วางแผนเที่ยว
วางแผนเที่ยว

4วัน 3คืน : สตูล - ภูเก็ต - พังงา

ตารางท่องเที่ยว :
สตูล 2 วัน , ภูเก็ต 1 วัน , พังงา 1 วัน
ช่วงเวลา :
4 วัน 3 คืน
หมวดหมู่ :
ศิลปะและวัฒนธรรม, ธรรมชาติ, ชายหาดและเกาะต่างๆ, กิจกรรมผจญภัย, ทำธุรกิจ, ประชุม, การลงทุน, แต่งงาน, ฮันนีมูน,
  • วันที่ 1
    ม.ค. 17
  • วันที่ 2
    ม.ค. 18
  • วันที่ 3
    ม.ค. 19
  • วันที่ 4
    ม.ค. 20
วันที่ 1 : สตูล

อุทยานแห่งชาติตะรุเตา

อุทยานแห่งชาติตะรุเตา (Tarutao National Park) เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล (Tarutao National Marine Park) แห่งแรกของเมืองไทย ที่มีชื่อเสียงทางด้านประวัติศาสตร์และความสวยงามของธรรมชาติ อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นอุทยานมรดกแห่งอาเซียน (ASEAN Heritage Parks and Reserves) อีกด้วย อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่จำนวน 51 เกาะ มีเกาะขนาดใหญ่ 7 เกาะได้แก่เกาะตะรุเตา เกาะอาดัง เกาะราวี เกาะหลีเป๊ะ เกาะกลาง เกาะบาตวง และเกาะบิสสี แบ่งออกเป็น 2 หมู่เกาะใหญ่ คือหมู่เกาะตะรุเตา และหมู่เกาะอาดัง-ราวี สำหรับเกาะหลีเป๊ะค่อนข้างได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว บนเกาะมีความเจริญมากกว่าเกาะอื่นๆ ซึ่งจะมีเรือบริการพานักท่องเที่ยวจากเกาะตะรุเตาไปเกาะหลีเป๊ะและเกาะอื่น ความสวยงามของอุทยานแห่งชาติตะรุเตานั้นมีครบครัน ทั้งในทะเล หาดทราย และในป่า สามารถชมความงามของทิวทัศน์สวยๆ ชมโลกใต้ทะเล สัตว์ป่า พันธุ์พืช และบรรยากาศอันน่าประทับใจตามสถานที่ต่างๆ   สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมน่าสนใจ (Ko Tarutao travel guide) - ชมความยิ่งใหญ่ของ เกาะตะรุเตาที่ไม่เพียงเป็นเกาะใหญ่สุดของอุทยานฯ เท่านั้น หากยังอุดมไประบบนิเวศหลากหลาย ทั้งป่าดิบชื้น ป่าชายเลน อันเป็นถิ่นอาศัยของพรรณไม้และสัตว์นานาชนิด นอกจากนี้ยังมีอ่าวน้อยใหญ่ที่อุดมไปชายหาดสวยงามมากมายหลายแห่ง อีกทั้งในท้องทะเลของเกาะตะรุเตายังมีพันธุ์ปลาหลากหลายชนิดรวมทั้งเต่าทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์  4 ชนิดอีกด้วย - ชมวิวพระอาทิตย์ตกดินสวยที่สุดจากอ่าวพันเตมะละกา ที่สามารถเดินขึ้นไปชมวิวบนผาโต๊ะบูได้อีกด้วย ที่นี่เป็นอ่าวที่มีชายหาดยาวขาวสะอาดและเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติตะรุเตาและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งส่วนหนึ่งจัดนิทรรศการเกี่ยวกับเรื่องของธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของเกาะตะรุเตาให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาเรียนรู้ - สัมผัสความเงียบสงบริมอ่าวจากอ่าวเล็กๆ ที่ติดกับอ่าวพันเตมะละกา - เดินเล่นบนเม็ดทรายนุ่มเท้าของอ่าวเมาะและ หาดทรายขาวสะอาดของที่นี่ได้รับการแต่งแต้มด้วยทิวมะพร้าวเรียงรายสวยงาม ทั้งยังมีบังกะโลไว้พักแรมสำหรับคนที่อยากดื่มด่ำตะรุเตาให้เต็มอิ่ม - สนุกกับหลากกิจกรรมบนอ่าวสน เป็นอ่าวรูปโค้งที่มีหาดทรายสลับกับหาดหิน และเป็นที่วางไข่ของเต่าทะเล ที่นี่มีจุดกางเต็นท์บริการอาหารและเครื่องดื่ม และยังมีน้ำตกขนาดเล็กคือน้ำตกลูดู และน้ำตกโละโป๊ะ เหมาะสำหรับเดินป่าศึกษาธรรมชาติ - ทักทายดวงตะวันยามเช้าที่ อ่าวตะโละวาวอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะอันเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม - เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากอ่าวตะโละอุดัง  ด้านหน้าอ่าวมีหินซีกขนาดใหญ่โดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ มีสะพานสำหรับจอดเรือ - สัมผัสสายน้ำเย็นฉ่ำจากน้ำตกลูดู เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีความสวยงาม มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ - ระทึกใจไปกับความตื่นเต้นในถ้ำจระเข้ เป็นถ้ำที่มีความลึกประมาณ 300 เมตร ภายในมีหินงอกหินย้อยสวยงาม และมีลักษณะแตกต่างกันไปชวนจินตนาการบรรเจิด - ตื่นตากับวิวสุดอลังการจากจุดชมวิว “ผาโต๊ะบู” เป็นหน้าผาสูง 60 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตั้งอยู่ด้านหลังที่ทำการอุทยานฯ โดยใช้เวลาเดินขึ้นจุดชมวิวประมาณ 20 นาที จากบนนี้จะเห็นทะเลสีครามสดใส ที่มาพร้อมทัศนียภาพชวนมองของเกาะบุโหลน เกาะกลาง เกาะไข่ เกาะอาดัง เกาะราวี หมู่เกาะเภตรา และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งดงามอีกมุมหนึ่ง - เดินป่าศึกษาธรรมชาติ จากที่ทำการอุทยานฯ บริเวณอ่าวพันเตมะละกา มีเส้นทางเดินเท้าผ่านป่าดงดิบไปอ่าวตะโละวาวระยะทาง 12 กิโลเมตร สภาพของสองข้างทางเป็นป่าดงดิบหนาทึบ ร่มรื่นด้วยไม้นานาพรรณมีสัตว์ป่า เช่น หมูป่า กระจง และนกน่าสนใจหลายชนิด โดยเฉพาะนกเงือกที่พบได้บ่อย นอกจากนี้ยังมีอีกเส้นทางหนึ่งไปอ่าวจากอ่าวเมาะและจนถึงอ่าวสนระยะทาง 8 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยจะผ่านป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์และยังเหมาะแก่การดูนกเช่น นกเงือก นกแซงแซว - ล่องเรือรอบเกาะ เพื่อศึกษาธรรมชาติโดยรอบ โดยอุทยานฯ ได้จัดเรือบริการพร้อมเจ้าหน้าที่นำทางชมหาดทรายต่างๆ ซึ่งเริ่มจากแวะดูนกที่อ่าวจาก ชมหาดทรายขาวและยาวที่สุดที่อ่าวสน ศึกษาร่องรอยประวัติศาสตร์ที่อ่าวตะโละอุดัง ชมธรรมชาติที่อ่าวตะโละวาว แวะดำน้ำและเที่ยวป่าชายเลนใช้เวลาในการล่องเรือ 1 วัน ทั้งนี้ ผู้สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนเกาะ ช่วงเวลาเหมาะสม : เดือนพฤศจิกายน - เมษายน ฤดูกาลท่องเที่ยว เปิดตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน - 15 พฤษภาคมของทุกปี ข้อมูลที่พัก ในเขตอุทยานฯ มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยวบนเกาะตะรุเตาและเกาะอาดัง ราคา 300 - 3,000 บาทสอบถามรายละเอียดได้ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. +66 2562 0760, เว็บไซต์ www.dnp.go.th หรือศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติตะรุเตา บริเวณท่าเรือปากบารา ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล 91110 โทร. +66 7478 3485, +66 7478 3597, +66 7478 1285 หรือหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติตะรุเตาที่ต.ต.1 (อ่าวพันเตมะละกา) บนเกาะตะรุเตาโทร. +66 7472 9002-3 ***ปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติ วันที่ 16 พฤษภาคม ถึง 14 ตุลาคม

