วางแผนเที่ยว
วางแผนเที่ยว

3วัน 2คืน : บุรีรัมย์ - สุรินทร์

ตารางท่องเที่ยว :
บุรีรัมย์ 2 วัน , สุรินทร์ 1 วัน
ช่วงเวลา :
3 วัน 2 คืน
หมวดหมู่ :
ศิลปะและวัฒนธรรม, กิจกรรม และ เทศกาลต่างๆ, ธรรมชาติ, ชายหาดและเกาะต่างๆ, กิจกรรมผจญภัย,
  • วันที่ 1
    ก.ย. 20
  • วันที่ 2
    ก.ย. 21
  • วันที่ 3
    ก.ย. 22
วันที่ 1 : บุรีรัมย์

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง (Thailand Historical Sites) หรือ ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ (Buri Ram, Thailand) ตั้งอยู่ที่  อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ในบริเวณอุทยานประกอบไปด้วยโบราณสถานสำคัญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูงประมาณ 200 เมตรจากพื้นราบ (ประมาณ 350 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง)    ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นหนึ่งในปราสาทหินซึ่งมีสถาปัตยกรรมแบบขอมที่มีชื่อเสียง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15-18 สร้างขึ้นบนภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว เดิมเป็นศาสนสถานของผู้นับถือศาสนาฮินดู   เมื่อไปถึงปราสาทหินพนมรุ้ง สิ่งแรกที่เห็นคือบันไดใหญ่จากเชิงเขาขึ้นไปด้านบน สร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย โดยมีการออกแบบที่ประณีต มีอาคารเรียงรายไปจนถึงปราสาทประธาน   ปราสาทประธานมีฐานสี่เหลี่ยม หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ในส่วนของทับหลังจะเป็นเรื่องราวของวรรณคดีที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าของฮินดู อย่างเช่นภาพจากเรื่องรามเกียรติ์

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 1 นาที ( ระยะทางประมาณ 66.29 กิโลเมตร)

อ่างเก็บน้ำทุ่งแหลม

อ่างเก็บน้ำทุ่งแหลม  ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 24 ห่างจากอำเภอนางรอง 4 กิโลเมตร ระหว่างทางไปปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้เป็นจุดแวะพักริมทาง มีศาลาริมน้ำรับลมเย็นสบาย และในฤดูแล้งมีฝูงนกเป็ดน้ำจำนวนมากมายอาศัยอยู่ที่อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ด้วย

อ่านต่อ

รายละเอียด

วนอุทยานเขากระโดง (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

เป็นที่ตั้งภูเขาไฟ ซค่งมองเห็นปากปล่องภูเขาไฟได้ชัดเจน มีลักษณะเป็นแอ่งมีน้ำขังตลอดปี ยอดเขาสูง 265 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นที่ประดิษฐาน "พระสุภัทรบพิตร"พระพุทธรูปคู่เมืองบุรีรัมย์ ภายในวนอุทธยานฯ ยังมีปราสาทหินเขากระโดง ซึ่งเดิมเป็นปราสาทหินทรายก่อบนฐานศิลาแลงสี่เหลี่ยมขนาด 4x4 เมตร ตัว ปราสาทปรักหักพัง จึงได้สร้างมณฑปครอบไว้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง และยังมีพันธู์ไม้พื้นเมืองน่าศึกษาหลายชนิด การขึ้นไปถึงยอดเขากระโดงสามารถเดินขึ้นบันได หรือขับรถขึ้นไปถึงยอดเขาระหว่างทางจะพบพระพุทธรูปปางต่างๆ เรียงรายเป็นระยะ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี จะมีงานประเพณีขึ้นเขากระโดง     การเดินทาง    จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 2445 บนเส้นทางสายบุรีรัมย์-ประโคนชัยระยะทาง 6 กิโลเมตร

