วางแผนเที่ยว
วางแผนเที่ยว

2วัน 1คืน : สมุทรสาคร - สมุทรปรากการ

ตารางท่องเที่ยว :
สมุทรสาคร 1 วัน , สมุทรปราการ 1 วัน
ช่วงเวลา :
2 วัน 1 คืน
หมวดหมู่ :
ประสบการณ์ท่องเที่ยวท้องถิ่น, ศิลปะและวัฒนธรรม, สถานบันเทิงยามค่ำคืน, กิจกรรม และ เทศกาลต่างๆ,
  • วันที่ 1
    ส.ค. 21
  • วันที่ 2
    ส.ค. 22
วันที่ 1 : สมุทรสาคร

วัดป่าชัยรังสี

        ความโดดเด่นของวัดป่าชัยรังสีไม่เพียงอยู่ที่การผสมผสานทางด้านสถาปัตยกรรมที่หลากหลายแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเท่านั้น หากบรรยากาศภายในวัดยังมีความร่มรื่นเหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมของผู้สนใจศึกษาพุทธศาสนาอย่างแท้จริง สำหรับสิ่งสำคัญภายในวัดนี้ที่พลาดไม่ได้เลยทีเดียว คือการได้สักการะ “พระพุทธทศพลญาณมหากรุณาสาคร”  พระประธานที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถซึ่งสร้างได้อย่างวิจิตรสวยงามตั้งแต่ประตูทางเข้าที่สร้างเป็นรูปพญานาคหกเศียร พระอุโบสถหลังนี้มีสองชั้นมีหลังคาที่ลดหลั่นซ้อนกันมาสามชั้น ยอดจั่วประดับด้วยไม้กาแลอันเป็นสัญลักษณ์ของล้านนาแทนช่อฟ้า ใบระกาแตกต่างจากโบสถ์ทั่วไปส่วนภายในโบสถ์นั้นผนังด้านหลังพระประธานประดับด้วยท่อนซุงที่แกะสลักเป็นต้นศรีมหาโพธิ์แผ่กิ่งก้านใบปกคลุมองค์พระประธานอันหมายถึงการตรัสรู้ ผนังด้านซ้ายเป็นไม้แกะสลักแสดงการประสูติและผนังด้านขวาบอกเล่าเรื่องราวของการปรินิพพาน   สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสาคร โทร.0 3441 2992,0 3481 0123

อ่านต่อ

รายละเอียด

15 นาที ( ระยะทางประมาณ 13.22 กิโลเมตร)

วัดสุทธิวาตวราราม หรือ วัดช่องลม

      ที่นี่คือวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองสมุทรสาครที่มีอายุเกือบ 200 ปี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตยกวัดช่องลมเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2508 ปัจจุบันไม่เพียงเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเท่านั้น หากทำเลที่ตั้งของวัดยังเป็นจุดชมทัศนียภาพปากอ่าวอันสวยงามซึ่งมาพร้อมกับบรรยากาศเย็นสบายจากสายลมที่พัดผ่านตลอดทั้งวัน   น่าชม • พระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติที่พระองค์เคยเสด็จพระราชดำเนินมายังตำบลท่าฉลอม และทรงตั้งให้เป็นสุขาภิบาลแห่งแรกของไทย • วิหารหลวงปู่แก้ว ภายในประดิษฐานรูปหล่อเหมือนของหลวงปู่แก้ว (พระราชสาครมุนี) อดีตเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาครและเจ้าอาวาสวัดช่องลมไว้ให้นักท่องเที่ยวได้สักการะ • หลวงพ่อหินแดง พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ที่มีศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งสร้างจากศิลาแลงทั้งองค์และประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ โดยมีลักษณะพิเศษอยู่ที่พระหัตถ์ข้างซ้ายมี 6 นิ้ว จึงเป็นที่มาของชื่อ “หลวงพ่อหินแดง 11 นิ้ว” นั่นเอง • พระโพธิสัตว์กวนอิม ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี • นกนางแอ่นนับพันตัวที่ทำรังและอาศัยอยู่ตามลวดลายแกะสลักเหนือผนังด้านหลังและช่องเหนือฝ้า เพดานของวิหารหลวงปู่แก้ว

อ่านต่อ

รายละเอียด

12 นาที ( ระยะทางประมาณ 13.96 กิโลเมตร)