อ่านต่อ

รายละเอียด

8 นาที ( ระยะทางประมาณ 3.82 กิโลเมตร)

เกาะไข่

การันตีได้เลยว่าถ้ามาท่องเที่ยวทะเลสตูลแล้วไม่ได้มาลอดซุ้มประตูหินธรรมชาติบนเกาะไข่ล่ะก็ ถือว่าเสียเที่ยวเลยจริง ๆ ซุ้มประตูหินแห่งนี้ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาติตะรุเตาเท่านั้น หากยังเชื่อกันว่า คู่รักใดที่ได้มาลอดซุ้มประตูหินแห่งนี้ จะได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข นอกจากนี้ทะเลรอบเกาะไข่ยังสวยใสเสียจนฉุดหัวใจคนรักทะเลให้เตลิด และด้วยความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ เกาะไข่จึงเป็นสถานที่ที่เต่าทะเลชอบขึ้นมาวางไข่อยู่เสมอ

อ่านต่อ

รายละเอียด

เกาะหลีเป๊ะ

มัลดีฟส์เมืองไทยที่จะทำให้คุณหัวใจละลายไปในพริบตา เพียงแค่เห็นน้ำทะเลใสแจ๋วจาก "อ่าวพัทยา" อันเป็นจุดจอดเรือนักท่องเที่ยว ซึ่งคุณจะได้ค้นพบว่าที่นี่คือสรวงสวรรค์ของคนรักทะเลอย่างแท้จริง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมวันนี้เกาะหลีเป๊ะจึงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย เพราะความเป็นเกาะที่มีทุกสิ่งที่น่ารื่นรมย์อย่างครบรส ตั้งแต่ท้องฟ้าสีครามใสราวกระจกใต้ผืนฟ้าใส ถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านช็อปปิ้งและความสนุกที่มาเติมสีสันให้ชาวเกาะ รีสอร์ทน่ารักที่ตั้งอยู่เรียงรายริมหาด รวมทั้งวิถีชีวิตชาวเลที่อาศัยบริเวณ "หาดชาวเล" ซึ่งในวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 6 และ 12 ชาวบ้านแถบนี้จะจัดพิธิลอยเรือตลอดสามวันสามคืน โดยนำเรือที่ต่อด้วยไม้ระกำลอยสู่ทะเล เป็นการเสี่ยงทายโชคชะตาในการประกอบอาชีพประมงของพวกเขา และทั้งอ่าวพัทยาและหาดชาวเลนี่เองได้กลายเป็นจุดเด่นของเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งสามารถเดินถึงกันได้เพียงใช้เวลา 15 นาทีเท่านั้น    กิจกรรมน่าทำ - เล่นน้ำหรือดำน้ำชมปะการังน้ำตื่น ซึ่งสามารถทำได้ทั่วทั้งเกาะ แต่บางพื้นที่อาจต้องคอยระวังจุดที่น้ำตื้นมากๆเข้าไว้เพราะอาจโดนปะการังที่มีความแหลมคมบาด รวมทั้งผจญกับหอยเม่นที่มีหนามแหลมคมรอบตัว - เดินชมวิถีชีวิตของชาวเลบนหาดชาวเล ชาวเลกลุ่มนี้เป็นชนเผ่าอูรักลาโว้ย ซึ่งส่วนใหญ่ทำอาชีพประมงรอบเกาะ - ท่องเที่ยวรอบเกาะ นอกจากเที่ยวชมความงามของน้ำทะเลบนเกาะหลีเป๊ะแล้วสามารถเช่าเรือนำเที่ยวไปดำน้ำและเที่ยวชมเกาะต่าง ๆ ในบริเวณใกล้เคียงได้ เช่น ดำน้ำบริเวณร่องน้ำจาบัง การนำชมเกาะต่าง ๆ ใกล้เคียง เช่น เกาะหินงาม เกาะหินซ้อน รวมถึงการรับประทานอาหารเที่ยงบนชายหาดที่สวยงามบนเกาะรอกลอย ซึ่งสามารถทำได้ในเวลาเพียงหนึ่งวันเนื่องจากแต่ละเกาะอยู่ไม่ไกลกันมากนัก  

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 2 : สตูล

เกาะหินซ้อน (รวมอยู่ในหมู่เกาะอาดังราวี)

หมู่เกาะอาดัง-ราวีอยู่ห่างจากเกาะตะรุเตาไปทางทิศตะวันตกประมาณ 40 กม.เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่ง ชาติตะรุเตา บนเกาะมีหาดทรายขาวระเอียด เหมาะสำหรับการดำน้ำตื้นรอบเกาะเป็นเทือกเขาสูงครอบคลุม เนื้อที่ เกือบทั้งหมดของเกาะ บริเวณโดยรอบริมเกาะเป็นหน้าผาสูงชันมีที่ราบเฉพาะบริเวณ เหนือชายหาดต่างๆเพียง เล็กน้อย ในอดีตเคยเป็นที่ส้องสุมโจรสลัด  มีหาดทรายขาวละเอียดสวยงาม  และมีแนวปะการังอยู่ รอบๆ เกาะ จึงเหมาะสำหรับการดำน้ำตื้น  มีที่พักและร้านอาหารของอุทยานฯ สำหรับที่เกาะอาดัง  มีแนวปะการังแข็ง ด้านทิศตะวันออก และบริเวณหน้าหน่วยพิทักษ์ฯ ที่ตต.5 (แหลมสน) สามารถดำน้ำตื้นชมได้ จุดท่องเที่ยวที่สำคัญบนเกาะอาดัง- เกาะราวี 1.น้ำตกโจรสลัด เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีแอ่งน้ำไว้เก็บน้ำใช้ตลอดปี  2.ผาชะโด  บนเกาะอาดังยังมีจุดชมวิว "ผาชะโด" ซึ่งในอดีตเคยเป็นจุดสังเกตการณ์ของโจรสลัดเพื่อเข้าโจมตีเรือ สินค้า ปัจจุบันเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม ใช้เวลาเดินขึ้น 40 นาทีบนผาชะโดเป็นลานโล่งมองลงไป จะเห็นทิวสนและ แหลมทรายสีขาวของเกาะอาดัง เกาะหลีเป๊ะ และยังเป็น จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและและตกอีกด้วยอดีตเคยเป็น จุดสังเกตการณ์ของโจรสลัด  เพื่อเข้าโจมตีเรือ  เป็นจุดชม ทิวทัศน์สวยงามที่ใช้เวลาเดินขึ้น 20 นาที บนลาน โล่งมองลง ไปจะเห็นทิวสนและแหลมทรายสีขาวของเกาะอาดัง เห็นเกาะหลีเป๊ะ การค้างแรมบนเกาะอาดัง-ราวีนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อส่วนอุทยานแห่งชาติทางทะเล กรมอุทยานแห่งชาิติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 025 620 760, www.dnp.go.th หรือ อุทยานแห่งชาติตะรุเตา โทร.074 793 485 หรือ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติตะรุเตาที่ ต.ต.5 (แหลมสน-เกาะอาดัง) โทร. 074 712 409,074 728 028 การเดินทางไปเกาะอาดัง-ราวีที่ท่าเรือปากบาราอาดัง-หลีเป๊ะ  เรือจะออกจากท่าเรือปากบาราและแวะที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตาก่อน หลังจากนั้นจะเดินทาง ต่อไปยังเกาะหลีเป๊ะ และเกาะอาดัง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2ชั่วโมง (ตารางเรือดูได้จากการเดินทาง ไปหมู่เกาะตะรุเตา)เมื่อถึงบริเวณ ใกล้เกาะหลีเป๊ะและเกาะอาดัง จะมีเรือหางยาวเล็กมารอรับนักท่องเที่ยวที่เรือเพื่อต่อไปยังเกาะหลีเป๊ะและ หมู่เกาะอาดัง ราวี ค่าโดยสาร 40 บาท สำหรับผู้สนใจท่องเที่ยวไปตามเกาะต่างๆในหมู่เกาะอาดังราวีนั้น สามารถ เช่าเรือหางยาวได้ที่ี่เกาะหลีเป๊ะ  อัตราค่าเช่าวันละ 1,000-2,000 บาทต่อวัน (8-12 คน) ชมรมเรือหางยาว นำเที่ยวเกาะหลีเป๊ะ โทร.081 959 6542

