด

วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม

วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม ตั้งอยู่ที่บ้านโคกกลาง ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด โดยวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนารามเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระมหาเจดีย์ชัยมงคล พระมหาเจดีย์ใหญ่ที่มีความงดงามตระการตามากที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นที่เคารพศรัทธา และความภาคภูมิใจของชาวร้อยเอ็ดและชาวอีสานอีกด้วย   พระมหาเจดีย์ชัยมงคล เป็นพระธาตุเจดีย์ที่ใหญ่องค์หนึ่งของประเทศไทย ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอันเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน และมีทั้งหมด 6 ชั้นออกแบบโดยกรมศิลปากร ลักกษณะเป็นศิลปกรรมร่วมสมัยระหว่างภาคกลาง และภาคอีสาน พระเจดีย์เป็นสีขาวตกแต่งลวดลายตระการตาด้วยสีทองเหลืองอร่าม รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ มีความกว้าง 101 เมตร ความยาว 101 เมตร ความสูง 101 เมตร สร้างในเนื้อที่ 101 ไร่ และยอดทองคำใช้ทองคำมี่มีน้ำหนักถึง 60 กิโลกรัม ถือเป็นศาสนสถานสำคัญแห่งหนึ่ง ที่สะท้อนถึงพลังแห่งศรัทธาที่แรงกล้าของประชาชนในภาคอีสาน   นอกจากนี้ พระมหาเจดีย์ชัยมงคลจะยังเป็นสถานที่ในการประกอบศาสนกิจต่าง ๆ มีพิพิธภัณฑ์วิปัสสนากรรมฐานของหลวงปู่ศรี และเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนของพระเกจิอาจารย์ในอดีตทั้ง 101 องค์ รวมทั้งพระสารีริกธาตุ ซึ่งอยู่ชั้นบนสุด ให้ประชาชนทุกสารทิศได้มาสักการะเพื่อเป็นสิริมงคล   นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่สนใจมาเยือนวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม แห่งนี้ สามารถเดินทางมา โดยไปตามเส้นทางสายร้อยเอ็ด-อำเภอโพนทอง-อำเภอหนองพอก โดยมีระยะทางประมาณ 62 กิโลเมตจากตัวเมืองร้อยเอ็ด ตามทางหลวงหมายเลข 2044 และ 2136 และใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงถึงอำเภอหนองพอก ต่อไปยังบ้านท่าสะอาด ตำบลผาน้ำย้อย และขึ้นเขาเขียวไปอีก 5 กม. ก็จะถึงวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของ พระมหาเจดีย์ชัยมงคล   ทางวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมสักการะได้ ในระหว่างเวลา 06.00-17.00 น.ของทุกวัน รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์ด้วย โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมเข้าชมแต่อย่างใด   

อ่านต่อ

รายละเอียด

วัดบูรพาภิราม

วัดบูรพาภิรามตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด เลขที่ 559 ถนนผดุงพานิช ตำบลในเมือง อำเภอ.เมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด มี เนื้อที่ทั้งหมด 29 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา วัดบูรพาภิรามเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2456  เดิมชื่อ วัดหัวรอ เนื่องจากในสมัยนั้นที่วัดแห่งนี้ ได้ใช้เป็นสถานที่สำหรับพักค้างแรมของพ่อค้าและประชานที่อาศัยการเดินเท้าเป็นหลัก วัดหัวรอจึงเป็นจุดเริ่มของการพักแรมในคืนแรกของการเดินทางและมักเป็นจุดนัดพบกัน ต่อมาพระอธิการหล้า อินทว์โส ได้ขยายวัดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และได้เรียกชื่อวัดใหม่ว่า "วัดบูรพา" เพราะว่าตั้งอยู่ในทิศตะวันออกของเมือง แต่ในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่เพื่อความเหมาะสมว่า "วัดบูรพาภิราม" ซึ่งใช้ชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบัน วัดบูรพาภิรามแห่งนี้ มีพระพุทธรูปปางประทานพร ที่สูงที่สุดในประเทศไทย คือ พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือหลวงพ่อใหญ่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2516 ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะของพระพุทธรูปเป็นแบบประทับยืนเด่นเป็นสง่ามองเห็นได้จากระยะไกล และเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวร้อยเอ็ดเป็นอย่างมาก  ความสูงขององค์พระวัดจากพระบาทถึงยอดเกศสูงถึง 59 เมตร 20 เซนติเมตร และมีความสูงทั้งหมด 67 เมตร 85 เซนติเมตร และที่ฐานพระพุทธรูปองค์นี้ เป็นห้องพิพิธภัณฑ์จำนวน หลายห้อง นอกจากนี้หลวงพ่อใหญ่ยังเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัด และปรากฏอยู่ในคำขวัญของเมืองร้อยเอ็ดด้วย  ด้านทิศ ตะวันออกของบริเวณวัดอยู่ติดกับคูรอบเมืองสมัย เก่า ซึ่งเป็นที่่ี่สร้างศาลาศาลเจ้าพ่อมเหศักดานุภาพ ซึ่งชาวเมืองร้อยเอ็ดเคารพนับถือมาก นักท่องเที่ยวที่สนใจมาเยือน สามารถเข้าเยี่ยมชมสักการะได้ ในเวลา 08.30 - 16.30 น. ของทุกวันรวมวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมเข้าชมแต่อย่างใด  