อุทยานประวัติศาสตร์พันท้ายนรสิงห์

         อุทยานประวัติศาสตร์พันท้ายนรสิงห์ตั้งอยู่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร โดยตั้งอยู่ ณ บริเวณสถานที่ซึ่งเคยเกิดเหตุการณ์หัวเรือพระที่นั่งของพระเจ้าเสือหัก  ทั้งนี้ ได้มีการสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พันท้ายนรสิงห์  ประวัติของพันท้ายนรสิงห์ เดิมเป็นชาวบ้านนรสิงห์ (ปัจจุบันคืออำเภอป่าโมกข์ จังหวัดอ่างทอง) รับราชการเป็นนายท้ายเรือพระที่นั่งเอกชัยของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) แห่งกรุงศรีอยุธยา  ในคราวที่คัดท้ายเรือพระที่นั่งเอกชัย เมื่อเรือพระที่นั่งถึงบริเวณคลองโคกขาม คลองคดเคี้ยวมาก พันท้ายนรสิงห์พยายามคัดท้ายเรือพระที่นั่งอย่างระมัดระวังแต่ไม่อาจหลบเลี่ยงอุบัติเหตุได้ ทำให้หัวเรือพระที่นั่งชนกิ่งไม้ใหญ่หักตกลงไปในน้ำเหตุให้หัวเรือชนกิ่งไม้ใหญ่ริมคลองโคกขาม เป็นเหตุให้โขนเรือหักตกลงในน้ำ  พันท้ายนรสิงห์รู้ว่าความผิดครั้งนี้ถึงประหารชีวิตตามโบราณราชประเพณี ซึ่งกำหนดว่า “ถ้าผู้ใดถือท้ายเรือพระที่นั่งให้หัวเรือพระที่นั่งหัก ผู้นั้นถึงมรณะโทษให้ตัดศีรษะเสีย” จึงกราบบังคมทูลพระเจ้าเสือให้ประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาล  พระเจ้าเสือทรงจำฝืนพระทัยตามพระราชกำหนดที่วางไว้จึงมีรับสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์  และให้ทำศาลขึ้นสูงเพียงตา  แล้วนำศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับหัวเรือพระที่นั่งเอกชัยที่หักขึ้นพลีกรรมไว้บนศาล  เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความซื่อสัตย์จงรักภักดี    ภายในอุทยานมีเส้นทางเดินศึกษาสภาพป่าชายเลนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ และเป็นที่ตั้งของวัดศาลพันท้ายนรสิงห์ รวมถึงศาลพันท้ายนรสิงห์  ซึ่งต่อมากรมศิลปากรได้สร้างศาลขึ้นใหม่แทนหลังเก่าที่พังลงมา เนื่องจากหลังเก่ามีความทรุดโทรมมาก  ภายในศาลมีรูปปั้นของพันท้ายนรสิงห์ขนาดเท่าคนจริงอยู่ในท่าถือท้ายคัดเรือ เป็นที่พึ่งทางใจและเป็นที่นับถือของชาวบ้านอย่างมาก ชาวบ้านนิยมมาขอพรแล้วเมื่อสำเร็จ ก็แก้บนด้วยนวมชกมวย ไม้พายเรือ หรือรูปปั้นไก่แก้ว เพราะตามประวัติแล้ว ท่านชอบชกมวยและตีไก่ นอกจากนี้ในศาล ยังมีหลักประหารพันท้ายนรสิงห์ รวมไปถึงซากเรือไม้ตะเคียนโบราณ ซึ่งทำจากไม้ตะเคียนขนาดใหญ่ มีความยาว 19.47 เมตร กว้าง 2.09 เมตร สูง 1 เมตร และกาบเรือหนา 7.5 ซม. คาดว่ามีอายุกว่า 300 ปี ทั้งนี้ ชาวบ้านใน ต.พันท้ายนรสิงห์ เป็นผู้ขุดพบ และนำมาบริจาคไว้ที่ศาลพันท้ายฯ ชาวบ้านในแถบนี้เชื่อว่าอาจเป็นเรือในขบวนเสด็จ หรือเรือที่ใช้ลำเลียงทหารในอดีต  เมื่อเยี่ยมชมในอุทยานเสร็จแล้ว บริเวณใกล้เคียงสามารถเยี่ยมชมหอพระ และศาลแม่ศรีนวล (ภรรยาของพันท้ายนรสิงห์) ได้  ผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชม สามารถเดินทางโดยใช้รถยนต์ส่วนตัว จากถนนพระราม 2 บริเวณกิโลเมตรที่ 16-17 เข้าซอยข้างวัดพันท้าย จะมีป้ายบอกทางทุกระยะไปศาลพันท้ายนรสิงห์  