อ่านต่อ

รายละเอียด

ศูนย์วัฒนธรรมอีสานใต้ (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

ศูนย์วัฒธรรมอีสานใต้ ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ถนนจิระ จัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ เพื่อให้ความรู้และเป็นแหล่งข้อมูลในการค้นคว้าวิจัยด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ชุมชนโบราณ ช้างกับส่วย ศาสนาและความเชื่อ ผ้า เครื่องดนตรีอีสาน ห้องเตาเผาและเครื่องเคลือบ  เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. สอบถามข้อมูล โทร. 044-611221 ต่อ 157 โทรสาร 044-612858

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 6 นาที ( ระยะทางประมาณ 66.07 กิโลเมตร)

วัดเขาอังคาร (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

วัดเขาอังคาร ตั้งอยู่บนยอดเขาอังคาร เป็นวัดที่สวยงาม ตั้งอยู่ที่บ้านเจริญสุขบนเขาอังคารซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ภายในบริเวณวัดมีการค้นพบโบราณสถานเก่าแก่และใบเสมาหินทรายสลักภาพบุคคล สถูป ดอกบัว และธรรมจักรสมัยทวาราวดีหลายชิ้น อยู่ในพุทธศวรรษที่ 13-14 มีโบสถ์ ศาลาและเลียนแบบสถาปัตยกรรม สมัยต่างๆ ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาพนังเรื่องราวพุทธชาดกเป็นภาษาอังกฤษด้วย    การเดินทาง อยู่ห่างจากปราสาทหินพนมรุ้งไปอีก20กิโลเมตร จากบุรีรัมย์ใช้เส้นทางสายบุรีรัมย์-นางรอง-บ้านตะโ-บ้านตาเป็ก (ทางเดียวกับไปปราสาทหินพนมรุ้ง) เมื่อเดินทางถึงบ้านตาเป็ก เลี้ยวขวาตามทางไปอำเภอละหานทราย 13 กิโลเมตร จะพบทางแยกขวาไปวัดเขาอังคารอีก 7 กิโลเมตร  

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 2 : บุรีรัมย์

ปราสาทหินเมืองต่ำ

ปราสาทหินเมืองต่ำเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูและเป็นศิลปะขอมโบราณ มีลักษณะเป็นกลุ่มปราสาทอิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บนศิลาแลงแผ่นเดียวกัน เรียงเป็น 2 แถวตามแนวทิศเหนือใต้ แถวหน้า 3 องค์ องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าองค์อื่น ส่วนแถวหลัง มีปรางค์อิฐ จำนวน 2 องค์ อยู่ระหว่างช่องของปรางค์ 3 องค์ของแถวหน้า ทำให้สามารถมองเห็นปรางค์ทั้ง 5 องค์ พร้อมกันโดยไม่บดบังซึ่งกันและกัน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 ปรางค์ใหญ่ตรงกลางเป็นปรางค์ประธาน มีมุขหน้า และหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ที่ด้านนี้มีประตูเข้าสู่ภายในองค์ปรางค์เพียงด้านเดียว ประตูอีกสามด้านเป็นประตูหลอก ปราสาทหินเมืองต่ำ มีแผนผังขององค์ปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อด้วยอิฐ หินทรายและศิลาแลง หันหน้าไปทิศตะวันออก ประกอบด้วยอาคารสถาปัตยกรรมต่างๆ คือ •กำแพงแก้ว กำแพงแก้วก่อด้วยศิลาแลงล้อมรอบองค์ปราสาทหินเมืองต่ำ มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนสันกำแพงประดับด้วยบราลี กึ่งกลางกำแพงแก้วมีซุ้มประตูหรือโคปุระขนาดใหญ่ที่ก่อด้วยหินทราย •ลานปราสาทหินเมืองต่ำและสระน้ำ อยู่ระหว่างระเบียงคดและกำแพงแก้ว มีสระน้ำเป็นรูปหักมุมตามแนวของกำแพง ส่วนที่ว่างระหว่างสระน้ำเป็นทางเดินในแนวตรงกับซุ้มประตูระเบียงคดและซุ้มประตูกำแพงแก้วสระทั้ง 4 กรุด้วยศิลาแลงเรียงเป็นขั้นบันไดลงถึงก้นสระ ขอบบนสุดสลักเป็นลำตัวพญานาคหินทรายทอดตัวไปตามแนวของขอบสระ ชูคอแผ่พังพานที่มุมสระ (สร้างด้วยศิลปะแบบปาปวน) •ระเบียงคดและซุ้มประตู ระเบียงคดเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะเป็นห้องแคบๆยาวๆล้อมรอบกลุ่มปราสาทอิฐและบรรณาลัย ห้องด้านข้างของระเบียงคดทำเป็นหน้าต่างประดับด้วยลูกมะหวด •กลุ่มปราสาทอิฐ เป็นอาคารสำคัญที่สุด สร้างอยู่ตรงกึ่งกลางของแผนผัง ใช้ประดิษฐานรูปเคารพ และประกอบพิธีบวงสรวงเทพเจ้า ประกอบด้วยอาคารอิฐ 5 องค์ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน องค์ปราสาทก่อด้วยอิฐเรียงเป็น 2 แถว แถวหน้า 3 องค์และแถวหลัง 2 องค์ แสดงสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาล ปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางของแถวหน้า มีขนาดใหญ่กว่าปราสาทบริวาร หักพังเหลือเพียงฐาน ปราสาทประธานเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ •บรรณาลัย หมายถึงหอเก็บรักษาพระคัมภีร์ สร้างด้วยอิฐบนฐานศิลาแลง ตั้งอยู่ด้านหน้ากลุ่มปราสาทอิฐ •บาราย (ทะเลเมืองต่ำ) ตั้งอยู่ทิศเหนือของปราสาทหินเมืองต่ำ ลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่า "ทะเลเมืองต่ำ" มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามแนวทิศเหนือใต้ ขอบสระก่อด้วยศิลาแลง บารายเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา หมายถึง มหาสมุทรของจักรวาลที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุและยังเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนในชุมชนเมืองในสมัยโบราณอีกด้วย