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 2 : ยโสธร

ย่านเมืองเก่าบ้านสิงห์ท่า

บริเวณคุ้มบ้านสิงห์ท่า เป็นย่านเมืองเก่าที่ปรากฏนามอยู่ในประวัติศาสตร์การก่อตั้งเมืองปัจจุบัน บริเวณนี้ยังคงมีตึกแถวโบราณที่มีรูปทรงและลวดลายงดงามและได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เหมาะแก่การท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง ในอดีตยโสธรมีความเป็นมาตั้งแต่ยุคทวารวดี โดยมีบันทึกในพงศาวดารกล่าวว่า พระเจ้าราชวงศา (พระวอ) เสนาบดีเก่าแห่งเมืองเวียงจันทน์ ท้าวหน้า ท้าวคำผง ท้าวทิตพรหม และท้าวมุม พร้อมด้วยไพร่พลอพยพไปอาศัยกับเจ้านครจำปาศักดิ์ เมื่อมาถึงดงผีสิงห์ เห็นทำเลที่ตั้งเหมาะสมแก่การตั้งถิ่นฐานจึงสร้างเมืองขึ้นที่บ้านสิงห์ท่า (เมืองสิงห์ท่า)และยกฐานะเป็นเมืองยโสธรในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ยโสธรถูกรวมเข้ากับกองหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือมีเมืองอุบลราชธานี เป็นเมืองเอก เรียกว่า มณฑลลาวกาว ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2456 ยโสธรกลายเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี และในปี พ.ศ. 2515 จึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัดลำดับที่ 71 ของประเทศไทย “บ้านสิงห์ท่า”เป็นย่านการค้าตั้งแต่สมัยโบราณและได้เจริญขึ้นเมื่อสมัยฝรั่งเศสเข้ามามี อิทธิพลมากในภูมิภาคนี้ในช่วงนั้นเองผู้ที่มีฐานะดี มีการนำเข้าช่างฝีมือจากเวียดนามจำนวนมากเข้ามาสร้างบ้านเรือน ทำให้บ้านเรือนมีรูปแบบศิลปกรรมแบบจีนผสมยุโรปที่งดงาม ปัจจุบันยังคงเหลือให้เห็นบนสองข้างทาง ถนนศรีสุนทร นครทุม อุทัยรามฤทธิ์ และ วิทยธำรง บางแห่งยังคงความสมบูรณ์อยู่มาก บอกถึงบรรยากาศของความเป็นอดีต ขณะที่อีกหลายแห่งถูกปล่อยให้รกร้างขาดคนอาศัย สร้างเสน่ห์ให้บ้านสิงห์ท่าสวยงามมาจนทุกวันนี้  เที่ยวชมเมือง  จากความเป็นมาของเมืองนี้ ปัจจุบันยังคงเห็นรูปรอยความเจริญได้ที่ชุมชนบ้านสิงห์ท่า ชาวบ้านในชุมชนล้วนถ้อยทีถ้อยอาศัย อยู่อย่างเรียบง่ายและสงบ มี ตึกแถวโบราณ งดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส ยุคสมัยเดียวกับที่จังหวัดภูเก็ต ถนนรอบบริเวณย่านสิงห์ท่า เป็นทางลัดเลาะเชื่อมต่อถึงกันระหว่างชุมชน ตลาด โรงเรียน รวมถึงวัด ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของชาวพุทธทั้งหลาย ยังมี ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สร้างด้วยสถาปัตยกรรมจีนดูตระการตา ในย่านนี้เป็นแหล่งทำปลาส้มและลอดช่องยโสธร ของฝากชื่อดังที่ไม่ควรพลาดชิมอีกด้วย  