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 นาที ( ระยะทางประมาณ 1.26 กิโลเมตร)

ตลาดมหาชัย ท่าเรือเทศบาล

ศูนย์กลางการค้าขายของจังหวัดสมุทรสาครและแหล่งรวมอาหารทะเลทั้งสดและแห้งซึ่งทุกๆ วันที่นี่จะคลาคล่ำไปด้วยพ่อค้าแม่ขายที่นำสินค้าของตนเองมาจำหน่าย ทั้งกุ้ง ปลาหมึก ปูสดๆ ตัวโต ปลาทู ไปจนถึงผักผลไม้สารพัดชนิด และอาหารทะเลแปรรูป กุ้งแห้ง ปลาหมึกแดดเดียว ปลาแห้ง ที่บางร้าน จัดแต่งเสียดูน่ากินด้วยการกองอาหารทะเลเหล่านี้สูงเกือบท่วมหัว บรรยากาศของตลาดมหาชัยจึงเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาอยู่เสมอตั้งแต่เช้าจรดค่ำ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้ตลาดมหาชัยดึงดูดผู้คนเดินทางเข้ามาจับจ่ายของทะเลสดๆ อยู่ตลอดเวลาคือราคาที่ย่อมเยากว่า เมื่อเทียบกับตลาดอาหารทะเลอื่นๆ ที่สามารถการันตีได้ถึงความสดใหม่นั่นเอง  

อ่านต่อ

รายละเอียด

27 นาที ( ระยะทางประมาณ 17.85 กิโลเมตร)

วัดนางสาว

       ความน่าสนใจของวัดนี้อยู่ที่พระอุโบสถที่มีลักษณะพิเศษซึ่งหาชมได้ยากมากแล้วในประเทศไทย โดยเป็นโบสถ์ที่มีฐานโค้งเป็นรูปเรือ สำเภาก่ออิฐ มีประตูเข้าออกเพียงประตูเดียวไม่มีหน้าต่างที่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “โบสถ์มหาอุด” หลังคามุงกระเบื้องดินเผาแบบเก่า ขื่อด้านบนใช้ไม้ซุงทั้งต้น มีเสมาหินทรายคู่ขนาดเล็กเรียงรายอยู่โดยรอบ ซึ่งปัจจุบันพระอุโบสถมหาอุดนั้นหลงเหลืออยู่น้อยมาก ในประเทศไทยนับเป็นศาสนสถานโบราณที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์      ที่มาของ...วัดนางสาว       เรื่องราวของวัดนี้มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในช่วงสงครามพม่าที่ผู้กันต้องอพยพซ่อนตัวชั่วคราว โดยให้คนชราและผู้หญิงซ่อนตัวอยู่ในโบสถ์หลังเก่าภายหลังได้รับชัยชนะได้มีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนบริเวณนี้และมีสองพี่น้องที่เคยหลบภัยในโบสถ์เก่ามีความคิดที่จะบูรณะโบสถ์ขึ้น โดยเฉพาะหญิงสาวคนน้องที่เคย อธิษฐานว่าหากรอดตายจะกลับมาบูรณะซ่อมแซมโบสถ์ ก็ได้ทำตามที่ตนลั่นวาจาเอาไว้ หลังจากบูรณะ จนแล้วเสร็จได้ตั้งชื่อว่า “วัดพรหมจารีย์ " ต่อมาชาวบ้านเรียกว่า “วัดน้องสาว” และเพี้ยนมาเป็น “วัดนางสาว” ในปัจจุบัน

อ่านต่อ

รายละเอียด

43 นาที ( ระยะทางประมาณ 19.74 กิโลเมตร)