อ่านต่อ

รายละเอียด

4 ชั่วโมง 1 นาที ( ระยะทางประมาณ 66.25 กิโลเมตร)

ปราสาทวัดโคกงิ้ว (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

ตั้งอยู่ภายในวัดโคกงิ้ว บ้านโคกงิ้ว ต.ปะคำ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ สันนิษฐานว่า เป็นอโรคยาศาล (โรงพยาบาล) ในจำนวน 102 แห่งที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 เพื่อใช้เป็นสถานพยาบาลให้กับประชาชน ตามคตินิยมเรื่องพระโพธิสัตว์ของศาสนาพุทธลัทธิมหายาน ปราสาทวัดโคกงิ้ว เป็นโบราณสถานศิลปะขอม ตามแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยปรางค์ประธานซึ่งก่อด้วยศิลาแลง  วิหาร กำแพงแก้ว ซุ้มประตู สระน้ำ และยังมีประติมากรรมหินทรายรูปทิพยบุคคล 2 องค์ คือ พระไภษัชยคุรุ และ พระโพธิสัตว์อวโลติเกศวร และพบแผ่นสำริดรูปวงโค้ง ขนาด 13.5 × 21.7 ซ.ม. จารึกด้วยอักษรขอม

อ่านต่อ

รายละเอียด

4 ชั่วโมง 26 นาที ( ระยะทางประมาณ 95.35 กิโลเมตร)