อ่านต่อ

รายละเอียด

หมู่เกาะอาดัง  ราวี

อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา ซึ่งทั้งสองเกาะนี้มีความโดดเด่นแตกต่างกันไป โดยเกาะอาดังเป็นสถานที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ บนเกาะมีจุดชมวิวที่เผยให้เห็นท้องทะเลสีคราม รวมทั้งวิวของเกาะหลีเป๊ะจากมุมสูง ครั้นเดินลงมาถึงชายหาด คุณจะได้สัมผัสหาดทรายขาวเนียนละเอียด ของเกาะอาดังที่เหมาะสำหรับลงเล่นน้ำ ส่วนเกาะราวีก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เนื่องจากเป็นเกาะที่มีแนวปะการังน้ำตื้นซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมไปดำชมความมหัศจรรย์ของโลกใต้ทะเล   นอกจากนี้ยังมีเกาะอื่น ๆ รายรอบที่น่าสนใจหลายแห่ง ได้แก่ - เกาะยางหรือเกาะกาต๊ะ เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ไม่ไกลจากเกาะอาดัง โดดเด่นด้วยน้ำทะเลรอบเกาะใสแจ๋ว และมีแหล่งปะการังแข็งที่สวยงาม เช่นปะการังเขากวาง ปะการังผักกาด ปะการังสมอง - เกาะจาบัง เป็นเกาะขนาดเล็กอยู่ห่างจากเกาะอาดังโดยเดินทางราว 20 นาที หลายคนนิยมเดินทางไปเกาะนี้เพื่อชมปะการังอ่อน หนึ่งในไฮไลท์ของทะเลอันดามันตอนใต้ โดยปะการังอ่อนหลากสีสันเหล่านี้กระจายอยู่บริเวณก้อนหินใต้น้ำรอบเกาะจาบังซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังจะได้ทักทายดอกไม้ทะเลและฝูงปลาที่มีสีสันสวยงาม - หมู่เกาะดง เป็นเกาะที่อยู่นอกสุดโดยห่างจากเกาะอาดังใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมง ที่นี่เป็นแหล่งปะการังน้ำตื้นและปะการังน้ำลึกที่มีความน่าสนใจไม่แพ้ที่อื่น - เกาะหินงาม ความกลมมนของหินในยามถูกน้ำทะเลซัดสาดเข้ามา เคลือบจนเป็นผิวมันแวววาวยามต้องแสงแดดคือที่มาของชื่อเกาะแห่งนี้ เสริมด้วย เรื่องราวของคำสาปจากเจ้าพ่อตะรุเตา ที่ห้ามไม่ให้ใครเก็บหินไป ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจมากขึ้น นอกจากนี้บริเวณด้านหลังเกาะยังมีแนวปะการังดอกไม้ทะเลปลาการ์ตูน - เกาะผึ้ง เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ระหว่างเกาะราวีและเกาะดง มีกัลปังหาและปะการังแข็งบริเวณใกล้ร่องน้ำ - เกาะหินขาว เป็นจุดดำน้ำตื้นอีกจุดหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้เกาะหลีเป๊ะ มีปะการังอ่อน ปะการังแข็ง และฝูงปลาเป็นจำนวนมาก - เกาะหินซ้อน น่าพิศวงไม่ใช่น้อยกับการที่หินสองก้อนวางซ้อนกันราวกับมีใครมาจัดวางไว้อย่างไรอย่างนั้น นี่เองเป็นที่มาของเกาะหินซ้อน และเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องแวะมาชม เพียงเพื่อมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกทุกคราวที่มาเยือนหมู่เกาะอาดัง-ราวี   ***ปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติ 16 พฤษภาคม ถึง 14 ตุลาคม

อ่านต่อ

รายละเอียด

เกาะหินงาม

เกาะหินงาม เกาะขนาดเล็กทางทิศใต้ของเกาะอาดัง ทั้งเกาะเต็มไปด้วยหินสีดำกลมเกลี้ยงมันวาวยามโดนคลื่นซัด ทำให้ก้อนหินเป็นมันวาวยิ่งขึ้น กลางเกาะเป็นป่าไม้สีเขียวเข้าสมบูรณ์ ในขณะที่เกาะอื่น ๆ เด่นเรื่องหาดทรายขาวสะอาด แต่เกาะหินงามไร้ทรายนี้กลับโดดเด่นกว่าเกาะใด ๆ ในสตูล เล่ากันว่าหินทุกก้อนมีคำสาปของเจ้าพ่อตะรุเตา หากใครนำติดตัวไปจะเกิดหายนะ แต่หากไปชมแล้วเรียงก้นอหินได้ 12 ก้อน แล้วอธิษฐานขอพรก็จะไ้ด้สมปารถนาทุกสิ่งทุกอย่าง