วัดเจษฎาราม

        หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ “ลอดช่องวัดเจษ” ที่วันนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายเพราะรสชาติอร่อยล้ำในความหวานมันไม่เหมือนใคร และ “วัดเจษ” ที่พูดถึงกันนั้นก็คือวัดเจษฎารามนั่นเอง วัดแห่งนี้ได้รับการยกฐานะให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เดิมทีเดียวชาวบ้านนิยมเรียก “วัดกระเจ็ด” ต่อมาในปีพ.ศ.2439 เจ้าจอมมารดาโฆมดในรัชกาลที่ 5 ได้มาพักแรมอยู่ที่วัดและขนานนามเสียใหม่ว่า “วัดเจษฎาราม” หลังจากนั้นวัดเจษฯ ก็ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมาและเป็นวัดที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของสมุทรสาครพร้อมๆกับการมีโอกาสได้ต้อนรับพระบรมวงศานุวงศ์มากมายที่เดินทางมา ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่วัดแห่งนี้         อย่างไรก็ตาม หากมาเยือนวัดเจษฎารามแล้วอย่าพลาดสักการะหลวงพ่อโต พระประธานในพระอุโบสถที่เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัย พระพุทธบาทจำลอง ต้นศรีมหาโพธิ์  รูปหล่อพระครูชัยบริรักษ์ (หลวงปู่เชย) อดีตเจ้าอาวาสพระเกจิอาจารย์ชื่อดังผู้เป็นที่เคารพรักของชาวมหาชัยซึ่งสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ท่านได้จัดสร้างวัตถุมงคลมากมายจนได้รับการยอมรับจากวงการพระเครื่องในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 2 : สมุทรปราการ

ป้อมพระจุลจอมเกล้า หรือ ป้อมพระจุล

เมื่อร.ศ. 112 หรือพ.ศ.2436 ชาวสยามจะต้องจารึกว่าเกิดเหตุการณ์สำคัญระดับชาติขึ้น ณ ที่แห่งนี้ เมื่อบ้านเมืองตกอยู่ในวงล้อมล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างปราการปกปักษ์ทางน้ำไว้รอบด้าน หนึ่งในนั้น คือ ป้อมแหลมฟ้าผ่าหรือป้อมพระจุล ติดตั้งปืนใหญ่เสือหมอบ 7 กระบอก ซึ่งได้รับใช้ชาติด้วยการยิงถล่มเรือนำร่องของกองทัพฝรั่งเศสที่รุกล้ำน่านน้ำไทยจนจมไปหนึ่งลำ นำไปสู่การยุติข้อพิพาทเขตแดนริมฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงที่ยืดเยื้อมากว่าทศวรรษ แม้จะลงเอยที่ไทยต้องเสิยดินแดน 1 ใน 3 เพื่อรักษาเอกราชไว้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ป้อมประจุลในวันนี้กลายเป็นอนุสรณ์สถานกึ่งพื้นที่การเรียนประวัติศาสตร์และธรรรมชาติ สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ในฉลองพระองค์ชุดจอมทัพเรืองามสง่า พระหัตถ์ทรงกระบี่ปกปักษ์แผ่นดินไทย แล้วศึกษาวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ได้ที่พิพิธภัณฑ์ใต้ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ รวมทั้งพิพิธภัณฑ์เรือรบหลวงแม่กลอง เรือรบประดับครุฑสีแดงโดดเด่นที่ประจำการยาวนานที่สุดในกองทัพมาถึง 60 ปี ชมนิทรรศภาพความเสียหายจากการสู้รบได้ที่การอุทยานฯประวัติศาสตร์ทหารเรือซึ่งอยู่ใกล้เคียงซึ่งจัดแสดงศาสตราวุธต่างๆ จากอดีตจนถึงปัจจุบันที่พิพิธภัณฑ์อาวุธยุทโธปกรณ์กลางแจ้งภายในอุทยานฯ ก่อนจะเดินสำรวจเส้นทางอนุรักษ์ธรรมชาติป่าชายเลนให้ชุ่มปอดปิดท้าย        เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.30 น.   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ +66 2475 6109, +66 2475 6259, +66 2475 8845 และ +66 2475 6357

อ่านต่อ

รายละเอียด

4 ชั่วโมง 11 นาที ( ระยะทางประมาณ 50.05 กิโลเมตร)