ปราสาทหนองหงส์ (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

ตั้งอยู่ที่บ้านโนนดินแดง อยู่ทางด้านซ้ายของแนวสันเขื่อนลำนางรอง ห่างจากตัวเขื่อน ประมาณ 500 เมตร เป็นโบราณสถานขนาดเล็ก ประกอบด้วย ปรางค์ 3 องค์ ซึ่งก่อด้วยอิฐ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงต่อเนื่องเป็นฐานเดียว หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูเข้า – ออกด้านหน้า ส่วนประตูอีก 3 ด้าน เป็นประตูหลอก  ปรางค์ทั้งสาม มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง ปรางค์องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าสององค์ แต่เดิมมีทับหลังประดับจำหลักลายสวยงาม กล่าวคือ ทับหลังที่ปรางค์องค์ทิศเหนือสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหนือหน้ากาล มือยึดท่อนพวงมาลัย แวดล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ทับหลังปรางค์องค์กลางสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ทับหลังปรางค์องค์ทิศใต้เป็นรูปพระอิศวรทรงโค  ด้านหน้าปรางค์องค์กลาง มีทางเดินยาวยื่นออกมา มีบันไดทางด้านหน้า และด้านข้างทั้งสอง นอกจากนี้ยังมีวิหาร (บรรณาลัย) หันหน้าเข้าหาปรางค์องค์ทิศใต้ อีก 1 หลัง ซึ่งก่อด้วยศิลาแลง อาคารทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง มีซุ้มประตูด้านหน้าและด้านหลัง มีคูน้ำรูปตัวยู (U) ล้อมรอบ ศึกษาอายุสมัยของปราสาทหนองหงส์ ดูจากลักษณะการก่อสร้างและศิลปกรรมที่พบ ตรงกับศิลปะเขมรแบบ  บาปวน มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 เวลาที่ควรไปชม ช่วงเช้าหรือก่อนพระอาทิตย์ตกดิน โดยสามารถท่องเที่ยวชมบรรยากาศความงามของเขื่อนลำนางรองร่วมด้วย  การเดินทาง จากจังหวัดบุรีรัมย์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 219 จนมาถึง อำเภอประโคนชัย ตรงสี่แยกให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 2075 จนมาถึงนิคมบ้านกรวด ให้เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2121 ขับมาเรื่อยๆ จนมาถึงอำเภอละหานทราย ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3068 พอผ่านสี่แยกปะคำ ให้ขับตรงไปจนถึงบ้านโนนดินแดง ให้เลี้ยวซ้ายเข้าเขื่อนลำนางรอง ปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของแนวสันเขื่อน ห่างจากเขื่อนประมาณ 500 เมตร

อ่านต่อ

รายละเอียด

พระพุทธรูปใหญ่ (พระพุทธรูปปฏิมาสันตยาภิรมย์สตึกอุดมราษฎร์นิมิตมุนินทร์) (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

พระพุทธรูปใหญ่ หรือพระพุทธรูปปฏิมาสันตยาภิรมย์สตึกอุดมราษฎร์นิมิตมุนินทร์ เป็นพระยืนขนาดใหญ่ในสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ริมแม่น้ำมูล ตั้งอยู่ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอสตึก  ก่อสร้างขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 เพื่อเฉลิมฉลองในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาน (วาสน์) สมเด็จพระสังฆราช ได้ประทานนามว่า “พระพุทธปฏิมาสันตยาภิรมย์สตึกอุดมราษฎร์นิมิตมุนินทร์” ซึ่งมีความหมายว่า “พระพุทธผู้จอมปราชญ์ อันราษฎรอำเภอสตึก แหล่งที่สมบูรณ์(ร่วมใจ) สร้างขึ้น เพื่อเตือนใจให้ให้ยินดีในความสงบสุข” ชาวสตึกและจังหวัดใกล้เคียงให้ความเคารพสักการะมากและแวะเวียนมากราบไหว้ขอพรเป็นประจำ ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา เทศบาลตำบลสตึก และอำเภอสตึก จะประกอบพิธีทางศาสนาและเวียนเทียน โดยเฉพาะในช่วงงานประเพณีแข่งเรือยาว ซึ่งจัดขึ้นที่อำเภอสตึกจะมีผู้แวะมานมัสการพระพุทธรูปใหญ่เป็นจำนวนมาก

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 6 นาที ( ระยะทางประมาณ 66.07 กิโลเมตร)

วัดเขาอังคาร (ข้อมูลและวีดีโอท่องเที่ยว)