อ่านต่อ

รายละเอียด

สวนสาธารณะพญาแถน

สวนสาธารณะพญาแถน สถานที่ท่องเที่ยว ยโสธร มีพื้นที่ประมาณ 18 ไร่ 2 งาน กับอีก 57 ตารางวา ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองยโสธร ถนนแจ้งสนิท หรือริมทางหลวงมายเลข 23 สวนสาธารณะพญาแถนมีพื้นที่ ติดกับ อ่างเก็บน้ำลำทวน สถานที่แห่งนี้ ทางจังหวัดยโสธร ได้จัดให้เป็นสวนสาธารณะ สำหรับให้ประชาชน ได้พักผ่อนหย่อนใจ มีเวทีกลางแจ้งสำหรับ ไว้ให้แสดงกิจกรรมกลางแจ้ง มีสนามเด็กเล่น และสวนสุขภาพ ที่สำคัญที่ สวนสาธารณะพญาแถน ยังเป็นสถานที่ จัดงานประจำปีของจังหวัดยโสธร ซึ่งก็คือ การจัดงานบุญบั้งไฟ ที่ชาวบ้าน มีความเชื่อว่าเป็นการถวายพญาแถน เพื่อฝนฟ้าจะได้ตกถูกต้องตามฤดูกาล นอกจากจะใช้เป็นที่จัดงานบุญบั้งไฟแล้ว มีงานแข่งเรือสั้น และงานเทศกาล วันสงกรานต์ ของทางจังหวัดอีกด้วย สวนสาธารณะพญาแถน ลักษณะโดยทั่วไปของ สวนสาธารณะพญาแถน บริเวณรอบๆ สวน ประกอบไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับ ต่างๆ มากมายหลายชนิด อีกทั้งยังมีลำน้ำเล็กๆ ไหลล้อมรอบพื้นที่นับได้ว่าเป็น สถานที่ท่องเที่ยว ยโสธร อีกสถานที่หนึ่ง เป็นสวนสาธารณะตั้งอยู่ในบริเวณ เขตเทศบาลเมืองยโสธร นักท่องเที่ยว ตลอดจนประชาชน นิยมมานั่งพักผ่อนหย่อนใจ เนื่องจาก บริเวณโดยรอบของ สวนสาธารณะพญาแถน มีความร่มรื่น เหมาะสำหรับ พักผ่อนหย่อนใจ ที่สำคัญ สวนสาธารณะพญาแถน ยังเคยได้รับรางวัล สวนสาธารณะดีเด่น ประจำภาค 3 ของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในปีพุทธศักราช 2525 อีกด้วย จากข้อมูลของทุกปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวที่ได้มาเที่ยวชมประเพณีบุญบั้งไฟปีละหนึ่งครั้ง แล้วนักท่องเที่ยวก็จะเดินทางกลับ ส่วนราชการ เอกชนและประชาชนจึงคิดว่าควรจะได้มีแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับบุญบั้งไฟด้วย จึงร่วมกันก่อสร้าง “วิมานพญาแถน อนุสรณ์สถานตำนานบุญบั้งไฟ” ริมฝั่งลำห้วยทวนที่ต่อเชื่อมกับสวนสาธารณะพญาแถน โดยยึดถือตามความเชื่อเรื่อง “พญาคันคาก รบกับพญาแถน” จากตำนานบุญบั้งไฟ “วิมานพญาแถน” จะประกอบด้วยอาคารพญา คันคาก อาคารพญานาค ตลอดจนจะจัดสร้าง อนุสาวรีย์ ของ “พระสุนทรราชวงศา” ผู้สร้างเมืองยโสธรและเป็นเจ้าเมืองคนแรก อนุสรณ์สถานแห่งนี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นรวมทั้งเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมประจำท้องถิ่น อีกทั้งยังสามารถรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีได้มากขึ้นอีกด้วย  