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 3 : ภูเก็ต

ตึกโบราณสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีส

             คุณค่าของความเป็นเมืองเก่าภูเก็ตที่ยังคงได้รับการเก็บรักษาเป็นอย่างดี และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำที่ผู้มาเยือนทุกคนต้องแวะเวียนมาเยี่ยมชมกันให้ได้ นั่นคือกลุ่มตึกสไตล์ชิโน-โปรตุกีส ที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองในยุคเหมืองแร่เฟื่องฟูบนภูเก็ตครั้งหนึ่งในอดีต คุณจะได้รื่นรมย์ประวัติศาสตร์สนุกนึก เรียนรู้เรื่องราวแห่งสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า สบายๆ ชิลๆ ไปกับคาเฟ่น่ารักที่ดัดแปลงจากตึกเก่าเหล่านั้นมาเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว ทั้งหมดนี้คือความสุขจากย่านเก่าภูเก็ตที่ต้องเก็บไว้ในลิ้นชักแห่งความทรงจำ เรียนรู้...ชิโน-โปรตุกีส
          ในอดีตภูเก็ตเคยเป็นเมืองท่าสำคัญทางตะวันตกของแหลมมลายู และมีการติดต่อค้าขายกับชาวจีนโพ้นทะเล โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางมาจากสิงคโปร์ ปีนัง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกอย่าง โปรตุเกสและฮอลันดา รวมทั้งภูเก็ตยังเป็นแหล่งแร่ดีบุกที่สำคัญของประเทศ ทำให้มีผู้คนจากดินแดนแถบนี้เดินทางเข้ามามากมาย ภูเก็ตจึงเติบโตเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีความเจริญรุ่งเรือง กลายเป็นจุดนัดพบระหว่างวัฒนธรรมใหญ่จากสองมุมโลก และอาคารเก่าแก่ที่เรียงรายในตัวเมืองภูเก็ตเป็นสิ่งยืนยันความเจริญรุ่งเรือง ทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ตึกเก่าเหล่านี้มีอายุกว่าร้อยปีแล้ว สร้างขึ้นเมื่อครั้งกิจการเหมืองแร่เฟื่องฟู มีลักษณะทาสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เรียกว่า “ชิโน-โปรตุกีส” (Sino-Portuguese) โดยเป็นอาคารชั้นเดียวหรือสองชั้น มีส่วนลึกมากกว่าส่วนกว้าง และไม่สูงนัก กระเบื้องหลังคา ตลอดจนประตู หน้าต่างไม้ฉลุลาย และรายละเอียดต่าง ๆ ล้วนสะท้อนถึงการผสมผสานทางศิลปะระหว่างยุโรปและจีน อาคารที่น่าชมเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ใน ย่านใจกลางเมือง ซึ่งปัจจุบันทางเทศบาลนครภูเก็ตได้จัดให้มีเส้นทางเดินชมเมืองเก่าภูเก็ต เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ ชื่นชมอาคารบ้านเรือนและวิถีชีวิตของชาวภูเก็ต โดยมีระยะทางประมาณ 4.6 กิโลเมตร มีช่วงเส้นทางการเดิน 6 ช่วงย่อย ๆ ถนนบางสายได้รับการปรับแต่งภูมิทัศน์ให้สวยงามจากการเก็บความรกรุงรังของสายไฟให้ดูเรียบร้อย สะอาดตาเพื่อพาคุณเข้าไปสัมผัสความคลาสสิกของภูเก็ตกันอย่างเต็มอิ่ม ที่ตั้ง : ถนนดีบุก ถนนถลาง ถนนกระบี่ และถนนเยาวราช อำเภอเมืองฯ จังหวัดภูเก็ต สอบถามข้อมูลได้ที่ : สำนักงานเทศบาลนครภูเก็ต โทรศัพท์ 0 7621 4325   

อ่านต่อ

รายละเอียด

3 นาที ( ระยะทางประมาณ 0.46 กิโลเมตร)

พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว

         จากโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกในจังหวัดภูเก็ตสู่การเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ลูกหลานชาวจีนฮกเกี้ยน ซึ่งครั้งหนึ่งก็เคยร่ำเรียนวิชาจากโรงเรียนแห่งนี้ ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อรวบรวมความเป็นมาของภูเก็ตตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังเป็นเหมือนอนุสรณสถานเตือนให้ทุกคนได้ระลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ ที่สร้างสิ่งดี ๆ ไว้ให้กับลูกหลานในปัจจุบัน โดยอาคารพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีส ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2477 และผ่านการบูรณะให้มีสภาพสมบูรณ์สวยงามละเมียดละไม เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชน สำหรับด้านบนนั้น ยังใช้เป็นห้องเรียนภาษาจีน ส่วนด้านล่างเป็นห้องต่าง ๆ ที่มีนิทรรศการจัดแสดงซึ่งแบ่งออกเป็น 13 ส่วนด้วยกัน จัดแสดงตั้งแต่เรื่องราวประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชาวจีนฮกเกี้ยนที่เดินทางมายังภูเก็ต ความเชื่อ วิถีชีวิตประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างชาวจีนกับชาวภูเก็ต ตลอดจนประวัติของโรงเรียนภาษาจีนไทยหัว ซึ่งเปิดการเรียนการสอนมากว่า 60 ปี โดยนิทรรศการต่าง ๆ เหล่านี้สร้างความน่าสนใจด้วยการใช้สื่อมัลติมีเดียอันทันสมัย สนุกสนาน เข้าใจง่าย เหมาะแก่ผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น งานไหว้พระจันทร์ งานวิวาห์บาบ๋า เป็นต้น ที่ตั้ง : 28 ถนนกระบี่ ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองฯ จังหวัดภูเก็ต

เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันพุธและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-17.00 น.