วัดเขาอังคาร ตั้งอยู่บนยอดเขาอังคาร เป็นวัดที่สวยงาม ตั้งอยู่ที่บ้านเจริญสุขบนเขาอังคารซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ภายในบริเวณวัดมีการค้นพบโบราณสถานเก่าแก่และใบเสมาหินทรายสลักภาพบุคคล สถูป ดอกบัว และธรรมจักรสมัยทวาราวดีหลายชิ้น อยู่ในพุทธศวรรษที่ 13-14 มีโบสถ์ ศาลาและเลียนแบบสถาปัตยกรรม สมัยต่างๆ ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาพนังเรื่องราวพุทธชาดกเป็นภาษาอังกฤษด้วย    การเดินทาง อยู่ห่างจากปราสาทหินพนมรุ้งไปอีก20กิโลเมตร จากบุรีรัมย์ใช้เส้นทางสายบุรีรัมย์-นางรอง-บ้านตะโ-บ้านตาเป็ก (ทางเดียวกับไปปราสาทหินพนมรุ้ง) เมื่อเดินทางถึงบ้านตาเป็ก เลี้ยวขวาตามทางไปอำเภอละหานทราย 13 กิโลเมตร จะพบทางแยกขวาไปวัดเขาอังคารอีก 7 กิโลเมตร  

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 3 : สุรินทร์

โบราณสถานกลุ่มปราสาทตาเมือน

ปราสาทตาเมือนธม ตั้งอยู่ในช่องเขาตาเมือน (หรือช่องเขาตาเมียง) เทือกเขาพนมดงรัก ในเขตบ้านหนองคันนาสามัคคี หมู่ 8 ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุดในอุทยานประวัติศาสตร์กลุ่มปราสาทตาเมือน ซึ่งประกอบด้วยปราสาทหินสามหลังเรียงลำดับจากขนาดใหญ่ไปขนาดเล็ก คือ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนธม เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่ม (ธม เป็นภาษาเขมร แปลว่า ใหญ่) ตัวปราสาทอยู่บนเนินเขาสร้างคร่อมโขดหินธรรมชาติที่ศักดิ์สิทธิ์ในรูปของสยัมภูศิวลึงค์ และเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรม ตัวปราสาทตาเมือนธม หันหน้าไปทางทิศใต้ ผิดแผกจากแห่งอื่นซึ่งมักจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก รับกับเส้นทางที่มาจากเขมรต่ำผ่านมาทางช่องทางตาเมือนนี้ ปราสาทตาเมือนธมประกอบด้วยปราสาทประธาน มีอาคารอื่น คือปรางค์ก่อด้วยหินทรายสองหลัง อยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทประธาน มีบรรณาลัยศิลาแลงสองหลัง และนอกระเบียงคดทางทิศเหนือ มีสระน้ำขนาดเล็กสองสระ ปราสาทแห่งนี้อยู่ใกล้เขตชายแดนเขมรมากที่สุด การเที่ยวชมจึงควรอยู่เฉพาะภายในเขตปราสาทเท่านั้น ไม่ควรเดินออกไปไกลจากแนวต้นไม้รอบปราสาทเพราะพื้นที่นี้ยังไม่ปลอดภัยนัก ปราสาทตาเมือนโต๊ด อยู่ห่างจากปราสาทตาเมือนธม ประมาณ 750 เมตร ก่อด้วยศิลาแลง มีกำแพงล้อมรอบและมีสระน้ำขนาดเล็กอยู่ทางทิศเหนือหนึ่งสระ โดยเชื่อว่าปราสาทแห่งนี้เป็นอโรคยาศาล รักษาพยาบาลของชุมชนหรือตามรายทางที่เป็นเส้นทางคมนาคม ซึ่งนิยมสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทตาเมือน(บายกรีม)อย่ห่างจากปราสาทตาเมือนโต๊ด ประมาณ 390 เมตร เป็นปราสาทที่เล็กที่สุด ก่อด้วยศิลาแลง มีลักษณะเป็นห้องยาว เชื่อว่าเป็นธรรมศาลา คือที่พักสำหรับคนเดินทาง กลุ่มปราสาทตาเมือนนี้นับได้ว่าเป็นกลุ่มปราสาทที่มีความสมบูรณ์ในด้านของการอำนวยประโยชน์ แก่ผู้คนที่ใช้เส้นทางผ่านช่องเขา ซึ่งไม่ปรากฏในถิ่นอื่น การที่มีกลุ่มปราสาทตาเมือนตั้งอยู่ในบริเวณนี้เป็นประจักษ์พยานที่แสดงให้เห็นว่า ในอดีตเส้นทางช่องเขาตาเมือนนี้คงจะมีชุมชนหรือเป็นเส้นทางผ่านช่องเขาสำคัญของภูมิภาค  