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 18 นาที ( ระยะทางประมาณ 64.96 กิโลเมตร)

ภูถ้ำพระ

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านกุดแห่  หรือกุดแห ตำบลกุดเชียงหมี ห่างจากอำเภอเลิงนกทา 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 212 และห่างจากอำเภอเมือง 85 กิโลเมตร ที่เรียกว่า “ภูถ้ำพระ” เนื่องจากมีพระพุทธรูปอยู่ในถ้าจำนวนมาก ล้วนแต่เป็นพระพุทธรูปโบราณอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น บนเขาลูกนี้นอกจากจะมีบรรยากาศร่มรื่นไปด้วยป่าไม้หนาทึบแล้ว  ภูถ้ำพระ เป็นถ้ำใหญ่กว้างประมาณ 3 วา ยาวประมาณ 8 วา ตั้งอยู่ชะง่อนภูด้านทิศใต้ มีทางเข้าไปตามซอกหิน ซึ่งตั้งสูงสุดตระหง่านอยู่รอบ ๆ เป็นอุโมงค์ จากปากถ้ำเลยไปทางทิศเหนือ สามารถเดินลอดไปได้อย่างสบาย ถ้ำพระนี้มีธรรมชาติ เป็น 2 ชั้น เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปซึ่งตั้งเรียงรายอยู่เป็นแถว ๆ และมี พระพุทธรูปปางไสยาสน์ พระกัจจายนะ 2 องค์ สร้างสมัยอาจารย์ดี ฉันโน อยู่ในถ้ำนี้อย่างงดงาม ภูถ้ำพระ เป็นพื้นที่ภูเขาขนาดเล็ก เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ มีป่าไม้เบญจพรรณขึ้นอยู่ทั่วไปค่อนข้างสมบูรณ์ ให้ความ ร่มรื่น อากาศเย็นสบาย เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลำห้วยหลายแห่ง เสาหินลักษณะคล้ายแหล่งท่องเที่ยวภูผาเทิบ และมีจุดชมวิวเป็นแหล่งธรรมชาติที่สวยงาม ใกล้ทางขึ้นจะมีซุ้มประตูอิฐก่อเป็น “ภูโง” ชาวบ้านเรียกประตูโขง ซึ่งตั้งอยู่ด้านเหนือของ ภูถ้ำพระ ไปไกลประมาณ 1 กิโลเมตร ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพัง ความศักดิ์สิทธิ์ของภูถ้ำพระที่ได้เล่าสืบทอดกันต่อมาคือ หากชาว บ้านบริเวณนั้นจะออกหาของป่า ต้องมาที่ถ้ำแห่งนี้เพื่อสักการะ แล้วจะมีโชคในการทำมาหากินและแคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง •ถ้ำพระ •ถ้ำเกลี้ยง •ถ้ำพรมบุตร •ถ้ำเค็ง •ถ้ำเกีย ( ค้างคาว) •ลานงูซวง •หน้าผา •อ่างเรือ •เจดีย์พระอาจารย์ดี ฉนฺโน    

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 53 นาที ( ระยะทางประมาณ 72.58 กิโลเมตร)