ค่าเช้าชม : คนไทย 50 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท

สอบถามข้อมูล : โทรศัพท์ 0 7621 1224 อีเมล phuketthaihuamuseum@gmail.com หรือทางเว็บไซต์ http://www.thaihuamuseum.com

อ่านต่อ

รายละเอียด

10 ชั่วโมง 43 นาที ( ระยะทางประมาณ 852.05 กิโลเมตร)

หาดราไวย์

         แม้ชายหาดราไวย์ไม่ได้มีความสะสวยด้วยทรายขาวดังเช่นชายหาดอื่น ๆ บนเกาะ แต่ที่นี่กลับเต็มไปด้วยสีสันแห่งวิถีชีวิตที่มาพร้อมกับซีฟู้ดรสชาติดีที่น่าจะถูกใจนักชิมหลายคนเลยทีเดียว และทุกคนจะรู้ดีว่าเมื่อมาถึงหาดราไวย์แล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือเดินชมตลาดปลาสด ๆ ที่ชาวเลอันเป็นชนกลุ่มน้อยซึ่งอาศัยอยู่บริเวณนั้น จะนำมาขายกันวันต่อวัน โดยจะมีของทะเลสด ๆ ให้คุณได้ตื่นเต้น และสนุกกับการถ่ายภาพวิถีชีวิตของตลาดปลาอันเรียบง่าย จากนั้นลองแวะเวียนไปตามร้านอาหารที่เรียงรายริมชายหาดที่มีบรรยากาศริมทะเลน่านั่ง ทั้งยังมีเมนูซีฟู้ดให้เลือกหลากหลาย นอกจากนี้หาดราไวย์ยังเป็นจุดสำหรับขึ้นเรือไปเที่ยวเกาะต่าง ๆ ที่อยู่รายรอบภูเก็ตโดยมีเรือจอดเทียบท่าชายฝั่งไว้รองรับนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ที่นี่จึงเหมาะกับการเป็นจุดเริ่มต้นของการล่องเรือมากกว่าที่จะลงเล่นน้ำเหมือนชายหาดอื่น ๆ ที่ตั้ง : อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 16.5 กิโลเมตร

อ่านต่อ

รายละเอียด

10 ชั่วโมง 46 นาที ( ระยะทางประมาณ 857.86 กิโลเมตร)

วัดฉลอง หรือวัดไชยธาราราม

          เรื่องราวบารมีอันยิ่งใหญ่ของหลวงพ่อแช่ม คือประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่ชาวภูเก็ตไม่เคยลืมเลือน และทุกวันนี้ทั้งนักท่องเที่ยวและชาวภูเก็ตเอง ยังคงเดินทางไปสักการะรูปหล่อของท่าน รวมทั้งหลวงพ่อช่วง พระเกจิชื่อดังอีกรูปกันอยู่เสมอ ณ วัดฉลอง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวัดไชยธารามแห่งนี้ เรื่องเล่าของความศักดิ์สิทธิ์
          ความศักดิ์สิทธิ์รวมทั้งคุณงามความดีของหลวงพ่อแช่มนั้น เกิดขึ้นในครั้งสมัยที่มีการต่อสู้กับพวกคนจีนที่ก่อการกบฏ หรือเรียกกันว่า “อั้งยี่” ซึ่งหลวงพ่อแช่มได้ให้ความช่วยเหลือที่พึ่งพิงแก่ชาวบ้าน และมอบผ้าประเจียดสีขาวเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการต่อสู้จนได้รับชัยชนะในที่สุด ต่อมาในภายหลัง ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นพระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนีอันเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวภูเก็ตนับแต่นั้นมา และนอกจากหลวงพ่อแช่มแล้ว ยังมีหลวงพ่อช่วงและหลวงพ่อเกลื้อม ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านการปรุงสมุนไพรและรักษาโรค อันเป็นที่นับถือของผู้คนเสมอมา แม้ว่าท่านเหล่านี้มรณภาพไปแล้ว แต่ศรัทธาของชาวภูเก็ตก็ยังไม่เคยเสื่อมคลาย           นอกจากเรื่องราวศรัทธาแห่งหลวงพ่อแช่มแล้ว ภายในวัดยังมี พระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมี ซึ่งตามประวัติกล่าวว่า เจ้าอาวาสวัดสัมโพธิหาร ประเทศศรีลังกา ได้มอบพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเดิมเคยอยู่ในเจดีย์ของเมืองอนุราธปุระอันเป็นเมืองหลวงเดิมของศรีลังกาให้แก่วัดไชยธาราม และบรรจุอยู่ในพระะธาตุองค์นี้ให้ประชาชนทั่วไปได้สักการะ ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองฯ จังหวัดภูเก็ต