อ่านต่อ

รายละเอียด

30 นาที ( ระยะทางประมาณ 34.96 กิโลเมตร)

ปราสาทศีขรภูมิ

ปราสาทศีขรภูมิ หรือ ปราสาทระแงง ตั้งอยู่ข้างวัดบ้านปราสาท บ้านปราสาท ตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทหลังนี้เป็นปราสาทที่งดงามที่สุดในจังหวัดสุรินทร์ โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระธิดาทั้ง 3 (มี หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล เป็นต้น) ได้เดินทางมาเยือนเมื่อ มกราคม - กุมภาพันธ์ 2472 (นับอย่างใหม่ต้องปี พ.ศ. 2473) และได้ถูกรวมเข้ากันกับอุทยานประวัติศาสตร์กลุ่มปราสาทตาเมือนและปราสาทศีขรภูมิ จากลักษณะทางศิลปกรรม สันนิษฐานว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นศาสนสถานในลัทธิไศวนิกาย และในพุทธศตวรรษที่ 22 มีการบูรณะเพิ่มเติมที่องค์ปราสาทแถวหลังฝั่งทิศใต้ เป็นแบบศิลปะล้านช้าง และยังมีจารึกอักษรธรรมปรากฏอยู่ ณ ปราสาทหลังนี้ ปี พ.ศ. 2531 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงนำนักเรียนนายร้อย จปร. มาศึกษาที่โบราณสถานแห่งนี้ และก็ได้มีการบูรณะปราสาทศีขรภูมิ ให้ดูงามเด่นเป็นสง่าน่าภาคภูมิใจแก่แขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือนเมืองปราสาทหินโบราณแห่งนี้ ปราสาทศีขรภูมิ มีลักษณะเป็นปรางค์หมู่ 5 องค์ เป็นปราสาทก่ออิฐไม่สอปูน ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน โดยตัวฐานก่อด้วยศอลาแลงกว้าง 25 เมตร ยาว 26 เมตร สูง 1.5 เมตร โดยมีคูน้ำกว้าง 125 เมตร ล้อมรอบสามด้าน โดยเว้นด้านตะวันออกอันเป็นทางเข้าไว้ ปรางค์ประธานสูงประมาณ 32 เมตร ทับหลังเป็นภาพพระศิวนาฏราชสิบกร ทรงฟ้อนรำอยู่เหนือเกียรติมุข ภายใต้วงโค้งลายท่อนมาลัย ซึ่งสลักเป็นภาพพระคเณศ พระพรหม พระวิษณุ และพระอุมาโดยทับหลังชิ้นนับเป็นทับหลังที่มีความสวยงามและสมบูรณ์ที่สุดชิ้นหนึ่งของเมืองไทย บริเวณเสากรอบประตูสลักเป็นรูปนางอัปสรถือดอกบัว และทวารบาลยืนกุมกระบอง ซึ่งนางอัปสราที่ปราสาทศีขรภูมินี้มีลักษณะคล้ายกับนางอัปสราที่ปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา ซึ่งไม่พบที่ปราสาทศิลปะเขมรโบราณแห่งใดอีกเลยในประเทศไทย พบที่ปราสาทศีขรภูมิเพียงแห่งเดียวเท่านั้น  