พระธาตุก่องข้าวน้อย

ตั้งอยู่ในทุ่งนา ตำบลตาดทอง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 9กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 23 (ยโสธร-อุบลราชธานี) กิโลเมตรที่ 194เลี้ยวซ้ายไปอีก 1 กิโลเมตร พระธาตุก่องข้าวน้อยเป็นเจดีย์เก่าสมัยขอม สร้างในพุทธศตวรรษที่ 23-25ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่ในเขตวัดพระธาตุก่องข้าวน้อย ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงทุ่งนาในเขตตำบลตาดทอง พระธาตุก่องข้าวน้อยเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน รูปทรงแปลกไปจากเจดีย์โดยทั่วไป คือมีลักษณะเป็นก่องข้าว องค์พระธาตุเป็นเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สาม ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 2 เมตร ก่อสูงขึ้นไปประมาณ 1 เมตร ช่วงกลางขององค์พระธาตุมีลวดลายทำเป็นซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน ถัดจากช่วงนี้ไปเป็นส่วนยอดของเจดีย์ที่ค่อยๆ สอบเข้าหากัน ส่วนยอดรอบนอกของพระธาตุก่องข้าวน้อยมีกำแพงอิฐล้อมรอบขนาด 5x5เมตร นอกจากนี้บริเวณด้านหลังพระธาตุมีพระพุทธรูปอยู่องค์หนึ่งก่อด้วยอิฐ ชาวบ้านนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก และในเดือนห้าจะมีผู้คนนิยมมาสรงน้ำพระและปิดทอง เชื่อกันว่าถ้าไม่ทำเช่นนี้ฝนจะแล้งในปีนั้น พระธาตุก่องข้าวน้อยมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ ซึ่งผิดไปจากปูชนียสถานแห่งอื่นๆ ที่มักเกี่ยวพันกับเรื่องพุทธศาสนา แต่ประวัติความเป็นมาของพระธาตุก่องข้าวน้อยกลับเป็นเรื่องของหนุ่มชาวนาที่ทำนาตั้งแต่เช้าจนเพล มารดาส่งข้าวสายเกิดหิวข้าวจนตาลาย อารมณ์ชั่ววูบทำให้เขากระทำมาตุฆาตด้วยสาเหตุเพียงว่าข้าวที่เอามาส่งดูจะน้อยไปไม่พอกิน ครั้นเมื่อกินข้าวอิ่มแล้ว ข้าวยังไม่หมดจึงได้สติคิดสำนึกผิดที่กระทำรุนแรงต่อมารดาของตนเองจนถึงแก่ความตาย จึงได้สร้างพระธาตุก่องข้าวน้อยแห่งนี้ขึ้น เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลขออโหสิกรรมและล้างบาปที่ตนกระทำมาตุฆาต นอกจากนี้ที่บริเวณบ้านตาดทอง กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้นเรื่องราวของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้ค้นพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และภาชนะลายเขียนสีแบบบ้านเชียง ธาตุก่องข้าวน้อย หรือที่นิยมเรียกกันว่า พระธาตุก่องข้าวน้อย หรือ พระธาตุบ้านทุ่งสะเดา เป็นเจดีย์เก่าแก่ศิลปะแบบขอม ตั้งอยู่กลางทุ่งนา ตำบลตาดทอง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 9 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 23 (ยโสธร-อุบลราชธานี) กิโลเมตรที่ 194 เลี้ยวซ้ายไปอีก 1 กิโลเมตร อนึ่ง ชื่อที่ถูกต้องของธาตุองค์นี้ ควรจะเรียกว่า "ธาตุก่องข้าวน้อย" มากกว่า "พระธาตุก่องข้าวน้อย" เพราะภายในบรรจุอัฐิบุคคลธรรมดา มิใช่เป็นอัฐิพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนเช่นพระธาตุ หรือพระบรมธาตุทั่วไป    

อ่านต่อ

รายละเอียด

14 นาที ( ระยะทางประมาณ 9.12 กิโลเมตร)

พระธาตุกู่จาน

พระธาตุกู่จาน ตั้งอยู่ภายในวัดบ้านกู่จานเป็นปูชนียสถานสำคัญ ประชาชนชาวเมืองยโสธรและจังหวัดใกล้เคียงต่างสักการะบูชา ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงบัวเหลี่ยมรูปทรงคล้ายพระธาตุพนมแต่มีขนาดเล็กกว่า ส่วนของฐานล่างรูปบัวคว่ำบัวหงายเตี้ยๆ รองรับฐานสูงรูปสี่เหลี่ยมเรียบต่อด้วยทรงบัวเหลี่ยม ประดับตกแต่งด้วยลวดลายประณีตสวยงามตามโบราณ และยอดพระธาตุทรงเหลี่ยมรองรับฉัตรซึ่งเป็นยอดบนสุด จากหลักฐานน่าจะสร้างขึ้นตามคตินิยมในการสร้างพระธาตุทั่วไป คือ เพื่อการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่ละปีจะมีการจัดพิธีสรงน้ำเพื่อรักษาประเพณีที่ดีงามเอาไว้ ลักษณะทางสถาปัตยกรรม องค์พระธาตุกู่จาน กว้าง 5.10 เมตร สูง 15 เมตร ที่ตั้ง ตั้งอยู่ที่บ้านงิ้ว กลางลานวัดกู่จาน ตำบลกู่จาน อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ซึ่งดูลักษณะแล้วคล้ายคลึงกับองค์พระธาตุพนม ต่างกันเพียงขนาดซึ่งพระธาตุกู่จานมี ขนาดเล็กกว่า ความสำคัญต่อชุมชน :  เป็นที่สักการะของชาวเมืองยโสธรและจังหวัดใกล้เคียง ทุกๆ ปี ชาวตำบลกู่จานจะนำน้ำอบ น้ำหอมไป ทำพิธีสรงน้ำพระธาตุในช่วงเช้าของวัน เพ็ญ เดือน 6 ตอนบ่ายจะไปทำพิธีสรงน้ำ "กู่" หลังจากนั้นจะพากันไปที่หนองสระพัง เพื่อนำน้ำที่หนองสระพังมาทำพิธี สรงน้ำพระธาตุและใบเสมา ซึ่งพิธีกรรมดังกล่าวนี้ ต้องกระทำเป็นประจำทุกปี มีความเชื่อว่าหากไม่ทำพิธีดังกล่าวแล้วจะทำให้ ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านกู่จานจึงได้ถือปฏิบัติพิธีนี้เป็นประจำ   