อ่านต่อ

รายละเอียด

วันที่ 4 : พังงา

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน

          หนึ่งในสุดยอดทะเลไทยที่มีความสวยงามติดอันดับโลกนามว่า “หมู่เกาะสิมิลัน” แห่งนี้ เปรียบได้กับสรวงสวรรค์ใต้ทะเลที่อุดมไปด้วยความสวยงาม ทั้งปะการังหลากสีสัน ฝูงปลา และที่จัดว่าหาชมได้ยากอย่างโลมา ในขณะที่บนฝั่งนั้นก็รายล้อมไปด้วยหาดทรายเนียนละเอียดนุ่มเท้า จนชาวโลกยกย่องให้หมู่เกาะแห่งนี้มีความงดงามติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และทุกคนที่เดินทางมาเยือนหมู่เกาะสิมิลัน (Similan Islands ) ต้องหาโอกาสขึ้นเกาะ 8 เพื่อถ่ายภาพที่ระลึกคู่กับหินเรือใบซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ราวกับแลนด์มาร์กสำคัญที่ทำให้ทุกคนรู้ว่าคุณได้เดินทางมาเยือนหมู่เกาะสิมิลันแล้ว           อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน (Mu Koh Similan National Park) ตั้งอยู่ในจังหวัดพังงา คำว่า สิมิลัน เป็นภาษามลายูแปลว่า เก้า หมู่เกาะสิมิลันเป็นหมู่เกาะเล็ก ๆ ในทะเลอันดามัน มี 9 เกาะ เรียงจากเหนือมาใต้ คือ           1. เกาะหูยง มีหาดทรายที่ยาวที่สุดใน 9 เกาะ ซึ่งเป็นที่วางไข่ของเต่าทะเลด้วย
          2. เกาะปายัง
          3. เกาะปาหยัน
          * พื้นที่บริเวณโดยรอบของเกาะหนึ่ง สอง และสาม หรือเกาะหูยง เกาะปายัง และเกาะปาหยัน ได้ถูกสงวนให้เป็นพื้นที่วางไข่ของเต่าทะเล ห้ามนักท่องเที่ยวขึ้นเกาะโดยเด็ดขาด
          4. -5. เกาะเมี่ยง มีสองเกาะติดกัน เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ มีปูไก่ สัตว์ที่หาชมได้ยาก และนกชาปีไหน มีหาดทรายที่สวยงาม 2 หาด
          6. เกาะปายู
          7. เกาะหัวกะโหลก เป็นเกาะที่มีลักษณะคล้ายหัวกะโหลก มีปะกะรัง ปลากระเบนราหู หุบเขาใต้น้ำ
          8. เกาะสิมิลัน มีขนาดใหญ่สุด เป็นแหล่งดำน้ำตื้นและดำน้ำลึก ชมปะการังและสัตว์ทะเลนานาชนิด จุดชมวิวหินเรือใบ
          9. เกาะบางู จุดดำน้ำ ชมกองหินใต้น้ำ กองหินคริสต์มาสพอยต์           ต่อมาได้มีการรวมเอาเกาะตาชัยมาอยู่ในหมู่เกาะสิมิลันด้วย ซึ่งเกาะตาชัยนั้น เป็นเกาะที่มีความสวยงาม หาดทรายขาวสะอาดน่าเล่นน้ำ และมีปูไก่ให้ชมด้วย ฤดูท่องเที่ยว
          กำหนดเปิด-ปิดฤดูท่องเที่ยวประจำปี ดังนี้
          - เปิดฤดูท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน - 15 พฤษภาคม ของทุกปี
          - ปิดฤดูท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม - 31 ตุลาคม ของทุกปี ช่วงเดือนที่น่าเที่ยวมากที่สุด
          คือช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน อุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ ราคา 1,000 - 2,000 บาท

อ่านต่อ

รายละเอียด

บ่อน้ำพุร้อนบ้านบ่อดาล

          กล่าวกันว่าสรรพคุณของน้ำพุร้อนใต้ผิวดินนั้นมีมากมายต่อร่างกายเรา และอยากชวนคุณให้ลองมาสัมผัสบ่อน้ำพุร้อนบ้านบ่อดาลแห่งนี้ ซึ่งมีน้ำแร่ไหลผ่านซอกชั้นหินต่าง ๆ ตามหุบเขา และที่นี่ยังได้มีการสร้างอ่างเก็บกักน้ำแร่เอาไว้ที่มีอุณหภูมิประมาณ 65 องศาเซลเซียส ท่ามกลางสวนสวย  หลายคนจึงนิยมมาแช่ตัวเพื่อผ่อนคลายความเครียด บรรเทาอาการปวดข้อ กระดูก เหน็บชา ตลอดจนบำรุงผิวพรรณให้ดูสดใส

อ่านต่อ

รายละเอียด

1 ชั่วโมง 14 นาที ( ระยะทางประมาณ 71.92 กิโลเมตร)

ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า

รู้ไหมว่าเพียงครั้งแรกที่คุณทักทายย่านเก่าเมืองตะกั่วป่า คุณจะพบเสน่ห์ของเมืองเล็กๆ เมืองนี้ที่น่าหลงใหลได้อย่างคาดไม่ถึง เมืองเก่าตะกั่วป่าแห่งนี้เป็นเมืองเล็กๆ ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ก่อนพ.ศ. 500 แรกเริ่มเดิมที่มีชื่อว่าเมืองตกโกล (แปลว่ากระวาน) ต่อมาคำว่า ตกโกล ได้เพี้ยนเป็นตะโกลา และกลายเป็นตะกั่วป่า ในที่สุด เมืองตะกั่วป่านั้นรุ่งเรืองที่สุดในยุคเหมืองแร่เฟื่องฟู สมัยรัชกาลที่ 7 เนื่องจากบริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ ด้วยแร่ดีบุก จึงทำให้มีคนจีนอพยพเข้ามาทำงานในเหมืองกันเป็นจำนวนมาก และนั่นเองคือจุดกำเนิดของสถาปัตยกรรมผสมผสานกัน ระหว่างตะวันตกและตะวันออกที่เรียกกันว่า “ชิโน-โปรตุกีส” แม้อาจไม่ได้หนาแน่นเท่ากับเมืองภูเก็ต แต่บ้านเรือนของตะกั่วป่าก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยบรรยากาศสงบงามและเรียบง่ายของบ้านเรือนร้านค้า บริเวณถนนอุดมธารา และบริเวณถนนศรีตะกั่วป่า (ตลาดใหญ่) ตึกเหล่านี้มีลักษณะเป็นตึกแถวสองชั้นก่ออิฐถือปูน มีลวดลายบริเวณช่องลมและระเบียงและมีซุ้มประตูโค้งตามทางเดินด้านหน้า ปัจจุบันธุรกิจเหมืองแร่เลิกร้างไปนานแล้ว แต่ตึกเหล่านี้ก็ยังคงมีผู้คนใช้ชีวิตตามประสา มีรอยยิ้มต้อนรับนักท่องเที่ยว และยังมีลมหายใจที่อบอวล กลิ่นอายวิถีท้องถิ่น ทั้งนี้ ทุกวันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 14.00-18.00 น. ในช่วงฤดูท่องเที่ยวระหว่างเดือนพฤศจิกายน - เมษายนของทุกปี เทศบาลตำบลตะกั่วป่าได้ร่วมกับชุมชนตลาดใหญ่ จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ถนนศรีตะกั่วป่าเป็น ถนนสายวัฒนธรรมเมืองตะกั่วป่า โดยได้รับความร่วมมือจากชาวชุมชนมาจำหน่ายอาหารขนมพื้นบ้านมากมาย อาทิ ขนมบ้า อาโป่ง ขนมเบื้อง ขนมโค ฯลฯเรียกความคึกคักและชีวิตชีวาคืนสู่เมืองเก่าเมืองนี้อีกครั้ง     สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อเทศบาลเมืองตะกั่วป่า โทร. +66 7642 4279  

อ่านต่อ

รายละเอียด

34 นาที ( ระยะทางประมาณ 31.01 กิโลเมตร)

ชายทะเลเขาหลัก

          ชายหาดที่มีการเติบโตและได้รับความนิยมสูงสุดของจังหวัดพังงา ด้วยเป็นชายทะเลที่เลื่องลือในเรื่องบรรยากาศสงบ น้ำทะเลยังคงความบริสุทธิ์ หาดทรายกินอาณาบริเวณกว้าง และบางจุดยังมีก้อนหินน้อยใหญ่วางระเกะระกะ ทำให้เกิดภาพที่มีมิติสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศของชายทะเลเขาหลักจึงอบอวลด้วยอารมณ์ของการพักผ่อน ยามเย็นคุณจะพบชาวบ้านและนักท่องเที่ยวพากันออกมานั่งพักผ่อนหย่อนใจ ชมอาทิตย์ลับฟ้าเหนือผืนทะเล นอกจากนี้ตลอดแนวชายหาดยังเต็มไปด้วยรีสอร์ทหรูและโรงแรมมีระดับ ซึ่งสร้างสรรค์บรรยากาศให้กลมกลืนกับชายทะเล ร่มรื่นด้วยต้นสน ทิวมะพร้าวริมชายหาด และเมื่อมาถึงชายทะเลเขาหลักแล้ว อย่าลืมแวะ สักการะศาลเจ้าพ่อเขาหลัก อันเป็นที่เคารพบูชาของคนท้องถิ่น และเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าคุณได้เดินทางมาเยือนชายทะเลเขาหลักแล้ว สำหรับฤดูกาลของที่นี่ มีเพียง 2 ฤดู คือคือฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคมซึ่งมีฝนตกชุก  

อ่านต่อ

รายละเอียด

6 นาที ( ระยะทางประมาณ 3.27 กิโลเมตร)

ประติมากรรมอนุสรณ์สถานสึนามิ

          พังงาเป็นจังหวัดที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุดในเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มริมฝั่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 และเพื่อเตือนใจถึงภัยพิบัติในครั้งนั้น สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม จึงได้จัดสร้าง “อนุสรณ์สถานสึนามิ” ที่แลดูโดดเด่นด้วยประติมากรรม "Stabile" ผลงานการออกแบบของศิลปินชาว สวีเดน ลาร์ส อิงกลุนด์ ศิลปินชาวสวีเดนผู้มีผลงานโดดเด่นในแนวมินิมัลลิสม์ ศิลปินท่านนี้เป็นที่รู้จักทั้งในระดับชาติและนานาชาติ มีผลงานจัดแสดงอยู่ทั้งในเวนิส ปารีส นิวยอร์ก และสวีเดน ซึ่ง "Stabile" หมายถึง บางสิ่งบางอย่างที่มั่นคงแข็งแรงเป็นหนึ่งเดียว "Stabile" เป็นประติมากรรมนามธรรมแบบเรขาคณิต สร้างด้วยวัสดุสแตนเลสเส้นตรงผิวด้าน จำนวน 5 เส้นนำมาสานขัดกันเป็นชิ้นงาน ตัวประติมากรรมมีความสูงประมาณ 6 เมตร ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าหรือเบื้องบนจักรวาล ซึ่งศิลปินต้องการให้ผู้ชมแปลความหมายด้วยตัวเองเพราะเขาเคยกล่าวว่า "ผู้ชมสามารถเข้าถึงจินตนาการในงานของข้าพเจ้าได้ก็โดยจิตใจเท่านั้น"  

อ่านต่อ

รายละเอียด