สถานตากอากาศบางปู

บางปู (Bang Pu Seaside) เป็นสถานตากอากาศยอดนิยมในสมัยก่อน เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก หนุ่มสาวชวนกันนั่งรถกินลมชมวิว  เดินชมนกชมไม้และรับประทานอาหารทะเล (bangpoo restaurant) ตกค่ำก็เต้นลีลาศกันสำราญใจที่บางปู ปัจจุบันบางปู (bangpoo thailand) ก็ยังมีการลีลาศเช่นเดิม โดยมีการเปิดฟลอร์ลีลาศกันทุกวันเสาร์ มีร้านอาหารทะเลหลายร้านเปิดบริการให้กับนักท่องเที่ยวที่ยังไปเยี่ยมชมบางปูอยู่เสมอ แต่ในช่วงปลายปี บางปูจะกลายเป็นแหล่งดูนกที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจล้นหลาม เพราะจะมีนกนางนวลนับหมื่นตัวอพยพหนีหนาวมาอาศัยอยู่ที่นี่ รวมถึงนกอื่นๆ อีกหลายชนิดที่มาโชว์ตัวให้นกท่องเที่ยวได้ชมและถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็ให้อาหารนกนางนวลที่บินโฉบไปมา บางปูจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวทุกวัย ที่จะมาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างมีความสุขที่สถานตากอากาศแห่งนี้   นอกจากกิจกรรมดูนกแล้ว ที่บางปูยังมีศูนย์ศึกษาธรรมชาติเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชินี ซึ่งให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในป่าชายเลน และอื่นๆ และบางปูยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงามแห่งหนึ่งอีกด้วย   สถานที่น่าสนใจใกล้เคียง เมืองโบราณ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ วัดอโศการาม พระสมุทรเจดีย์ ฯลฯ    

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 50 นาที ( ระยะทางประมาณ 17.14 กิโลเมตร)

วัดบางพลีใหญ่ใน

ด้วยเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะของสมเด็จพระนเรศวรต่อพม่า วัดบางพลีใหญ่ในจึงเท้าความไปได้ถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และได้ชื่อแต่แรกเริ่มว่า วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม เป็นดั่งคำประกาศพระเกียรติคุณของบุรพมหากษัตริย์ ผู้เป็น "มหาราช" องค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย วัดแห่งนี้ยังถูกเรียกขานว่า วัดหลวงพ่อโต ตามพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ในภายในพระอุโบสถโบราณ ซึ่งงดงามด้วยเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยปางมารวิชัยลืมเนตร เนื้อทองสัมฤทธิ์สุกสกาว และเป็นศูนย์รวมความเลื่อมใสของชาวบางพลีและประชาชนทั่วไปที่เดินทางมานมัสการหลวงพ่อโต ซึ่งชาวบ้านอัญเชิญองค์จำลองลงเรือในพิธีโยนบัวทุกวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 11รวมทั้งรูปหล่อจำลองของพระพุทธรูปสำคัญจากทั่วประเทศ อาทิ หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวงพ่อโตวัดป่าเลไลย์ ประชาชนยังได้ทำสังฆกรรมหลายประการที่ทางวัดจัดขึ้น อาทิ สักการะหลวงพ่อโตองค์จำลองที่ชาวบางพลีอัญเชิญลงเรือในพิธีโยนบัวทุกวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 11 หรือถวายสังฆทานในศาลาที่จัดเป็นรอบๆ ตั้งแต่เช้านอกจากความสงบร่มรื่นของสวนและน้ำตกแล้ว ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ดึงดูดผู้คนให้มาเยี่ยมชมวัดนี้ได้มากมาย นั่นคือ สุขาไฮเทค ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำยุคไว้บริการพุทธศาสนิกชนจนกลายเป็นข่าวดัง ทั่วประเทศมาแล้ว         เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ +668 1925 2844 หรือ www.watbangpleeyainai.org   

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 8 นาที ( ระยะทางประมาณ 19.67 กิโลเมตร)