อ่านต่อ

รายละเอียด

7 นาที ( ระยะทางประมาณ 1.38 กิโลเมตร)

พระพุทธบาทยโสธร

วัดพระพุทธบาทยโสธรโบราณสถานสำคัญที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ตั้งอยู่บนเนินทรายริมฝั่งแม่น้ำชีทัศนียภาพสวยงามสงบร่มเย็น ได้แบ่งสัดส่วนเป็นเขตโบราณสถานและโบราณวัตถุชัดเจน ภายในได้ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท พระพุทธรูปปางนาคปรก และศิลาจารึก นับว่าเป็นสิ่งมงคลที่ประชาชนหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้บูชาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมีเจดีย์วัดพระพุทธบาทยโสธร ชั้นแรกมีการจัดแสดงเกี่ยวกับศิลปหัตถกรรมเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวอีสานครั้งอดีต และเป็นห้องสมุดสำหรับค้นคว้าพระธรรมวินัย พระไตรปิฎก ชั้นที่ 2 จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนบูรพาจารย์ ส่วนชั้นสุดท้ายได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุประดิษฐานในบุษบกแกะสลักสีทอง นอกจากนี้พระอุโบสถวัดยังประดิษฐานพระพุทธรูปหยกขาวขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วย วัดพระพุทธบาทยโสธรแห่งนี้ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท โดยพื้นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทเป็นเนินทรายขาวสูงงอกขึ้นกลางพื้นที่ลุ่มแม่น้ำชีนับเป็นโบราณสถานอันล้ำค่าของจังหวัด นอกจากนี้ในบริเวณเดียวกันยังพบพระพุทธรูป ศิลาแลงปางนาคปรกหินทราย (หน้าตักกว้างประมาณ 1 ศอก) และศิลาจารึกหินทราย (สูง 1 เมตรกว้าง 50 เซนติเมตร) ข้อความบนศิลาจารึกที่เป็นอักขระขอมผสมบาลีนั้น มี สภาพลบเลือนจนไม่สามารถอ่านได้อย่างสมบูรณ์ แต่พอจะถอดความได้ว่าโบราณวัตถุทั้ง 3 นี้ พระมหาอุตตปัญญาและสิทธิวิหาริก (ผู้ศรัทธาหรือลูกศิษย์) นำมาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อพ.ศ.1378  เสนาสนะ ที่สำคัญภายในวัดเจดีย์ 8 เหลี่ยมทรงระฆังคว่ำสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ภายในเป็นที่บรรจุของพระบรมสารีริกธาตุ และ หุ่นขี้ผึ้งของบูรพาจารย์ จำนวน 8 องค์พระอุโบสถมีความงดงามตามแบบศิลปะประยุกต์ เน้นความเรียบง่ายของสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะการทาสีของอาคาร ส่วนใหญ่ในวัดด้วยสีขาวล้วน เมื่อสะท้อนกับแสงแดดในเวลาต่างๆจะให้อารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป  ภายในประดิษฐานพระประธานที่เจียระไนจากหยกขาวขนาดหน้าตักกว้าง 2.31เมตร สูง 3.7 เมตร ซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปหยกขาวใหญ่ที่สุดในประเทศไทย   

อ่านต่อ

รายละเอียด