อ่านต่อ

รายละเอียด

หมู่บ้านทอผ้าไหมบ้านจันรม

หมู่บ้านทอผ้าไหม บ้านจันรม ตั้งอยู่ที่ตำบลตาอ็อง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ของอำเภอเมือง ตามถนนสายสุรินทร์-สังขะ ทางหลวงหมายเลข 2077 ประมาณกม.ที่ 9 เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในด้านแหล่งทอผ้าไหมพื้นเมือง และแหล่งผลิต เครื่องประดับเงิน ปัจจุบันเป็นแหล่งจำหน่ายหัตถกรรมทั้ง 2 ประเภท นี้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัด  ที่หมู่บ้านนี้มีการปลูกหม่อน และเลี้ยงไหมกันเองแล้วนำมาทอเป็นผ้าไหมที่มีลวดลายและสีแบบ โบราณ และยังเป็นหมู่บ้านที่ทำหัตถกรรมเครื่องจักสานอีกด้วย จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีวัฒนธรรมการทอผ้าไหมมานานและได้สืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมานานจนเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่น่าสนใจยิ่ง กรรมวิธีการทอจังหวัดสุรินทร์นิยมนำเส้นไหมขั้นหนึ่งหรือไหมน้อย (ภาษาเขมร เรียก “โซกซัก”) มาใช้ในการทอผ้า  ในจังหวัดสุรินทร์มีการทอผ้ามากมายหลาย ผ้านุ่งหญิง และผ้านุ่งชาย มีหลายลวดลายแบ่งออกเป็นหลากหลายลายเช่นมัดหมี่โฮล หรือ จองโฮล (จองเป็นภาษาเขมร หมายถึง ผูกหรือมัด) หรือ ซัมป็วตโฮล   ผ้าโฮลเป็นผ้าไหมมัดหมี่ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยเชื้อสายเขมรในจังหวัดสุรินทร์  ผ้ามัดหมี่โฮลถือเป็นลายเอกลักษณ์ของลายผ้าไหมมัดหมี่ จังหวัดสุรินทร์  “โฮล” เป็นคำในภาษา เขมร     เป็นชื่อเรียก กรรมวิธีการผลิตผ้าไหมประเภทหนึ่งที่สร้างลวดลายขึ้นมาจากกระบวนการมัดย้อมเส้นไหมให้เกิดสีสันและลวดลายต่างๆก่อน แล้วนำมาทอเป็นผืนผ้า ซึ่งตรงกับคำว่า   “ผ้าปูม” ในภาษาไทย “มัดหมี่”ในภาษาลาว และคำว่า IKAT (อิ-กัด) ซึ่งเป็นลำดับที่ภาษาอินโดนีเซีย-มาลายู แต่ชาวตะวันตกมักรู้จักผ้ามัดหมี่ของมาเลย์-อินโดนีเซีย   และเรียก IKAT ตามไปด้วย ผ้าโฮลมี 5 สี ได้แก่ สีดำ, แดง,เหลือง,น้ำเงิน และเขียว  สีเหล่านี้ได้จากการย้อมด้วยสีธรรมชาติ เนื้อผ้ามักมี 2 สี ด้านหน้าเป็นสีอ่อน อีกด้านหนึ่งเป็นสีเข้มกว่า ผ้าโฮลเปราะห์ (ลายโฮลผู้ชาย) เป็นผ้ามัดหมี่ของกลุ่มคนไทยเชื้อสายเขมรบริเวณอีสานใต้ มีลวดลายและสีสันต่าง ๆ กัน ใช้เป็นผ้านุ่งโจงกระเบนของผู้ชาย ในสมัยโบราณเรียก     “ผ้าปูมเขมร” ราชสำนักใช้เป็นผ้าพระราชทานให้ข้าราชบริพารตามตำแหน่ง เป็นผ้าขนาดใหญ่ กว้างยาวมาก มักมีเชิง คล้ายผ้าปาโตลาของอินเดีย บางทีเรียก ผ้าสมปัก หรือ ผ้าสอง  ปัก ภาษาเขมรหมายถึงผ้านุ่ง ซึ่งจะพระราชทานให้ตามยศ เช่น สมปักปูม สมปักกรวยเชิง สำหรับข้าราชการชั้นสูง ผ้าสมปักริ้ว ผ้าสมปักลาย สำหรับข้าราชการระดับเจ้ากรมและปลัดกรม ผ้าสมปักล่องจวนที่มีพื้นสีขาวสำหรับพราหมณ์นุ่ง ได้ยกเลิกไปในสมัยราชการที่ 5  