เมืองโบราณ

ทางลัดเดียวที่จะเที่ยวทั่วไทยได้ในหนึ่งวันและในสถานที่เดียว ต้องมาที่เมืองโบราณ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกบนพื้นที่กว่า 800 ไร่ที่มีรูปร่างคล้ายด้ามขวานทองของประเทศไทยเริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2506 โดยคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ เจ้าของบริษัทวิริยะประกันภัยเปิดให้บริการครั้งแรกใน พ.ศ.2515 ด้วยความมุ่งมั่นจะรักษาและสืบสานมรดกศิลปวัฒนธรรมไทยเอาไว้ให้ลูกหลาน ในประเทศไทยจำลองแห่งนี้ได้รวบรวมปราสาท วัง วัดและงานประติมากรรมต่างๆ บางแห่งจำลองตามแบบสถานที่จริงบางแห่งงานผาติกรรมยกเอาสิ่งปลูกสร้างจากสถานที่จริงมาบูรณะให้อยู่ในสภาพเดิม  เมืองโบราณแบ่งพื้นที่ตามภูมิภาคเช่นภาคเหนือ ชมวัดภูมินทร์วิหารจตุรมุขแห่งจังหวัดน่านภายในตกแต่งภาพปู่ม่านย่าม่าน และวัดจองคำซึ่งเชื่อมต่อวิหาร ศาลา และกุฏิไม้สักทั้งหมดไว้ในอาคารเดียวซึ่งทำการผาติกรรมมาจากจังหวัดลำปาง ส่วนภาคกลางงามเด่นด้วยพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทจากสมัยอยุธยาซึ่งหลงเหลือเพียงซากฐานพระที่นั่ง แต่เมืองโบราณค้นคว้าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆแล้วสร้างขึ้นใหม่ตามต้นแบบอย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนภาคอีสานจะได้ชมพระธาตุพนมที่สร้างตามแบบโบราณสีขององค์พระธาตุจึงต่างจากที่เห็นในปัจจุบัน และต้องตะลึงอีกครั้งกับความอลังการของเขาพระวิหารที่มีการถมที่คล้ายภูเขาสูง ให้ขึ้นไปชมความงดงามของตัวปราสาทและทิวทัศน์เมืองปากน้ำรอบทิศทาง 360 องศา ซึ่งมองเห็นไกลไปถึงปากอ่าวไทยเลยทีเดียว ส่วนโซนที่ไม่ควรพลาดคือโซนรังสรรค์ที่มีสิ่งปลูกสร้างจากจิตนาการของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์เช่น ศาลาพระอรหันต์สะพานรุ้งเขาพระสุเมรุและสวนพฤษชาติในวรรณคดีไทยซึ่งยังรวมสถานที่ตามบันทึกหรือภาพจารึกในประวัติศาสตร์ หรือสถานที่ซึ่งหาชมไม่ได้แล้วในปัจจุบัน เช่น หอพระแก้วและหอคำเมืองลำปางมาสร้างขึ้นใหม่โซนพักผ่อนต้องไปที่ตลาดน้ำและตลาดบกจำลองวิถีชีวิตโบราณ มีอาหารคาวหวานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งต้องแลกเงินรูมาจับจ่าย ยิ่งเสริมกับการแต่งตัวชุดไทยของพ่อค้าแม่ขายด้วยแล้ว ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปใช้ชีวิตอย่างละเมียดละไมในศิลปวัฒนธรรมไทยจริงๆ      เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.   อัตราค่าบริการ   - บัตรเที่ยวชมเวลา 09.00-16.00 น. ผู้ใหญ่ 350 บาท เด็ก 175 บาท ค่านำพาหนะเข้าสถานที่คันละ 400 บาท   - บัตรเที่ยวชมเวลา 16.00-19.00 น. ผู้ใหญ่ 175 บาท เด็ก 80 บาท ค่านำพาหนะเข้าสถานที่คันละ 200 บาท (ราคานี้รวมรถราง จักรยาน และนั่งเรือ)   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ +66 2709 1644-8 หรือเว็บไซต์ www.ancientcitygroup.net/ancientsiam/th/home  

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 58 นาที ( ระยะทางประมาณ 34.95 กิโลเมตร)

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

ตัวอย่างการร่วมแรงร่วมใจของราษฎร์และหลวงที่พลิกฟื้นตลาดน้ำในวิถีชนบท จนกลายเป็นโอเอซิสแห่งใหม่ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯเพียงเอื้อมมือ ช่วยสร้างรายได้ ระบายผลผลิตและสืบทอดภูมิปัญญาในท้องถิ่น เพราะด้วยแรงของพ่อค้าแม่ขายอัธยาศัยดีคนละไม้ละมือ สร้างสรรค์สินค้าโอท็อปเป็นของฝากและรื้อฟื้นอาหารคาวหวานเก่าแก่เรียงรายล้นเส้นทางช็อป แชะ ชิมยาวกว่า 2 กิโลเมตร เลือกอิ่มท้องกันไม่ถูกทั้งแกงบอน ขนมครกหอยทอด ม้าฮ่อ ฝอยเงินทำจากไข่ขาว รวมถึงผลผลิตสดใหม่ของชาวบ้าน อาทิ มะม่วง มะพร้าวอ่อนและชมพู่มะเหมี่ยว ไปจนถึงสินค้าโอท็อปจากทั่วสมุทรปราการทั้งอาหารทะเลแปรรูปจนถึงพืชสวนที่นำมาประดิษฐ์เป็นของแต่งบ้านก็มีให้เลือกมากมาย เมื่อเดินช็อปชิมกันจนล้าก็ไปนั่งหย่อนกายได้ที่สวนร่มรื่นหลังตลาด ตกแต่งไม้ดอกไม้ประดับให้เซลฟี่สีสดใสเป็นที่ระลึก       เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 14.00 น.   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ +66 2819 6762, +668 1171 4930 

อ่านต่อ

รายละเอียด

2 ชั่วโมง 23 นาที ( ระยะทางประมาณ 22.50 กิโลเมตร)

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

ประวัติศาสตร์เป็นดั่งเข็มทิศและหางเสือของอนาคต และศิลปะคือเครื่องกล่อมเกลาจิตใจให้สมดุลในโลกอันก้าวหน้าด้วยวิทยาศาสตร์ เป็นปรัชญาในการริเริ่มอภิมหาโปรเจ็กต์ที่ทะเยอทะยานที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก ประติมากรรมรูปช้างสามเศียรบริเวณทางเข้าเมืองปากน้ำของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้ก่อตั้งวิริยะประกันภัยซึ่งสร้างเมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการและปราสาทสัจธรรมที่จังหวัดชลบุรีให้เป็นที่โจษจันกันมาแล้ว    ช้างเอราวัณในวรรณคดีไทยเป็นช้าง 33 เศียร แต่ด้วยความสลับซับซ้อนทางโครงสร้าง ประติมากรรมลอยตัวที่ประกอบสร้างจากแผ่นทองแดงนับแสนชิ้นโดยใช้วิธีเคาะมือแห่งแรกและมีขนาดที่สุดในโลกชิ้นนี้ จึงลดทอนเหลือเพียงรูปช้างสามเศียร เฉพาะส่วนหัวมีน้ำหนักถึง 100 ตัน ลำตัวหนัก 150 ตัน ตั้งตระหง่านเหนืออาคารทรงกลมรวมความสูงจากพื้นอาคารจนเศียรช้าง 43.60 เมตร หรือราวๆตึกสูง 14-17 ชั้น ด้วยสีดำทะมึนและขนาดใหญ่มหึมา จึงเป็นที่ครั่นคร้ามเมื่อได้พบเห็นทั้งจากพื้นดินและทางอากาศ   นอกจากขนาดของตัวช้างแล้ว ภายในอาคารยังรวบรวมโบราณวัตถุ งานประณีตศิลป์และวิจิตรศิลป์แห่งศิลปะไทยเป็นคอลเล็กชั่นขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน แบ่งเป็น 3 ชั้นตามไตรภูมิ ได้แก่ สุวรรณภูมิ อยู่ชั้นใต้ดิน แสดงความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์และเก็บโบราณวัตถุต่างๆ ส่วนกลางคือชั้นโลก เป็นอาคารทรงโดมประหนึ่งทางเข้าพระสุเมรุ ผสมผสานศิลปะตะวันตกและงานฝีมือช่างศิลป์จากทั่วประเทศ เช่น เพดานกระจกสีรูปแผนที่โลกสไตล์ตะวันตก เครื่องเบญจรงค์สลับลวดลายสอดสีของช่างเมืองนครศรีธรรมราช และรูปปั้นคนธรรพ์กับพญานาคของช่างเมืองเพชรสุดท้ายคือชั้นจักรวาล ที่อยู่ชั้นบนสุดภายในท้องช้าง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปจากหลากยุคหลายสมัย ตกแต่งภาพจิตรกรรมสีฝุ่นบนเพดานบอกเล่าเรื่องราวของระบบสุริยจักรวาลและบนเนื้อที่ 12 ไร่ผืนนี้ ยังตกแต่งเป็นสวนป่าหิมพานต์ ซึ่งขลังด้วยงานประติมากรรมลอยตัวจากวรรณคดีไทยแทรกอยู่ในพฤกษชาติหายากจากทั่วประเทศ       เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 - 19.00 น.   อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท   ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ +66 2371 3135 – 6 หรือเว็บไซต์ www.ancientcitygroup.net/erawan/th/home  

อ่านต่อ

รายละเอียด