อ่านต่อ

รายละเอียด

ห้วยเสนง

เขื่อนห้วยเสนง เป็นเขื่อนดิน อยู่ในเขตอำเภอเมืองสุรินทร์ และอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 7 กิโลเมตร เขื่อนห้วยเสนงสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2520 ปิดกั้นห้วยเสนงและลำน้ำอำปึลที่บ้านโคกจ๊ะ-บ้านถนน-บ้านเฉนียง ที่รับน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำอำปึลเป็นอ่างแฝดทางด้านเหนือเขื่อนซึ่งเป็นฝ่ายส่งน้ำและบำรุง รักษาที่ 1 ชลประทานสุรินทร์ จึงได้ขุดร่องเชื่อมระหว่างอ่างทั้งสอง สร้างขึ้นเพื่อบรรเทาอุทกภัยและเพื่อการเกษตรโดยเฉพาะ คำว่าห้วยเสนง มาจากคำว่า “แสน็ง” เป็นภาษาพื้นบ้านหรือภาษาเขมรถิ่นบ้านเรา กรมชลประทาน  ได้ดำเนินการสำรวจออกแบบโครงการชลประทานห้วยเสนง เป็นโครงการแรกของจังหวัดสุรินทร์  ในปี พ.ศ. 2481 และเริ่มงานก่อสร้างในปี พ.ศ. 2483 งานชลประทานในจังหวัดสุรินทร์ ส่วนใหญ่เป็นโครงการชลประทานประเภทเก็บกักน้ำด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำและฝาย  ในปี พ.ศ. 2527 กรมชลประทานได้จัดตั้งโครงการชลประทานสุรินทร์  เป็นหน่วยงานในสังกัดของกรมชลประทาน  หัวงานโครงการชลประทานสุรินทร์ตั้งอยู่ที่อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง หมู่ที่ 2 บ้านทำเนียบ ตำบลเฉนียง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์  เขื่อนห้วยเสนงมีความสูงจากท้องน้ำ 20 เมตร สันเขื่อนยาว 4.4 กิโลเมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบัน เขื่อนห้วยเสนงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ของชาวสุรินทร์มาเป็นเวลานาน ได้ชื่อว่าทะเลสุรินทร์ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสวรรค์ชายหาดของคนชาวสุรินทร์ นอกจากนี้บนสันเขื่อนมีสันที่กว้างออกคล้ายแหลมไปซึ่งเป็นที่ตั้งของพระตำหนักประทับแรมของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีหรือ เรือนรับรองที่ประทับ อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง เมื่อครั้งเสด็จประพาส ให้นักท่องเที่ยวได้ชม ซึ่งมีเขตพระราชฐานอยู่ด้านใน และมีจุดชมวิวให้ชมอีกด้วย และยังเป็นที่ประทับรับรองพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ เช่น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ครั้นยังทรงพระชนม์) ในยามที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในเขตจังหวัดอีสานใต้ อยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ไปทางถนนสายสุรินทร์-ปราสาท (ทางหลวงหมายเลข 214) ประมาณ 5 กิโลเมตร บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 5-6 แยกซ้ายมือไปทางถนนริมคลองชลประทาน มีป้ายชื่อว่า โครงการชลประทานสุรินทร์ สำนักชลประทานที่ 8 ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร  

อ่านต่อ

รายละเอียด